บทที่ 172 มนุษย์ถ้ำ และหลอมรวมพลังเนตร!
กลิ่นอายที่ออกมาจากร่างเหล่านี้ค่อนข้างแตกต่างไปจากผู้ปลุกพลังทั่วไปอยู่มากเลยทีเดียว แต่ถึงอย่างนั้นฉู่โม่วยังพอจะบอกได้ว่า สิ่งเหล่านี้… แข็งแกร่งเทียบเท่าได้กับนายพลเมืองของมนุษย์ได้เลย
และด้วยความแข็งแกร่งระดับนี้ สำหรับฉู่โม่วในปัจจุบัน มันก็ไม่ต่างอะไรกับมดปลวก
พวกนี้ไม่ใช่ศัตรูที่เขาต้องกลัว!
ดังนั้นแล้ว
เมื่อกระบี่ของฉู่โม่วถูกฟาดฟันออกไป สิ่งมีชีวิตยักษ์ที่โดนคมกระบี่ฟาดฟันก็ไม่สามารถต้านทานอะไรได้เลย และถูกกำจัดลงอย่างง่ายดาย หัวของมันหลุดออกจากคอ จากนั้นร่างที่ใหญ่โตก็ล้มลงไปกับพื้นเสียงดัง
พลันเมื่อมนุษย์ยักษ์อีกสองตนเห็นเช่นนั้น สีหน้าของพวกมันก็ดูเป็นกังวล
ดูเหมือนว่าพวกมันจะไม่คาดคิดว่าฉู่โม่วจะแข็งแกร่งถึงเพียงนี้
หลังจากที่จัดการไปได้แล้วหนึ่งตน ฉู่โม่วก็ไม่ได้หยุดลงในทันที ร่างของเขาหายไปอย่างรวดเร็วและไปปรากฏต่อหน้ามนุษย์ยักษ์อีกตนหนึ่ง กระบี่ฟาดฟันลงไปอีกครั้ง ทำให้อสูรกายตนนั้นสิ้นชีพไปในทันที
“โอ… โอ…”
สิ่งมีชีวิตขนาดยักษ์ตนสุดท้ายผู้ที่สามารถมองพลังการซ่อนตัวของฉู่โม่วได้ เห็นฉู่โม่วลงมือสังหารพวกพ้องของตนตลอด มันพ่นถ้อยคำภาษาประหลาดออกมาก่อนจะหันหน้าหนีหมายจะออกไปจากที่นี่
แต่คิดหรือว่าฉู่โม่วจะยอมปล่อยไป?
ย่างก้าวปีศาจไร้เงาถูกร่ายและไล่ตามร่างนั้นไปในทันที
ปลายกระบี่ถูกยกขึ้นชี้ราวกับเล็งเป้าหมาย ก่อนที่กระแสไฟฟ้าแรงสูงจะพุ่งออกมาโจมตีเข้าใส่ร่างนั้นอย่างไม่รอช้า
แสงสีขาวปรากฏสะท้อนผ่านแววตาของสิ่งมีชีวิตยักษ์ตนนั้นราวกับแสงสั่งตาย ทว่าภายใต้ความหวาดกลัวของมันนั้นเอง อาวุธภายในมือของมันก็ถูกเขวี้ยงออกไปด้วยทิศทางประหลาด ๆ ไปด้วย
เปรี้ยง!?
จังหวะที่สายฟ้าปะทะเข้ากับอาวุธของร่างขนาดยักษ์นี้เอง
ฉู่โม่วก็รู้สึกได้ทันทีเลยว่า สิ่งนี้ไม่ได้ถูกตั้งใจโยนมั่ว ๆ แต่มันโยนเพื่อสกัดการโจมตีของเขา!
แต่ถึงอย่างนั้น นายพลเมืองก็ยังเป็นนายพลเมืองวันยันค่ำ ฉู่โม่วยังสามารถไล่ตามไปฆ่าอีกฝ่ายได้ด้วยปลายกระบี่ของตัวเขาในท้ายที่สุด
ฉั้วะ!
