เข้าสู่ระบบผ่าน

ระบบกลืนกินพรสวรรค์ นิยาย บท 174

บทที่ 174 ศิลารู้แจ้งชิ้นที่ 3 และวัตถุประสงค์ของมนุษย์ถ้ำ!

เวลาผ่านไปนานแค่ไหนไม่อาจทราบได้

จู่ ๆ ฉู่โม่วก็ลืมตาแล้วสะดุ้งตื่นขึ้นมา

“นี่ฉัน… สลบไปงั้นเหรอเนี่ย?”

เขาประหลาดใจเล็กน้อย

ทันใดนั้นเขาก็นึกถึงคลื่นพลังประหลาดที่ทำให้เขาหมดสติไปขึ้นมาได้ หัวใจพลันสั่นระรัวและสั่งให้ตนเองรีบตรวจสอบสถานะอย่างเร็วที่สุด

[เป้าหมาย : ฉู่โม่ว]

[พลังกาย : อัสนีบาตคงกระพัน, กายากระบี่เทวะ]

[พรสวรรค์ : ทักษะกระบี่ระดับดาราลับฟ้า, ธาตุลมระดับดาราลับฟ้า, ธาตุไฟระดับพิเศษ, ธาตุดินระดับพิเศษ, ธาตุเหล็กระดับพิเศษ, ธาตุไม้ระดับพิเศษ, พลังแห่งห้วงมิติระดับ 4, ธาตุน้ำระดับ 4, ธาตุมืดระดับ 4, พลังเนตรระดับ 3]

“ก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงนี่?”

ความสงสัยปรากฏขึ้นบนใบหน้าของฉู่โม่ว

อ้างอิงตามข่าวลือ

เมื่อไหร่ก็ตามที่ได้กลืนกินดอกผลึกลงไปแล้ว ผู้ปลุกพลังจะได้รับพรสวรรค์ที่ไร้เทียมทานมา ทว่าฉู่โม่วกลับพบว่าทั้งพลังกายและพรสวรรค์ของเขากลับไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงเลยทั้งสิ้น

“หรือว่าดอกผลึกที่ฉันกินเข้าไปจะไม่ใช่ของจริงงั้นเหรอ?”

เขาอดขมวดคิ้วไม่ได้

ภาพแสงสีเงินที่วิ่งเข้าไปในสมองของตนทำให้เขาสลบไปนานพลันผุดขึ้นมา ซึ่งภาพนี้ยังคงตราตรึงอยู่ในหัวอย่างชัดเจนจนอดสงสัยไม่ได้… ว่าร่างกายไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงจริงหรือเปล่า

“ฮึ่ม…”

ชายหนุ่มสูดหายใจและพ่นออกมาเบา ๆ

ฉู่โม่วค่อย ๆ ผ่อนคลายตนเองและเริ่มตรวจร่างกายทั้งหมดใหม่อีกครั้งเพื่อไม่ให้มีอะไรถูกมองข้ามไป

หนึ่งชั่วโมงต่อมา

ชายหนุ่มตรวจร่างกายอย่างละเอียดแล้ว และพบว่ามีบางอย่างในร่างกายเปลี่ยนไปอยู่บ้าง

อันดับแรกคือพลังกาย เขารู้สึกได้ว่าความคิดของเขามันชัดเจนขึ้น รวมถึงหูและตาก็รู้สึกว่ารับสัมผัสได้ชัดเจนขึ้น

ร่างกายของเขาแข็งแรงขึ้นมากกว่ากว่าเดิม และเมื่อทดลองใช้คัมภีร์มังกรคชสารอมตะ เขาก็ค้นพบว่าร่างกายอยู่ไม่ไกลจากการทลายตรวนกายาขั้นที่ 3 แล้ว!

ขั้นที่สองคือร่างปฐมวิญญาณ

ร่างนี้มันชัดเจนขึ้นกว่าแต่ก่อน

ก่อนหน้านี้เขายังพอมองเห็นร่างปฐมวิญญาณของตนได้เลือนราง… แต่ตอนนี้มันดูสงบนิ่งมากขึ้นแล้ว รวมถึงความแข็งแกร่งของปฐมวิญญาณเองก็ดูจะเพิ่มขึ้นมาอย่างน้อย ๆ ก็สองเท่าแล้วด้วย!

ยิ่งไปกว่านั้น กงล้อทองคำยังมีความหนาแน่นที่สมบูรณ์ขึ้นจนมันเริ่มจะเหมือนหลอดไฟวงกลมขึ้นมาทุกที

แถมยังเริ่มปรากฏเป็นเงาของกงล้อทองคำอีกหนึ่งชั้นอยู่จาง ๆ แล้ว

สิ่งนี้เป็นลักษณะเฉพาะของการฝึกฝนกระบวนท่าลับแสงสวรรค์แห่งต้าเหยี่ยนขั้นที่หนึ่งเลย!

