บทที่ 155 ผู้หักหลังมวลมนุษยชาติ และล่อลวงสู่กับดัก!
ไม่นานนัก
ฉู่โม่วก็จัดการกับทัพอสูรจนหมด
“ขอบคุณครับ ขอบคุณท่านมากจริง ๆ ที่มาช่วยพวกเรา!”
“ถ้าหากท่านผู้ยิ่งใหญ่ไม่มา ผมเกรงว่าพวกเราอาจจะถูกสัตว์อสูรพวกนั้นเขมือบไปจนหมดก็ได้”
ในตอนนั้น
เหล่ามนุษยชาติที่รอดชีวิตร่วมพันคนภายในหุบเขาได้พากันวิ่งมาห้อมล้อมฉู่โม่วไว้ นำโดยปรมาจารย์ยุทธ์ที่แข็งแกร่งที่สุดในบรรดาคนเหล่านี้ พวกเขากล่าวขอบคุณฉู่โม่วกันทีละคน
“ไม่เป็นไรหรอกครับ”
“ท่านผู้นี้คือ ท่านประมุขฉู่แห่งตำหนักลับแห่งสวรรค์ ในครั้งนี้ จ้าวยุทธ์ทุกคนภายในฐานได้ออกมาเพื่อช่วยทุกคนออกจากมิติรอยแยกนี้ ทั้งนี้ก็เพื่อกำจัดศิษย์สำนักหมื่นอสูรไปด้วย!”
นายพลเมืองคนหนึ่งกล่าวแนะนำ
ท่านประมุข?
เมื่อคนเหล่านี้ได้ยินเช่นนั้น พวกเขาก็ตกใจ เมื่อตระหนักได้ว่าผู้ที่ยืนอยู่หน้าตนนั้นเป็นท่านประมุขจริง ๆ พวกเขาก็แสดงความเคารพมากขึ้นกว่าเดิมพร้อมทั้งก้มหัวให้ฉู่โม่วเพื่อขอบคุณในความช่วยเหลือ
ชายหนุ่มโบกมือเพื่อบอกเป็นนัยว่าพวกเขาไม่ต้องทำถึงขนาดนี้ก็ได้
จากนั้นก็เริ่มถามถึงเหตุการณ์
ผลลัพธ์ที่ได้มาจากปากผู้รอดชีวิตเหล่านี้ก็คือ มีประชากรกว่าหกหมื่นคนที่อยู่ภายในฐานแห่งนี้ นอกจากพวกเขาทั้งพันกว่าคนแล้ว คนที่เหลือถูกสัตว์อสูรที่บุกเข้ามาฆ่าตายกันหมด
ได้ฟังเช่นนั้นแล้วมันก็ทำให้ทุกคนรู้สึกหนักใจกันขึ้นมาไม่น้อยเลย
“แล้วพวกคุณได้เจออะไรที่เป็นร่องรอยของผู้ปลุกพลังที่เป็นคนของสำนักหมื่นอสูรบ้างหรือเปล่า?”
ตอนนั้น ฉู่โม่วถามขึ้นมา
“ผมไม่รู้เลยครับ”
จอมยุทธ์ตอบพร้อมส่ายหน้า “ในตอนนั้น สัตว์อสูรบุกเข้ามาเป็นกองทัพ พวกเราทำได้เพียงรีบวิ่งหนีเอาชีวิตรอดจนเข้ามาในนี้ได้ เพราะความกลัวว่าจะถูกฆ่า เลยไม่กล้าออกไปไหน ตั้งใจว่าจะรอกำลังเสริมกันน่ะครับ ท่านประมุขฉู่”
ไม่แปลกใจสักเท่าไหร่หากคนเหล่านี้จะไม่รู้
ฉู่โม่วถอนหายใจด้วยความผิดหวัง
ทว่า…
“อ๊ะ มีเรื่องหนึ่งที่ผมไม่รู้ว่าควรจะพูดดีหรือเปล่าครับ…”
ขณะนั้น ปรมาจารย์ยุทธ์ก็พูดขึ้นมาด้วยท่าทีเหมือนกับว่าเขากำลังคิดอะไรบางอย่างอยู่ ชายคนนี้ดูลังเลเป็นอย่างมากผ่านสีหน้าที่แสดงออกมา
“พูดมาเลย”
ฉู่โม่วเปิดโอกาส
“รู้สึกว่า เมื่อตอนที่สัตว์อสูรเข้ามาโจมตีฐานน่ะครับ ผมรู้สึกว่าจะมีลูกศิษย์สำนักหมื่นอสูรปะปนมากับทัพอสูรพวกนี้ด้วย ผมได้ยินพวกเขาพูดกันคร่าว ๆ ประมาณว่า พวกนั้นมีผู้ปลุกพลังในฐานจินหลิงเป็นสายลับอยู่ จะมีการส่งเหล่าผู้ที่มีความแข็งแกร่งมาก ๆ เข้ามาในรอยแยกนี้ แล้วพวกมันจะใช้จังหวะนั้นฆ่าคนเหล่านั้นให้หมด”
“สายลับงั้นเหรอ!?”
