บทที่ 163 โจมตีสำนักหมื่นอสูร และธรรมลักษณาแห่งสวรรค์เร้นลับ!
ฉู่โม่วยืนอยู่บนยานบิน
เขามองเห็นทิวทัศน์โดยรอบที่ห่างออกไปผ่านกำแพงใส เพียงชั่วพริบตาก็อยู่ไกลจากฐานจินหลิงอย่างมาก
ตามที่เขาคาดการณ์ไว้ มันเคลื่อนที่ด้วยความเร็วที่ยิ่งกว่าความเร็วเสียงสามร้อยเท่า!
เป็นความเร็วที่น่าทึ่งจริง ๆ
ยิ่งไปกว่านั้น เขายังไม่รู้สึกถึงแรงสั่นสะเทือนใดแม้แต่น้อยบนยานลำนี้ มันมีแม้กระทั่งกระจกต้นแบบซึ่งเป็นแม่แบบที่ใช้ในการสร้างลายวงจร มีความสำคัญในการลดพลังงานรังสีที่ผ่านเข้ามา
ฉู่โม่วพยายามใช้พลังจิตสัมผัสของตน แต่ก็ไม่อาจตรวจจับรูปร่างที่แท้จริงของยานลำนี้ได้เลย ทั้งที่มีเพียงจิตสัมผัสเท่านั้นที่จะล่วงรู้ได้
‘เป็นยานที่ทรงพลังชะมัดเลย!’
‘ถ้าฉันมีไว้ในครอบครองสักลำนะ!’
ฉู่โม่วคิดในใจ
อย่างไรก็ดี เขาไม่คิดว่าความปรารถนานี้จะบรรลุผลได้ไวนัก
เพราะทั้งความสามารถในการซ่อนตัวจากพลังจิตสัมผัสซึ่งยากที่บรรดาราชันย์ยุทธ์จะตรวจพบ หรือความเร็วเหนือกว่าความเร็วเสียงที่รุนแรงเช่นนี้ เดาได้ไม่ยากว่าราคามันจะสูงลิบลิ่วขนาดไหน
คาดว่าแม้แต่ในฐานจงไห่ก็มีไม่มากนัก
ยิ่งไปกว่านั้น
ทั้งราชันย์ยุทธ์เชียนเยี่ย ราชันย์ยุทธ์ชางไห่ และราชันย์ยุทธ์หมิงกวงต่างไม่เคยได้ครอบครองมัน ไม่อย่างนั้นพวกเขาคงจะส่งพวกมันสักสองสามลำไปทำลายสำนักหมื่นอสูรได้
สิ่งนี้ย่อมแสดงให้เห็นว่าพวกมันล้ำค่าเพียงใด
หลังจากจัดการกับความคิดที่ยุ่งเหยิงแล้ว ฉู่โม่วก็ทบทวนถึงภารกิจของตน
พูดตามตรง
ในการบุกสำนักหมื่นอสูรครั้งนี้เขารู้สึกประหม่าเล็กน้อย เพราะนั่นหมายความว่าอาจจะต้องเผชิญหน้ากับคู่ต่อสู้ขั้นราชันย์ยุทธ์ผู้ทรงพลัง!
แต่มีสิ่งที่น่าตื่นเต้นยิ่งกว่านั้น!
สำหรับองค์กรขนาดใหญ่ สำนักหมื่นอสูรต้องมีสมบัติและทรัพยากรสำหรับการฝึกฝนมากมาย ถ้าสามารถฉวยโอกาสกอบโกยได้สักครั้งสองครั้งก็คงดีไม่น้อย
ส่วนเรื่องที่ว่าจะจัดการกับสำนักหมื่นอสูรได้หรือไม่นั้น ไม่ใช่เรื่องที่เขาต้องกังวลแต่อย่างใด
ฐานจงไห่เพ่งเล็งสำนักหมื่นอสูรมานานเพื่อรอเวลาจะได้บดขยี้ และในตอนนี้พวกเขาก็รู้ตำแหน่งแน่นอนของสำนักงานใหญ่แล้ว เรียกได้ว่าพร้อมสรรพอย่างมาก
ยิ่งไปกว่านั้น ทีมนี้นำโดยราชันย์ยุทธ์ทั้งสาม!