‘หรือว่าจะเป็นเพราะดอกผลึกที่ช่วยให้มาได้ถึงขนาดนี้นะ?’

มองไปซ้ายขวา ฉู่โม่วก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกผิดหวังเล็กน้อย

ถึงแม้ว่าพฤกษาเพลิงดอกผลึกจะช่วยทำให้กระบวนท่าลับแสงสวรรค์แห่งต้าเหยี่ยนพัฒนาจากขั้นต้นเป็นสมบูรณ์ และคัมภีร์มังกรคชสารอมตะก็ใกล้จะทลายตรวนกายาขั้นที่ 3 ได้

ซึ่งรวม ๆ แล้วมันน่าจะช่วยลดระยะเวลาการฝึกฝนของเขาไปได้หลักปีเลย

แต่ถึงอย่างนั้น เมื่อเทียบกับข่าวลือและตำนานของพฤกษาเพลิงดอกผลึกแล้ว ผลลัพธ์ที่ได้มานี้ค่อนข้างด้อยกว่าเรื่องเล่านั้นเยอะ เพราะงั้นมันเลยทำให้ฉู่โม่วรู้สึกเสียดายนิดหน่อย

‘เอาเถอะ’

‘อย่างน้อย ๆ ก็ยังได้อะไรกลับมาบ้างแหละนะ ไม่ตายจากแสงสีเงินนั่นก็นับว่าไม่เสียหายอะไรหรอก!’

เขาปลอบใจตนเอง

ภายหลังจากที่สงบจิตสงบใจลงได้แล้ว เขาก็วางแผนจะกลับออกไปพร้อมกับอาไต๋

ทว่า

ก่อนที่จะออกจากจุดนี้ไป

ฉู่โม่วก็หันกลับมาตักน้ำพุจิตวิญญาณปฐมกาลที่เหลือน้อยนิดกลับไปด้วย

จากนั้นก็ขุดเอาพฤกษาเพลิงขึ้นมาและเก็บใส่มิติพกพาไป

ถึงแม้ว่าดอกผลึกนั้นจะถูกเขากลืนกินเข้าไปแล้ว แต่ตัวลำต้นของพฤกษาเพลิงดอกผลึกก็ยังถือเป็นสมบัติล้ำค่าอยู่ดี โดยเฉพาะพลังวิญญาณระดับสูงที่อัดแน่นอยู่ภายในลำต้นนี้ หากผู้ปลุกพลังได้ฝึกฝนใกล้ ๆ มันแล้วละก็ มันจะช่วยเปลี่ยนแปลงร่างกายของคน ๆ นั้นให้ไร้ที่ติได้

ต่อให้ฉู่โม่วจะไม่มีเวลาฝึกฝนร่างกาย แต่ร่างกายของเขาก็ไร้ที่ติมาตั้งนานแล้ว สิ่งนี้ก็ยังถือเป็นประโยชน์กับตัวเขาเองหากพกไปด้วยอยู่ดี

‘ครั้งนี้ก็ถือว่าคุ้มค่าอยู่นะ เพราะงั้นคงถึงเวลาต้องกลับแล้ว!’

‘กลับไปคราวนี้ ฉันน่าจะบรรลุขั้นจ้าวยุทธ์สักที!’

คิดได้ดังนั้น

ฉู่โม่วก็มุ่งหน้าเดินไปยังทางออกของอุโมงค์แห่งนี้ ตามเส้นทางเดิมที่เข้ามา

แต่แล้ว

ขณะที่กำลังเดินหมายจะออกจากอุโมงค์นี้นี่เอง เขาก็สัมผัสได้ถึงพลังที่ยิ่งใหญ่หลายแหล่งกำลังเดินตรงมา

หลังจากที่พลังจิตสัมผัสตรวจจับพลังเหล่านี้ได้ ฉู่โม่วก็รีบกระตุ้นพลังธาตุมืดแล้วซ่อนตัวอยู่ในเงาทันที

ไม่นานนัก

กลิ่นอายพวกนั้นก็เริ่มเข้ามาใกล้เขามากขึ้นเรื่อย ๆ

พลังเนตรถูกกระตุ้นเมื่อมองสิ่งที่กำลังเคลื่อนไหวอยู่ภายในอุโมงค์นี้ แล้วเขาก็พบมนุษย์ถ้ำร่างสูงอีกห้าถึงหกคน ซึ่งมนุษย์ถ้ำเหล่านี้ แข็งแกร่งเทียบเท่านายพลเมืองกันทั้งหมด พวกมันกำลังเดินและคุยกันไปเรื่อย

แต่สิ่งหนึ่งที่ทำให้ฉู่โม่วตกใจ

นั่นคือทุกคำพูดที่มนุษย์ถ้ำพวกนี้พูดเป็นภาษามนุษย์!