สีหน้าของฉู่โม่วและนายพลเมืองหลาย ๆ คนเปลี่ยนไปทันที
หากเรื่องนี้เป็นความจริง…
เพียงแค่คิด หัวใจของหลาย ๆ คนก็สั่นระรัวกันแล้ว
เห็นแบบนั้น
ปรมาจารย์ยุทธ์คนเดิมก็ตระหนักได้ว่าเรื่องนี้คงสำคัญกับคนเหล่านี้มากแน่ ๆ เพราะงั้นเขาจึงคิดทบทวนสิ่งที่ได้ยินให้ดีแล้วค่อยพูดต่อ “ตะ… แต่… เรื่องนี้มันเกิดช่วงที่พวกผมกำลังอพยพกันน่ะครับ ก็เลยได้ยินรายละเอียดไม่ชัดนัก ผมเองก็คงฟันธงไม่ได้หรอกนะครับว่ามันเป็นเรื่องจริงหรือเปล่า”
แม้จะพูดออกไปแล้ว
แต่สีหน้าของฉู่โม่วก็ไม่ได้คลายความตึงเครียดลงเลย
กลับกัน สีหน้าของเขากลับดูเคร่งขรึมขึ้นด้วย
เพราะค่อนข้างมั่นใจ… ว่านี่เป็นเรื่องจริง!
ก่อนหน้านี้ฉู่โม่วไม่เคยคิดถึงเรื่องนี้มาก่อน แต่เพราะคำพูดของผู้รอดชีวิต เขาจึงตระหนักขึ้นได้
การที่สำนักหมื่นอสูรปรากฏตัวขึ้นในรอยแยกมิติระดับสีดำกับหลายสิ่งหลายอย่างที่ดูจะไม่เหมือนปกติ
ตั้งแต่สัตว์อสูรภายในรอยแยกแล้ว
ในเมื่อสำนักหมื่นอสูรสามารถยึดรอยแยกนี้ได้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ทำไมพวกมันถึงไม่กรูกันออกมาตั้งแต่แรก?
พวกมันมีเวลาอย่างน้อย ๆ สองวันที่รอยแยกมิติจะหลุดจากการควบคุม ในช่วงที่คนจากฐานจินหลิงกำลังปรึกษาหารือกันรวมถึงจัดสร้างค่ายกลขนาดใหญ่นี้!
เป็นไปได้ว่าสองวันก่อนนี้ ตั้งแต่ที่รอยแยกหลุดจากการควบคุม สำนักหมื่นอสูรก็น่าจะรู้แล้วว่ามนุษย์ตั้งใจจะสร้างค่ายกลขนาดยักษ์จากด้านนอกกัน แต่พวกนั้นกลับไม่ยอมส่งสัตว์อสูรออกมา
ไม่ใช่ว่าพวกนั้นกลัวว่าจะต้องถูกขังอยู่ภายในรอยแยกมิตินี้โดยฝีมือของผู้ปลุกพลังจากฐานจินหลิงงั้นเหรอ?
คิดย้อนกลับไปเมื่อตอนที่พวกเขามุ่งหน้ามายังรอยแยกมิตินี้
ในตอนนั้น มีสัตว์อสูรมากมายกำลังเดินออกมาจากรอยแยก เพราะมันเป็นช่วงฉุกละหุก ฉู่โม่วกับคนอื่น ๆ จึงเข้าใจไปว่าสัตว์อสูรเหล่านี้กำลังหนีออกมาจากรอยแยกมิติ พวกเขาจึงไม่คิดอะไรมากแล้วเข้าไปต่อสู้กับทัพสัตว์อสูรทั้งหลายทันที
แต่เมื่อคิดดูดี ๆ
ฉู่โม่วก็เริ่มตระหนักได้ว่า พฤติกรรมของสัตว์อสูรพวกนั้น ไม่ได้เหมือนว่ามันอยากจะหนีออกมาด้านนอกเลย
เสมือนว่ากลุ่มสัตว์อสูรเหล่านั้นเป็นเพียงเหยื่อล่อเท่านั้น
ทั้งนี้ก็เพื่อ…
ล่อพวกเขาให้เข้ามา!