เมื่อรวมกับบรรดาผู้ยิ่งใหญ่ราวห้าสิบคนแล้ว ด้วยพลังที่ยิ่งใหญ่เช่นนี้ เขาไม่เชื่อว่าสำนักหมื่นอสูรจะสร้างคลื่นลมใด ๆ ได้!
ไม่เพียงเท่านี้
ถ้าความแข็งแกร่งของสำนักหมื่นอสูรยิ่งใหญ่เพียงนั้น เหตุใดต้องมุดหัวและเผยหางที่ฐานจินหลิงกัน?
เรียกได้ว่าการบุกครั้งนี้มาพร้อมความแน่นอนเต็มเปี่ยม!
ความแตกต่างเพียงอย่างเดียวอยู่ที่ว่าการโจมตีนี้จะสำเร็จโดยสมบูรณ์แบบหรือไม่!
แน่นอนต้องออกตัวไว้ก่อนว่ายังประมาทไม่ได้
แม้แต่เหยี่ยวยังต้องทุ่มกำลังทั้งหมดที่มีเพื่อล่ากระต่าย การที่สำนักหมื่นอสูรอยู่รอดมาได้หลายทศวรรษภายใต้การจับจ้องของฐานจงไห่ ก็เท่ากับว่าพวกเขามีดีไม่น้อย บางทีอาจซุกซ่อนบางสิ่งที่น่ากลัวเอาไว้
สำหรับราชันย์ยุทธ์ เขาอาจไม่มีอะไรต้องกังวล แต่สำหรับจ้าวยุทธ์แล้ว เขาคงต้องใช้ความระมัดระวังอย่างมาก
สิ้นความคิด
ฉู่โม่วก็อดไม่ได้ที่จะกระชับกระบี่สารทสังหารในมือแน่น
เจตจำนงกระบี่อันทรงพลังไหลผ่านร่างกายช้า ๆ
ปฐมวิญญาณภายในแดนม่วงเริ่มทำสมาธิ กงล้อสีทองเบื้องหลังสว่างชัดขึ้นเรื่อย ๆ
พลังพรสวรรค์นานัปการเริ่มไหลเวียน
จิตวิญญาณอันลึกซึ้งของห้วงมิติและสายลมประทับกลางดวงใจ
ด้วยไพ่ตายมากมายที่มีอยู่ในมือ มันมากพอให้เขารับมือกับจ้าวยุทธ์ แม้แต่กับราชันย์ยุทธ์ก็ยังพอมีเหลือให้ต่อกร
สิ่งนี้ทำให้ฉู่โม่วรู้สึกคลายใจ
…
สำนักใหญ่ของสำนักหมื่นอสูรไม่ได้เร้นกายในหุบเขาลึกหรือเขตแดนลับ แต่หลบซ่อนอยู่ในฐานเล็ก ๆ นามว่าเป่ยเหอ
ก่อนหน้านี้คงไม่มีใครคาดคิดว่าสำนักหมื่นอสูรจะใจกล้าถึงขนาดซ่อนตัวอยู่ในฐานของมนุษย์
สำนักอสูรโดยทั่วไปแล้วมักซ่อนตัวอยู่ในที่ห่างไกล ยิ่งร้างผู้คนเท่าไรก็ยิ่งดี ทว่าสำนักหมื่นอสูรกลับทำตรงกันข้ามโดยการเข้ามาปะปนอยู่กับเหล่ามนุษย์
อย่างไรก็ตามสิ่งนี้ก็ทำให้โรงผลิตไฟฟ้าของมนุษย์คิดผิดอยู่นาน
ในอดีตพวกเขามักจะค้นหาพวกมันในป่าหรือที่ชุมนุมของสัตว์อสูร นั่นทำให้ไม่เคยพบที่ซ่อนที่แท้จริงเลยสักครั้ง
แต่ตอนนี้พวกเขารู้ที่ตั้งที่แน่นอนแล้ว สำนักหมื่นอสูรถึงคราวต้องสิ้นสุด!
