บทที่ 162 คำเชิญของราชันย์ยุทธ์หมิงกวง และของขวัญล้ำค่า!
เมื่อได้ยินคำพูดของราชันย์ยุทธ์ชางไห่
จ้าวยุทธ์ทุกคนก็พยักหน้าและกล่าวทันที “ถึงจะมีคำสั่งจากราชันย์ยุทธ์ชางไห่ ถ้ามีความเป็นไปได้เราก็ไม่ปฏิเสธ!”
“เยี่ยม!”
“ฉันรอคอยสำนักหมื่นอสูรมานาน แต่ก็ไม่มีพละกำลังมากพอ ตอนนี้พอมีฐานจงไห่มาช่วยก็ไม่ต้องกังวลแล้ว!”
“คราวนี้ต้องทำลายสำนักหมื่นอสูรให้ได้!”
จ้าวยุทธ์หลายสิบคนกล่าวคนแล้วคนเล่า
“เยี่ยมจริง ๆ !”
ราชันย์ยุทธ์ชางไห่พยักหน้าด้วยความพึงพอใจและพูดทันที “สำหรับผู้ปลุกพลังต้องการไปทำลายสำนักหมื่นอสูร เราได้มีการตั้งกฎเอาไว้แล้ว ฉัน ราชันย์ยุทธ์เชียนเยี่ย และราชันย์ยุทธ์หมิงกวงจะเข้าร่วมการต่อสู้กับสำนักหมื่นอสูรที่อาจมีราชันย์ยุทธ์อยู่ด้วยเช่นกัน ทุกคนมีหน้าที่คุ้มกันโดยรอบและป้องกันไม่ให้ผู้ปลุกพลังของสำนักหมื่นอสูรหนีไปได้!”
“กำหนดเวลาอีกสามวัน ถึงตอนนั้นพวกเราสามคนจะนำกลุ่มไล่ล่าและจับตัวพวกมันทั้งหมดไม่ให้เหลือ!”
หลังจากนั้น
เขาก็เริ่มอธิบายรายละเอียดเฉพาะต่าง ๆ
การประชุมดำเนินไปอีกครึ่งชั่วโมง
จ้าวยุทธ์หลายคนจากไปแล้ว
ฉู่โม่วเองก็ตั้งใจว่าจะกลับแล้วเช่นกัน
แต่ตอนนั้นเอง ราชันย์ยุทธ์หมิงกวงผู้ไม่เคยอ้าปากพูดมาก่อนพลันหันไปสนใจฉู่โม่วและเอ่ยขึ้น “ท่านประมุขฉู่ อยู่ก่อนเถอะ”
ทันทีที่เขาพูดออกมา
จ้าวยุทธ์มากมายก็หันไปมองฉู่โม่วด้วยสีหน้าประหลาดใจ
ฉู่โม่วเองก็ตกตะลึงเล็กน้อย
ไม่มีใครรู้ว่าราชันย์ยุทธ์หมิงกวงตั้งใจจะทำอะไร ทั้งสองไม่เคยรู้จักกันมาก่อนด้วยซ้ำ
ในไม่ช้าจ้าวยุทธ์อีกหลายคนก็กลับไป
ทั่วทั้งห้องโถงเหลือเพียงผู้อาวุโสตระกูลหมัว หมัวหย่งอัน ฉู่โม่ว และราชันย์ยุทธ์ทั้งสามเท่านั้น
“ราชันย์ยุทธ์หมิงกวง มีรับสั่งอะไรหรือเปล่าครับ?”
ชายหนุ่มถามด้วยความเคารพ
“สหายฉู่โม่วไม่ต้องสุภาพนักหรอก อันที่จริงฉันเรียกคุณมาเพราะตั้งใจจะขอบคุณน่ะ!”
ราชันย์ยุทธ์หมิงกวงกล่าวด้วยรอยยิ้ม
“ขอบคุณเหรอ?”
ฉู่โม่วงงยิ่งกว่าเก่า
“ท่านประมุขฉู่ ฉันจะแนะนำให้รู้จัก นี่คือราชันย์ยุทธ์หมิงกวงผู้เกิดมาในตระกูลหมัว ชื่อของเขาคือหมัวหมิงกวง เป็นพี่ชายของฉันเอง เขาออกจากฐานจินหลิงตอนที่กลายเป็นจ้าวยุทธ์เมื่อไม่กี่ปีก่อน และเมื่อไปสำรวจฐานจงไห่ …เขาก็กลายเป็นราชันย์ยุทธ์!”