“ถ้านี่เป็นกับดักที่พวกสำนักหมื่นอสูรจงใจวางไว้จริง ๆ แสดงว่าเจ้าพวกนี้น่าจะเลือกซุ่มอยู่ตรงไหนสักแห่งที่เอื้อต่อการดักโจมตีจ้าวยุทธ์ของพวกเรา… เพื่อตัดกำลังของฐานจินหลิง!”
“และการที่จะล่อลวงให้จ้าวยุทธ์ของทางฝั่งเราหลุดเข้าไปยังตำแหน่งนั้นได้ ก็ต้องพึ่งไส้ศึกที่ทำให้พวกเราเชื่อใจได้…”
“แต่ใครล่ะ?”
ฉู่โม่วขมวดคิ้วและคิด
และในขณะที่กำลังคิดอยู่นั้น ชื่อของคนคนหนึ่งก็ปรากฏขึ้นมาในหัว
ในเวลาเดียวกันนั้น
ติ๊ด ติ๊ด
บริเวณข้อมือของฉู่โม่ว เครื่องมือสื่อสารรูปทรงนาฬิกาข้อมือก็ดังขึ้นมา
เมื่อก้มลงไปมอง เขาก็พบว่ามันเป็นสัญญาณเรียกรวมตัวโดยจ้าวยุทธ์ฉูซง
“เจ้านี่แหละ… ที่น่าสงสัยที่สุด!”
“ด้วยระดับพลังที่เขามีอยู่ มันไม่ยากเลยที่จะทำให้จ้าวยุทธ์คนอื่น ๆ หลงเชื่อในสิ่งที่พูด และถ้าเป็นอย่างที่ฉันคิดจริง ๆ การเรียกรวมตัวนี้คือกับดัก!”
สีหน้าของฉู่โม่วเปลี่ยนไปชัดเจน
เขาพูดต่อ “นายพลเมืองทุกคน ผมฝากช่วยพาผู้รอดชีวิตหนีไปยังที่ปลอดภัยด้วย ส่วนผมจะรีบไปช่วยจ้าวยุทธ์คนอื่น ๆ ก่อน!”
“ครับ!”
นายพลเมืองที่ได้รับคำสั่ง สามารถเข้าใจสถานการณ์ตอนนี้ได้เป็นอย่างดี พวกเขาไม่พูดอะไรมากและรีบตอบรับทันควัน
เห็นเช่นนั้น
ฉู่โม่วก็พยักหน้าแล้วถลาบินออกไป มุ่งหน้าไปตามตำแหน่งที่ถูกระบุไว้ว่าเป็นจุดรวมพลอย่างรวดเร็ว
…
สถานที่ที่ซึ่งห่างไกลจากฉู่โม่วราว ๆ พันกิโลเมตร
บริเวณยอดสูงของซากปรักหักพัง
จ้าวยุทธ์หลายคนได้มาถึงยังที่หมายนี้แล้วตามที่ฉูซงได้ส่งสัญญาณเรียก
ได้ยินดังนั้น
ทุก ๆ คนก็พยักหน้า
“มีเหตุผล”
“ถ้าเป็นแบบนั้น พวกเราไปกันก่อนเถอะ!”
“ไว้พวกเราไปถึงปลายทางแล้วค่อยส่งตำแหน่งให้ท่านฉู่อีกทีหนึ่ง!”
จ้าวยุทธ์หลาย ๆ คนพูดแบบเดียวกัน
เมื่อทุกอย่างลงตัว
กลุ่มจ้าวยุทธ์ควบคู่ไปด้วยนายพลเมืองระดับสูงอีกหลายคนมุ่งหน้าตรงไปยังจุดที่ถูกเรียกว่า ‘ฐานที่ตั้งของสำนักหมื่นอสูร’ ภายใต้การนำทางของฉูซง
ตลอดทาง
ทุก ๆ คนล้วนเต็มไปด้วยความมั่นอกมั่นใจของตนเอง และวาดฝันว่าสามารถจัดการกับศิษย์สำนักหมื่นอสูรทั้งหมดได้
และในส่วนของผู้ที่บินนำกลุ่มผู้ปลุกพลังเหล่านี้
พลังจิตของเขาทำให้เขารับรู้ได้ว่าคนอื่น ๆ กำลังเคลื่อนที่ตามมา ฉูซงอดไม่ได้ที่จะเหลือบมองผู้ที่ตามมาด้วยสายตาเหยียดหยาม
‘พวกผู้ฝึกยุทธ์หน้าโง่!’
‘โดนข้าหลอกง่าย ๆ แบบนี้เชียว ไว้รอพวกแกหลุดเข้าไปในวงล้อมของพวกพ้องของข้าเสียก่อน เมื่อนั้นข้าจะให้พวกแกได้พบกับนรกของจริงเอง!’