ด้วยเสียงของกระบี่ยาวปาดเข้าที่ชิ้นเนื้อของยักษ์ใหญ่ คอของมันก็หลุดกระเด็นออกมาได้อย่างง่ายดาย ปล่อยให้เลือดจากเส้นเลือดใหญ่ที่คอไหลท่วม
เวลาเพียงแค่ไม่กี่อึดใจ ฉู่โม่วสามารถกำจัดสิ่งมีชีวิตภายในอุโมงค์นี้ทั้งสามตนได้แล้ว
ถึงอย่างนั้น ฉู่โม่วก็ไม่ได้ถอนหายใจอย่างโล่งอกในทันที กลับกัน เขากลับมีสีหน้าครุ่นคิดกับสิ่งมีชีวิตประหลาดนี้อยู่แทน
“เจ้าพวกนี้คือตัวอะไรกันแน่น่ะ?”
“ทำไมถึงมาอยู่ใต้ดินแบบนี้?”
คำถามมากมายผุดขึ้นมาในหัวอีกครั้งขณะเขากำลังกวาดตามอง
“ถ้ายังไง…”
“ไว้กลับไปที่ฐานจินหลิงแล้วค่อยเอาไปถามบรรพบุรุษตระกูลหมัวก็แล้วกัน เผื่อว่าเขาจะรู้อะไรบ้าง”
ฉู่โม่วคิดกับตนเอง
ในเมื่อเขาไม่รู้จะหาเหตุผลอะไรมาใส่ใจกับเรื่องนี้ เขาก็จะเลิกกังวลไปก่อน
เมื่อรวบรวมสิ่งที่พอจะหาได้จากร่างทั้งสองที่ตายไปก่อนหน้าเรียบร้อย ฉู่โม่วก็หันไปมองยังร่างขนาดยักษ์ตัวที่สามซึ่งอยู่ไม่ไกลนัก
เมื่อตอนที่เจ้าสิ่งนี้หันมาสู้กลับ มันสามารถมองเห็นการโจมตีที่ไม่มีใครมองเห็นได้ของฉู่โม่วและหาจุดอ่อนของกระบวนท่าเพื่อทำลายทิ้งได้
แต่สิ่งที่ดูเหมือนจะน่ากลัวที่สุด
คือการที่มันรับรู้ว่าฉู่โม่วซ่อนตัวอยู่ที่ไหน
อย่างที่ทุกคนทราบกันอยู่แล้วว่า เมื่อเขากระตุ้นพลังธาตุมืดขึ้นมา เขาจะสามารถหายตัวไปกับเงาได้
แต่เจ้าสิ่งมีชีวิตที่อยู่ในขั้นนายพลเมืองตนนี้ กลับสามารถมองเห็นร่องรอยของฉู่โม่วได้ ซึ่งมันทำให้เขารู้สึกประหลาดใจนิดหน่อย
ทว่าเมื่อคิดถึงเรื่องแสงสีขาวที่สะท้อนภายในดวงตาสิ่งมีชีวิตตนนี้
ฉู่โม่วก็เดาอะไรบางอย่างไว้ในใจเขาแล้ว
“หรือนี่จะเป็น…”
“เจ้านี้มีการพัฒนาดวงตาที่สูงมาก ๆ จนมองเห็นร่องรอยของฉันได้งั้นเหรอ?”
เขากระซิบพูดเบา ๆ
เมื่อคิดได้ดังนั้น
หัวใจของฉู่โม่วก็ตื่นเต้นขึ้นมา
หากเป็นเช่นนั้นจริง ๆ เขาจะพลาดสิ่งนี้ไม่ได้!
“ลองกลืนกินดูก่อนก็แล้วกัน”
เพราะระบบกลืนกินของฉู่โม่วนั้นพร้อมแล้วพอดี จึงทำให้สามารถใช้มันได้อีกครั้ง
[เป้าหมาย : มนุษย์ถ้ำ!]
[สามารถกลืนกินได้!]
[ต้องการจะกลืนกินหรือไม่?]
‘ที่แท้ก็เป็นพวกมนุษย์ถ้ำสินะ’
ชายหนุ่มพูดพึมพำ
แต่หลังจากนั้นไม่นาน เขาก็พูดขึ้นมาในใจ ‘กลืนกิน!’