ยานบินยังคงเคลื่อนที่ด้วยความเร็ว
สามชั่วโมงต่อมาก็มาถึงฐานเป่ยเหอที่ห่างไกลออกมาราวสี่แสนกิโลเมตร
พวกเขาไม่ได้เข้าไปในฐานทันทีแต่จอดยานที่ด้านนอก ไม่นานนักก็ปรากฏร่างของคนหลายคนออกมาจากฐานและตรงมาที่ยานบิน
“ราชันย์ยุทธ์ชางไห่!”
ผู้ที่มามีทั้งหมดสามคน พวกเขาล้วนแต่เป็นชายชราที่เปี่ยมด้วยรัศมีเรืองรองอันน่านับถือ ทั้งสามคนต่างแสดงความเคารพต่อราชันย์ยุทธ์เบื้องหน้า
“สถานการณ์ด้านในเป็นยังไงบ้าง”
ราชันย์ยุทธ์ชางไห่พยักหน้ารับความนบน้อมนั้นก่อนจะเอ่ยถาม
“ด้วยคำชี้แนะของท่าน พวกเขาอดทนคุ้มกันที่แห่งนี้ตลอดทั้งวันทั้งคืน แต่ยังไม่เห็นสัญญาณการเคลื่อนย้ายครั้งใหญ่ของพวกสำนักหมื่นอสูรครับ!”
“ถึงจะเป็นอย่างนั้นก็มีจอมยุทธ์ของสำนักหมื่นอสูรหลายคนออกไปจากที่นี่เช่นกัน แต่ทางเราได้ทำเครื่องหมายไว้เพื่อให้แน่ใจว่าจะตามตัวเจอ!”
“ตราบใดที่ท่านราชันย์ยุทธ์ชางไห่อยู่เคียงข้าง จอมยุทธ์ทั้งหมดก็พร้อมโจมตีคนของสำนักหมื่นอสูรที่อยู่ด้านนอก ขอให้แน่ใจได้เลยครับว่าจะไม่มีใครเหลือรอดไปได้!”
ชายคนนั้นพูด
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ราชันย์ยุทธ์ชางไห่ก็พยักหน้าด้วยความพึงพอใจ
จากนั้น ทั้งราชันย์ยุทธ์หมิงกวงและราชันย์ยุทธ์เชียนเยี่ยก็เรียกบรรดาผู้ยิ่งใหญ่ทั้งหมดเพื่อวางแผนการบุกโจมตีโดยเฉพาะ
ความจริงแล้ว แผนการรบไม่ได้มีความซับซ้อนอะไร สิ่งที่สำคัญที่สุดในการปิดล้อมและโจมตีก็คือการจู่โจมโดยไม่ทันตั้งตัว และทำให้ฝ่ายตรงข้ามเตรียมการตั้งรับไม่ทัน ประเด็นสำคัญอีกอย่างได้แก่… จะทำอย่างไรไม่ให้ศัตรูหลบหนีไปได้!
ท่าทีของชายในชุดคลุมแดงไม่ได้เปลี่ยนไป ราวกับว่าเขาเคยชินกับภาพเหล่านั้น
ไม่นานผู้คนที่เคยมีอยู่ร่วมร้อยก็เหลือไม่ถึงสามสิบคน
พวกเขายังคงอยู่ แต่ร่างกายค่อย ๆ ปรากฏลักษณะบางอย่างของอสูร และเริ่มชัดขึ้นเรื่อย ๆ
ทันใดนั้น
คนเหล่านั้นก็ผุดออกมาจากบ่อเลือดด้วยสีหน้าตื่นเต้น
พวกเขาหยุดลงยังด้านหน้าของชายชุดแดง ก่อนจะคุกเข่าอย่างพร้อมเพรียงและตะโกนก้อง “คารวะนายเหนือหัว!”
“ทุกคนลุกขึ้นได้!”
ชายชุดแดงพูดด้วยรอยยิ้ม “พวกแกทุกคนโชคดีที่ได้รับความโปรดปรานจากท่านเทพอสูร พวกแกได้ผ่านพิธีการกลับชาติมาเกิดและครอบครองเนื้อหนังของสัตว์อสูรแล้ว ในอนาคตขอให้ตั้งใจรับใช้เผ่าพันธุ์ให้ดี!”