“พี่ชายฉันกลับมาคราวนี้และรู้ว่านายเป็นคนช่วยพวกเราในเขตแดนลับ เขาเลยเรียกนายมาเพื่อขอบคุณน่ะ”
ผู้อาวุโสตระกูลหมัวแนะนำให้รู้จักด้วยรอยยิ้ม
เมื่อได้ยินดังนั้น ฉู่โม่วก็เข้าใจ
แต่เขาแอบตกตะลึง
ไม่ต้องสงสัยเลยว่าทำไมพันธมิตรเครือหอการค้าหยกแก้วเป็นกองกำลังสูงสุดในฐานจินหลิงเสมอมา พวกเขาได้รับกระทั่งสมบัติชิ้นล่าสุดจากฐานจงไห่เป็นครั้งคราวด้วยซ้ำ และยังมีราชันย์ยุทธ์จากตระกูลอยู่ที่ฐานจงไห่อีก
เมื่อคิดได้ดังนั้น
ฉู่โม่วก็อดคิดถึงตระกูลสวี่ในตอนนั้นไม่ได้
ตอนนั้นพวกเขาค้นพบความลับของสำนักกระบี่สวรรค์และพยายามทำให้ตระกูลรุ่งเรืองเพื่อควบคุมทั่วทั้งฐาน และกดดันพันธมิตรเครือหอการค้าหยกแก้ว
ตอนนี้มาคิดดูอีกทีแล้วก็บ้าบอจริง ๆ
ถึงตระกูลสวี่จะมีราชันย์ยุทธ์เพราะสิ่งนี้ พวกเขาก็คงสู้พันธมิตรเครือหอการค้าหยกแก้วไม่ได้เลยสักนิด!
คาดเดาได้ว่ามีเพียงตอนจบเดียวคือถูกกดดันโดยพันธมิตรหอการค้าและไม่มีโอกาสได้พลิกกลับมารุ่งเรืองอีกแน่
“ฉันรู้เรื่องทุกอย่างที่เกิดขึ้นในเขตแดนลับแล้ว ต้องบอกเลยว่าพรสวรรค์และความสามารถของคุณฉู่โม่วนั้นไม่ธรรมดาจริง ๆ แม้แต่ในฐานจงไห่ก็มีแค่ไม่กี่คนที่จะเทียบได้ ในไม่ช้าเผ่าพันธุ์มนุษย์ของเราคงมีราชันย์ยุทธ์เพิ่มขึ้นอีกคนแล้วละ!”
ราชันย์ยุทธ์หมิงกวงกล่าวพร้อมยิ้มกว้าง
“ท่านราชันย์ยุทธ์ชมกันแบบนี้ก็เกินไป”
ฉู่โม่วส่ายหน้าและกล่าว
ราชันย์ยุทธ์หมิงกวงยิ้มแล้วพูดต่อ “สหายฉู่โม่ว นอกจากขอบคุณแล้วยังมีอีกเรื่องด้วย… ฉันอยากเชิญมาเข้าร่วมตำหนักสุดขอบฟ้า!”
“ตำหนักสุดขอบฟ้าเหรอ?”
ฉู่โม่วตะลึงงัน
“ตำหนักสุดขอบฟ้าคือกองกำลังสูงสุดในฐานจงไห่ที่มีราชันย์ยุทธ์มากมาย อย่างฉัน ราชันย์ยุทธ์ชางไห่และราชันย์ยุทธ์เชียนเยี่ยคือผู้อาวุโสของตำหนักสุดขอบฟ้า”
“พวกเราเชี่ยวชาญในการสรรหาผู้มีพรสวรรค์ ถ้าสหายฉู่โม่วอยากจะเข้าร่วม ด้วยพรสวรรค์อย่างน้อยก็ต้องได้เป็นผู้สืบทอดแน่ และถ้าได้รับทรัพยากรในการฝึกนับไม่ถ้วนทุกปีจากเขตแดนลับและสมบัติของตำหนักสุดขอบฟ้า อนาคตของนายจะราบรื่นและสว่างไสวอย่างแน่นอน!”
“ว่ายังไงล่ะ อยากมากับพวกเราไหม?”
ราชันย์ยุทธ์หมิงกวงกล่าวด้วยความคาดหวัง
เมื่อได้ยินดังนั้น ฉู่โม่วก็เข้าใจเจตนาที่แท้จริงของราชันย์ยุทธ์หมิงกวงในที่สุด
“ขอบคุณความใจกว้างของราชันย์ยุทธ์หมิงกวงมาก แต่ผมไม่ชอบอยู่ในกรอบและยังไม่คิดจะเข้าร่วมกับกลุ่มไหนในตอนนี้”
ฉู่โม่วส่ายหน้าและกล่าวปฏิเสธอย่างสุภาพ
ไม่ใช่ว่าเงื่อนไขที่ราชันย์ยุทธ์หมิงกวงนั้นไม่เพียงพอ…
กองกำลังสูงสุดของสุดยอดฐานบวกกับสัญญาจากราชันย์ยุทธ์ เรียกได้ว่าเพียงแค่เขาพยักหน้าก็จะมีทรัพยากรนับไม่ถ้วนอยู่ตรงหน้าในอนาคต
เพียงแต่ว่า…
เป็นอีกครั้ง
ที่ฉู่โม่วมีความลับอยู่มากเกินไป!