จังหวะต่อมา
แสงสีทองก็แผ่ออกมาจากมือของฉู่โม่วและเข้าไปห่อหุ้มร่างไร้วิญญาณเบื้องล่างเอาไว้
สิ่งที่เขาได้กลับมาก็คือไข่มุกคู่หนึ่งคล้ายดวงตา และเจ้าสิ่งนี้เองก็ปลดปล่อยกลิ่นอายที่น่าสยดสยองออกมาตลอดด้วย
[กลืนกินสำเร็จ!]
[ได้รับ : พลังเนตรระดับ 3!]
[ต้องการหลอมรวมหรือไม่?]
ใช่จริง ๆ ด้วย เจ้านี่มีพลังเนตรเป็นพรสวรรค์!
สีหน้าประหลาดใจปรากฏขึ้นบนใบหน้าของฉู่โม่ว
พลังเนตรถือเป็นพรสวรรค์ที่หาได้ยากมาก ๆ
อย่างที่รู้กันดี
หากใครก็ตามที่อยากเป็นผู้ปลุกพลังขั้นสูง ๆ พวกเขาจำเป็นจะต้องมีพลังกายที่แข็งแกร่ง หรือไม่ก็มีพรสวรรค์ที่เลิศล้ำ
การฝึกฝนพลังกาย สามารถทำให้ผู้ปลุกพลังมีประสิทธิภาพมากขึ้นได้เพียงด้านเดียว แต่ถ้าคน ๆ นั้นมีพรสวรรค์ที่แข็งแกร่งติดตัวมาด้วย หากเขาสามารถฝึกฝนร่างกายควบคู่ไปกับพรสวรรค์นี้ได้ เขาก็จะยิ่งแข็งแกร่งมากขึ้นไปอีกขั้น
ภายในลำดับขั้นเดียวกัน
ผู้ปลุกพลังที่มีพรสวรรค์จะมีพลังกล้าแกร่งกว่าผู้ปลุกพลังที่มีความโดดเด่นในด้านพละกำลังอย่างเดียว
แต่เพราะโลกของเรายังขาดผู้ที่มีพรสวรรค์อยู่อีกมากนัก แม้แต่พลังธาตุหลักทั้งห้าธาตุเองก็ยังหาได้ยากในหมู่เด็กเกิดใหม่
ดังนั้นแล้วภายในฐานจินหลิงนี้จึงมีอัตราการเกิดใหม่ของผู้ปลุกพลังที่มีพรสวรรค์เพียงหนึ่งในร้อยคนเท่านั้น
หรือถ้าจะให้ฟังดูง่ายขึ้นก็คือ
[เป้าหมาย : ฉู่โม่ว]
[พลังกาย : อัสนีบาตคงกระพัน, กายากระบี่เทวะ]
[พรสวรรค์ : ทักษะวิชากระบี่ระดับดาราลับฟ้า ธาตุลมระดับดาราลับฟ้า, ธาตุไฟระดับพิเศษ, ธาตุดินระดับพิเศษ. ธาตุเหล็กระดับพิเศษ, ธาตุไม้ระดับพิเศษ, พลังแห่งห้วงมิติระดับ 4, ธาตุน้ำระดับ 4, ธาตุมืดระดับ 4, พลังเนตรระดับ 3]
…
ตรวจสอบสถานะเสร็จ ฉู่โม่วก็พยักหน้าด้วยความภาคภูมิใจ
ลูกบอลไฟถูกสร้างขึ้นและส่งไปเผาร่างทั้งสามร่างให้มอดไหม้
จากนั้น
ฉู่โม่วก็เริ่มทำการขุดเอาแร่หินปฐมกาลออกมา
ถึงแม้ว่าการปรากฏตัวของมนุษย์ถ้ำพวกนี้จะทำให้ฉู่โม่วประหลาดใจเล็กน้อย
แต่ก็ไม่ได้ทำให้ลืมจุดประสงค์เดิมที่มายังที่แห่งนี้
การขุดแร่เป็นไปด้วยความขยันขันแข็ง
ทุกครั้งที่คมกระบี่ถูกฟาดฟันลงไป เศษแร่หินขนาดใหญ่ก็จะถูกตัดออกมาและถูกเก็บเข้าสู่มิติพกพาอย่างรวดเร็ว
ที่นี่มีแร่หินปฐมกาลอยู่มาก…