‘คนพวกนี้ถือเป็นผู้ที่มีพลังระดับสูงภายในฐานจินหลิงทั้งหมด หากสามารถฆ่าพวกมันทั้งหมดได้ ฐานจินหลิงก็จะไม่มีตัวน่ารำคาญที่มาคอยต่อต้านพวกข้า… และตอนนั้น…’
เพียงแค่คิดถึงภาพที่ตนเองสามารถยึดครองฐานจินหลิงได้
ท่านจ้าวสวรรค์ก็จะให้สมบัติแห่งโลกและสวรรค์แก่เขามากขึ้นกว่าเดิม เช่นนั้นแล้วฉูซงจึงอดไม่ได้ที่จะรู้สึกโลภขึ้นมาในใจ
‘บางที… ข้าอาจจะใช้โอกาสนี้ในการขยับขึ้นเป็นจ้าวยุทธ์ระดับสูงเลยก็ยังได้ เผลอ ๆ คนอย่างข้าเองอาจจะก้าวขึ้นเป็นราชันย์ยุทธ์ในอนาคตก็ได้นะเนี่ย’
เขาคิดกับตนเองไม่หยุด
แต่ไหนแต่ไร เขาก็ไม่ใช่คนที่ใฝ่ต่ำ เพียงแค่เพราะไม่สามารถจับหลักในการฝึกฝนได้ แถมไม่มีโอกาสได้รับความช่วยเหลือดี ๆ ด้วย หากเขายังพึ่งพาการฝึกฝนแบบทั่ว ๆ ไปละก็ บางทีทั้งชีวิตอาจจะเป็นได้เพียงปรมาจารย์ยุทธ์หรือไม่ก็แค่นายพลเมืองเท่านั้น!
ต่อให้เป็นนายพลเมืองได้ก็ยังเป็นได้แค่นายพลเมืองระดับต่ำเท่านั้น!
ส่วนอนาคตอันเรืองรองก็ไม่ต้องฝันถึงเลย ไม่มีทางที่มันจะเป็นไปได้อย่างแน่นอน!
ทว่าโชคชะตาของเขาก็ไม่ได้มีทางเลือกมากนัก
ในโลกใบนี้ ยังมีผู้ปลุกพลังมากมายที่โชคไม่ดีเฉกเช่นเขา ทว่าคนพวกนั้นแย่กว่าตรงที่ไม่มีความสามารถแม้กระทั่งสู้กับโชคชะตาของตนเอง
แต่…
ถึงฉูซงจะพยายามสู้กับโชคชะตาของตนเอง
โชคชะตาก็ไม่ได้ตอบรับเขาในทางที่ดีสักเท่าไหร่นัก ระหว่างที่เขาเข้าไปฝึกฝนหมายจะให้หลุดออกจากขั้นจอมยุทธ์เร็ว ๆ เขาก็เผอิญพบเข้ากับศิษย์สำนักหมื่นอสูรเข้า
ด้วยพลังที่เขามีอยู่ ณ ตอนนั้น การยื่นข้อเสนอของศิษย์สำนักจ้าวอสูรไม่ต่างอะไรกับยาพิษรสหวานที่รู้ว่ากินเข้าไปจะไม่ดี แต่ถึงจะรู้ เขาก็ทำอะไรไม่ได้อยู่ดี
ทว่าเพราะวัตถุดิบกับสมบัติโลกและสวรรค์ที่ได้รับมา มันทำให้ฉูซงสามารถก้าวขึ้นเป็นปรมาจารย์ยุทธ์ได้อย่างรวดเร็ว ดังนั้นเขาจึงหาโอกาสช่วยเหลือสำนักหมื่นอสูรอยู่เรื่อย ๆ ไม่ว่าจะเป็นช่วยหากำลังคน หรือคำร้องขออื่น ๆ ทั้งนี้ก็เพื่อแลกเอารางวัลมา
เขาเติบโตขึ้นช้า ๆ ด้วยพลังที่สำนักหมื่นอสูรมอบให้
ยิ่งได้สมบัติโลกและสวรรค์มามากขึ้น เขาก็ยิ่งแข็งแกร่งขึ้น
จนในที่สุด…
เขาก็สามารถเข้าสู่ขั้นจ้าวยุทธ์ได้!
สิ่งนี้ เป็นสิ่งที่ฉูซงไม่เคยคิดฝันมาก่อนเลยว่าตัวเขาจะสามารถครอบครองมันได้
แต่นั่นยังไม่พอ!
เขาอยากจะแข็งแกร่งมากขึ้นกว่านี้!

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ระบบกลืนกินพรสวรรค์