“พวกเราจะติดตามท่านจ้าวสวรรค์และทำลายเผ่าพันธุ์มนุษย์ให้จงได้!”
ทุกคนพูดขึ้นพร้อมกัน
“ถ้าอย่างนั้นก็กลับกันเถอะ”
ชายในอาภรณ์สีแดงพยักหน้าด้วยความปีติ
เหล่าจอมยุทธ์ที่เพิ่งเปลี่ยนร่างเป็นอสูรคำนับอีกครั้ง ก่อนจะผละจากไปด้วยดวงหน้าที่ยังไม่คลายความตื่นเต้น
รอยยิ้มบนใบหน้าชายผู้รู้จักกันในนามท่านจ้าวสวรรค์ค่อย ๆ จางลง ดวงตาแดงก่ำมีเพียงแววเฉยเมย เขามองไปยังแอ่งเลือดอีกครั้ง ก่อนจะสูดหายใจเข้าลึก
ในเวลาเดียวกันนั้น
ร่างหนึ่งปรากฏขึ้นยังเบื้องหลัง ท่าทางของมันคล้ายกับเทาเที่ย*[1] ในตอนนั้นมันอ้าปากและสูดหายใจเข้าไปอย่างแรง
ถัดมา
ทันใดนั้นพลันปรากฏแสงสว่างเรื่อขึ้นในบ่อเลือด ก่อนจะลอยเลื่อนไปสู่ปากของร่างนั้น
สวบ!
มันกลืนเข้าไปด้วยการเขมือบเพียงหนึ่งครั้ง
ร่างเทาเที่ยส่องสว่างขึ้นเล็กน้อยและเริ่มปรากฏร่างที่ส่องแสงแห่งธรรมมากขึ้น นั่นทำให้ชายในชุดแดงพึงพอใจไม่น้อย
แต่ครู่เดียว เขากลับถอนใจอีกครั้ง “มีจอมยุทธ์ที่คุณสมบัติเพียบพร้อมน้อยลงเรื่อย ๆ แล้วอย่างนี้ อีกนานแค่ไหนที่ที่แห่งนี้จะถูกยอมรับอย่างสมบูรณ์กัน”
สิ่งที่เขาใช้ฝึกฝนคือวิธีที่สามารถฝึกได้โดยเจ้าสำนักของสำนักหมื่นอสูรเท่านั้น มันถูกเรียกว่าธรรมลักษณาแห่งสวรรค์เร้นลับ ซึ่งสามารถสร้างสัตว์อสูรบรรพกาลจากอากาศธาตุให้มีร่างธรรมผ่านการใช้ผู้ฝึกวิชา
หากต้องการหลอมรวมกับสัตว์อสูรก็จำเป็นต้องกลืนกินเลือดของมันเข้าไปอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้พลังค่อย ๆ รวมตัวและเกิดเป็นร่างธรรมที่มีพลังมากขึ้น
ในท้ายที่สุด ผู้ฝึกวิชาจะมีพลังต้นกำเนิดของสัตว์อสูร และสามารถหลอมรวมเข้ากับพวกมันเพื่อกลายเป็นอสูรที่แท้จริง!
เช่นร่างธรรมของเขาเป็นสัตว์บรรพกาลนามว่าเทาเที่ย มันมีความสามารถในการกลืนฟ้ากินดิน
หากฝึกฝนวิชากลืนกินได้สำเร็จ ท้ายที่สุดเขาจะสามารถกลายร่างเป็นมันได้!
กระนั้น…
มันยากมากที่จะทำสำเร็จ!
[1] gluttonous (饕鬄) เป็นสัตว์ในตำนานชนิดหนึ่งที่มีรูปร่างเป็นแพะ มีหัว ปาก และมือเหมือนมนุษย์ มีตาอยู่ใต้รักแร้และเขี้ยวที่เหมือนเสือ นิสัยของมันตะกละ เห็นอะไรก็กินเข้าไปจนหมด

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ระบบกลืนกินพรสวรรค์