หากอยู่ท่ามกลางกองกำลังขนาดใหญ่ เขาจะต้องอยู่ในกรอบมากมายและการกระทำของเขาจะถูกจำกัด ซึ่งไม่ใช่ทางเลือกที่ดีสำหรับฉู่โม่วเลย
“พี่ชาย ฉันบอกแล้ว ท่านประมุขฉู่ไม่มีทางตอบตกลงง่าย ๆ หรอก ตอนนั้นฉันก็บอกไปแล้วว่าเขาไม่ว่าง”
ผู้อาวุโสตระกูลหมัวกล่าวด้วยรอยยิ้ม
“ช่างมันเถอะ ในเมื่อสหายของเราไม่ต้องการฉันก็จะไม่บังคับ แต่ถ้าเปลี่ยนใจก็มาหาฉันได้ทุกเมื่อ ฉันสัญญาว่าจะมีที่ให้นายเสมอ!”
ราชันย์ยุทธ์หมิงกวงถอนหายใจและกล่าว
‘ช่างมันเถอะ ฉันทำได้แค่พยายามชดใช้ทีหลังนั่นแหละ!’
ฉู่โม่วคิดกับตัวเอง
แล้วสายตาของเขาก็จับจ้องไปที่ตำรากระบวนท่าและเลือดสัตว์อสูร
“ถ้าฉันดูดซึมเลือดสัตว์อสูรระดับ 7 เข้าไปก็คงพอที่จะทำให้พละกำลังทะยานสูงขึ้นได้!”
‘ส่วนตำรากระบวนท่านี้มีชื่อว่า ‘ปืนพิฆาตสวรรค์’ เป็นตำราวิชายิงปืน ฉันไม่จำเป็นต้องใช้มัน แต่เอาไปเก็บไว้ในคลังแสงหรือแลกเปลี่ยนกับผู้ปลุกพลังคนอื่นในอนาคตก็ได้’
เมื่อคิดได้ดังนั้น ฉู่โม่วก็เก็บของทั้งหมดเข้าไปในที่เก็บของ
แล้วจึงเริ่มฝึกยุทธ์
แต่ฉู่โม่วยังไม่ได้กินเลือดสัตว์อสูรระดับ 7 เข้าไป
เพราะมีเวลาอีกแค่สามวันก่อนออกเดินทางและมีเวลาไม่มากพอ เขาจึงตั้งใจจะจัดการกับมันทีหลัง
เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว
เวลาสามวันผ่านไปในพริบตา
วันนี้
ฉู่โม่วอยู่ในห้องพลันสัมผัสได้ถึงการสั่นไหวของเครื่องสื่อสาร เมื่อหยิบออกมาดูก็เห็นว่ามีข้อความจากผู้อาวุโสตระกูลหมัว
“เวลานัดมาถึงแล้ว!”
“ได้เวลาออกเดินทาง!”
ฉู่โม่วเดินออกมาจากห้องและพบว่าเฉินซีเวยไม่อยู่ เขาจึงทิ้งข้อความเอาไว้ก่อนจะบินออกไปจากที่นั่น
…
เมื่อฉู่โม่วไปถึงที่สำนักงานใหญ่พันธมิตรเครือหอการค้าหยกแก้ว เขาก็เห็นจ้าวยุทธ์หลายสิบคนยืนอยู่กลางอากาศ และมียานพาหนะลำใหญ่อยู่ข้าง ๆ มันดูปราดเปรียวและคล้ายกับหยดน้ำ
“ท่านประมุขฉู่มาแล้ว!”
ตอนนั้นเอง ผู้อาวุโสตระกูลหมัวเห็นว่าฉู่โม่วมาถึงก็กล่าวทักทายทันที
ฉู่โม่วพูดคุยกับเขาเล็กน้อย แล้วหันไปมองยานบินทรงหยดน้ำก่อนถามด้วยความสงสัย “ผู้อาวุโสหมัว นี่เป็นยานบินแบบไหนเหรอ ทำไมผมไม่เคยเห็นมาก่อนเลย?”
“นี่เป็นยานบินของฐานจงไห่ มันรวดเร็วมากจนเทียบได้กับจ้าวยุทธ์เลยทีเดียว และยังเก็บซ่อนรัศมีทำให้คนนอกตรวจจับได้ยากอีกด้วย!”
“นี่คือขบวนการลอบโจมตีสำนักหมื่นอสูร พวกเราจะต้องมั่นใจว่าอีกฝ่ายจะรู้เรื่องไม่ได้ ราชันย์ยุทธ์ทั้งสามจึงเรียกมันมาจากฐานจงไห่!”
ผู้อาวุโสตระกูลหมัวอธิบาย
“เข้าใจแล้ว”
ฉู่โม่วพยักหน้า
ระหว่างที่ทั้งสองพูดคุยกันนั้น
จ้าวยุทธ์หลายคนได้มาถึงแล้ว
ราชันย์ยุทธ์ทั้งสามเองก็ปรากฏตัวขึ้นแล้วเช่นกัน หลังจากที่นับจำนวนคน พวกเขาก็โบกมือและตะโกนลั่น “ไปได้!”
จ้าวยุทธ์คนแล้วคนเล่าเข้าไปในยานบิน ในไม่ช้าประตูก็ปิดลง
ยานบินทั้งลำเริ่มสั่นไหวเล็กน้อย แล้วกลายเป็นลำแสงที่พุ่งผ่านห้วงมิติตรงไปยังเป้าหมายไกลออกไป

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ระบบกลืนกินพรสวรรค์