“ท่านผู้อาวุโสเพิ่งจะส่งข้อความให้ข้าเมื่อครู่นี้ ว่าศิลารู้แจ้งกำลังจะเปิดออกแล้ว พวกเราต้องรีบเข้าไป!”

“ข้าจำได้ว่าท่านผู้อาวุโสเรียกอาโม่อีกสองคนด้วยไม่ใช่หรือไง? ข้าไม่เห็นเจ้าพวกนั้นเลยนะ”

“เจ้าพวกสามคนนั้นชอบเล่นสนุกกันไปเรื่อย ถึงได้ไม่ยอมเรียนรู้ภาษามนุษย์เอาไว้ ข้าเดาไว้เลยนะว่าพวกนั้นคงจะเล่นอยู่ที่ไหนสักแห่งจนไม่รู้เรื่องที่ท่านอาวุโสเรียกมาแน่ ๆ เอาเถอะ ยังไงเสียที่ถ้ำแห่งนี้ก็คงไม่มีอะไรเกิดขึ้นอยู่แล้ว พวกเราไปให้ถึงที่ศิลารู้แจ้งก่อนจะดีกว่า ขืนไปช้า ทุกอย่างจะเสียหายกันหมด”

“บางทีอาโม่กับคนอื่น ๆ ที่เหลืออาจจะได้ข่าวแล้วและกำลังรีบมาก็ได้”

“งั้นสินะ”

“รีบไปได้แล้ว อย่ามัวเสียเวลา!”

“บอกแล้วไงว่าถ้าพลาด มันจะเสียหายกันหมด!”

มนุษย์ถ้ำหลายคนต่างรีบเดินให้เร็วขึ้นขณะพูดเช่นนั้น

“พวกนี้เรียนรู้ภาษามนุษย์เพิ่มจริง ๆ ด้วยสินะ?”

หลังจากที่ร่างยักษ์พวกนั้นเดินผ่านไปแล้ว ฉู่โม่วที่ยืนแอบอยู่ในเงาก็แสดงสีหน้าตกใจออกมา

หมายความว่ายังไงกัน?

พวกมนุษย์ถ้ำที่อาศัยอยู่ใต้ดินนี้ติดต่อกับมนุษย์ที่อยู่บนดินงั้นเหรอ?

มันยิ่งทำให้ฉู่โม่วสงสัยมากกว่าเดิมอีกว่า ความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งมีชีวิตพวกนี้กับมนุษย์ดำเนินไปในทิศทางไหนกันแน่

แต่ตอนนี้เรื่องนี้ยังไม่สำคัญ

เพราะสิ่งสำคัญที่ฉู่โม่วได้ยินมาจากบทสนทนาเมื่อครู่คือ

‘ศิลารู้แจ้งงั้นเหรอ?’

‘เจ้าพวกนี้มีศิลารู้แจ้งงั้นเหรอ!’

“เวลาใกล้เข้ามาแล้ว พวกเจ้าจงเตรียมตัวให้พร้อม เตรียมเข้าไปในศิลารู้แจ้งซะ!”

คนคนนี้ไม่ได้พูดพร่ำทำเพลงเยอะและเข้าประเด็นหลักในทันที

เหล่ามนุษย์ถ้ำเบื้องล่างตอนนี้ดูเหมือนจะเตรียมพร้อมกันมานานแล้ว แววตาของพวกเขาต่างจ้องมองไปยังบริเวณกลางถ้ำใหญ่นี้อย่างไม่ไหวติง

ซึ่งเมื่อฉู่โม่วมองตามไป

เขาก็รู้สึกอยากรู้อยากเห็นขึ้นมา

ในที่แห่งนี้ ไม่ว่าจะตรงจุดไหนเขาก็ไม่เห็นแม้แต่ร่องรอยของศิลารู้แจ้งปรากฏอยู่เลย ทว่าผู้อาวุโสของมนุษย์ถ้ำเหล่านี้กลับบอกให้เตรียมพร้อมสำหรับเข้าไปในศิลารู้แจ้ง นี่มันหมายความว่ายังไงกันแน่?

แต่ขณะที่เขากำลังคิดอยู่นั้น

ทันใดนั้นเอง

“เวลามาถึงแล้ว!”