ไม่นานนัก ฉู่โม่วก็ได้หินปฐมกาลกว่าหมื่นล้านชิ้นที่เกิดขึ้นจากผนังอุโมงค์มาทั้งหมด ซึ่งจากความรู้สึกของเขา ยังมีแร่หินปฐมกาลอีกบางส่วนที่ยังคงซ่อนอยู่
และภายในมิติพกพาของเขาเองก็เพิ่งจะถูกเติมเต็มไปเพียงมุมเล็ก ๆ เท่านั้น
ตั้งแต่ที่พลังแห่งห้วงมิติของเขาพัฒนาขึ้น มิติพกพาของเขาก็ขยายตัวเพิ่มขึ้นเป็นอย่างมากด้วย ผนวกกับการพัฒนาความแข็งแกร่งอย่างต่อเนื่องของฉู่โม่ว พื้นที่ในมิติพกพาก็ยิ่งขยายเพิ่มมากขึ้นไปอีก
เพราะงั้นแล้วในวันนี้ ต่อให้เขาจะนำหินปฐมกาลสักแสนล้านก้อนโถมใส่เข้าไป มันก็ยังมีพื้นที่เหลือให้ใช้สอยอีกมากมายเลยทีเดียว
ด้วยเหตุนี้ ฉู่โม่วจึงเลือกที่จะเดินเข้าไปตามอุโมงค์ต่อเรื่อย ๆ ขณะที่คอยขุดแร่หินปฐมกาลออกมาด้วย
กว่าจะรู้ตัวอีกที เขาก็ได้แร่หินปฐมกาลมากว่าแสนล้านชิ้นไปแล้ว และในตอนนี้ พื้นที่ในมิติพกพาก็ถูกเติมเต็มไปกว่าครึ่งหนึ่งแล้วด้วย
ในตอนนั้นเอง ที่ฉู่โม่วเดินเลี้ยวไปบริเวณมุมหนึ่ง
เขาก็ได้พบว่ากลิ่นอายของอณูแห่งชีวิตที่อัดแน่นในอุโมงค์แห่งนี้มีความเข้มข้นสูงขึ้น
‘นี่มัน… หินปฐมกาลระดับกลาง?’
สีหน้าของฉู่โม่วแสดงออกซึ่งความสุขอีกครั้ง
กลิ่นอายพวกนี้แสดงให้เห็นว่า อย่างน้อยที่นี่ก็มีหินปฐมกาลระดับกลางอยู่แน่ ๆ และนั่นหมายถึง เขาจะได้หินปฐมกาลระดับต่ำมาอีกมากมาย!
ดังนั้นเขาจึงไม่ลังเล
ฉู่โม่วยกกระบี่ขึ้นมาและทำการขุดลงไปในจุดที่จับกลิ่นอายได้ทันที
ใช้เวลาไม่นานนักกว่าที่หินปฐมกาลระดับกลางนี้จะถูกฉู่โม่วขุดขึ้นมาได้
“เยี่ยม!”
ชายหนุ่มยิ้มแย้ม
ในตอนนั้นเขาก็หันมองไปรอบตัว แล้วพบว่าตนได้ทำการขุดเอาแร่หินปฐมกาลจากที่นี่ไปจนหมดแล้ว มันเหลือเพียงเศษเล็กเศษน้อยเท่านั้นที่ยังเหลืออยู่ และถ้ามัวแต่เก็บเศษเล็กเศษน้อยพวกนี้ มันจะเสียเวลานานโดยไม่คุ้มสักเท่าไหร่
เมื่อคิดได้ว่าหินปฐมกาลเพียงแค่นี้คงเพียงพอแล้ว ฉู่โม่วก็วางแผนจะกลับไป ขณะเดียวกันก็คอยมองไปรอบ ๆ อุโมงค์ไปเรื่อยเปื่อยด้วย
ตอนนั้นเอง
อาไต๋ที่ยืนอยู่บนไหล่ของฉู่โม่วก็พูดขึ้นมา “นายท่าน ขุดต่อไปอีกค่ะ”
“ฉันรู้สึกได้ถึงอณูแห่งชีวิตที่กำลังผันผวนอย่างรุนแรงอยู่ใกล้ ๆ นี้!”

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ระบบกลืนกินพรสวรรค์