ผู้อาวุโสทั้งห้ายังคงอยู่ในจุด ๆ เดิม พวกเขามีสถานะเหมือนตัวแทนของพระเจ้าที่ส่งลงมาปกครองคนเหล่านี้ ยามที่พูดออกมาเช่นนั้น ร่างทั้งห้าก็ลุกขึ้นอย่างพร้อมเพรียงกัน ดวงตาเปล่งแสงจ้า จากนั้นก็เริ่มสร้างวงแหวนเวทขนาดใหญ่ด้วยมือพร้อมกับร่ายคาถาบางอย่างออกมาจากปากด้วย

เพียงอึดใจเดียว

ซู่!

คลื่นประหลาดก็ปรากฏขึ้นในอากาศ

วินาทีต่อมา

ฉู่โม่วเห็นช่องว่างมิติตรงหน้ามนุษย์ถ้ำเบื้องล่างเกิดรอยแยกขึ้นมา และรอยแยกนั้นก็ค่อย ๆ คายศิลารู้แจ้งออกมา จนกระทั่งมันวางนิ่งอยู่บนพื้นที่ตรงกลางถ้ำ

“เจ้าพวกนี้… สามารถอัญเชิญศิลารู้แจ้งออกมาได้งั้นเหรอ!?”

เมื่อมองยังเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเบื้องหน้า นัยน์ตาของฉู่โม่วก็สั่นเทาขึ้นมา ยากมากที่จะเชื่อสิ่งที่ตาเห็น

อย่างที่รู้กันดี

ว่าศิลารู้แจ้งนี้คือสิ่งที่สวรรค์และโลกสร้างขึ้นมาเพื่อบัญญัติกฎของสิ่งต่าง ๆ

สถานที่ที่ปรากฏขึ้นมา รวมถึงเวลาที่ปรากฏจะเป็นไปตามการสุ่ม ไม่มีทางที่มนุษย์จะสามารถกำหนดสิ่งเหล่านี้เองได้

แต่การที่มนุษย์ถ้ำนี้สามารถอัญเชิญศิลารู้แจ้งออกมาได้ ทำให้ความเข้าใจของฉู่โม่วสั่นสะเทือน!

เขาอดไม่ได้ที่จะคิดทบทวนเรื่องนี้อย่างหนัก

และในขณะเดียวกัน

ด้วยการปรากฏออกมาของศิลารู้แจ้ง วงแหวนเวทก็ถูกสร้างขึ้นมาครอบคลุมพื้นที่บริเวณรอบศิลาแผ่นนี้ด้วย

ทำให้เขาสามารถมองเห็นได้ยากกว่าเดิมอีกว่าเกิดอะไรขึ้นที่ด้านใน!

“ศิลารู้แจ้งมาแล้ว เร็วเข้า รีบเข้าไปในวงแหวนเวทซะ!”

ผู้อาวุโสตะโกนออกมาเสียงดัง

และเมื่อเสียงนั้นสิ้นสุดลง

มนุษย์ถ้ำจำนวนมากต่างก็รีบวิ่งเข้าไปรวมกันในค่ายกลเวทขนาดใหญ่

ร่างอันใหญ่โตของมนุษย์ถ้ำเหล่านี้เบียดเสียดเข้าไปในค่ายกล ก่อให้เกิดคลื่นบนผิวกำแพงเวทเหล่านั้นก่อนที่ร่างของมันจะหายไป

ต่อให้ใช้จิตสัมผัสตรวจหาก็ไม่สามารถตรวจจับอะไรภายในวงเวทนั้นได้เลย

เห็นแบบนั้นแล้ว ฉู่โม่วก็ลังเลใจขึ้นมา

ทว่าภายหลังจากที่คิดทบทวน เขาก็กัดฟันแน่น ซ่อนตัวเองไว้ภายใต้เงาของมนุษย์ถ้ำที่กำลังพากันเดินเข้าไป จากนั้นก็ลอบเข้าไปในวงแหวนเวทขนาดใหญ่นั่นด้วย

ในจังหวะที่ร่างสัมผัสกับวงเวท คลื่นสั่นสะเทือนพลันปรากฏขึ้นมา

แต่นั่นก็แค่เหมือนประตูที่คอยปิดกั้นไว้เฉย ๆ ในท้ายที่สุดฉู่โม่วก็สามารถเดินเข้ามาภายในได้

ซึ่งเมื่อเข้ามาแล้ว

เขาสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของสวรรค์และโลกที่เข้ามาห่อหุ้มร่างเอาไว้!

ประวัติการอ่าน

No history.

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ระบบกลืนกินพรสวรรค์