เข้าสู่ระบบผ่าน

ระบบกลืนกินพรสวรรค์ นิยาย บท 178

บทที่ 178 ความตกตะลึงของบรรพบุรุษตระกูลหมัว และความลับในอดีตกาล

ก่อนจะออกจากที่นี่

เพื่อไม่ให้ต้นทุนที่ลงแรงไปต้องสูญเปล่า ฉู่โม่วจึงฝึกฝนต่ออีกสักพักเพื่อดูดกลืนอณูแห่งชีวิตรอบ ๆ ตัวให้หมด ทั้งนี้ก็เพื่อรักษาระดับเสถียรภาพของขั้นใหม่ที่เขาเพิ่งจะได้มานี้ด้วย

ห้าวันให้หลัง

ภายใต้การพัฒนาอย่างรวดเร็วในช่วงเวลาสั้น ๆ ของฉู่โม่วหลังจากที่ทลายขีดจำกัดขั้นได้ พลังกายของฉู่โม่วก็คงที่อยู่ที่ 850,000 พลังช้างสาร เมื่อเห็นว่าไม่สามารถเพิ่มได้มากกว่านี้แล้วสำหรับตอนนี้ เขาก็ออกจากที่นี่ไป

ฐานจินหลิง

ฉู่โม่วกลับมายังคฤหาสน์และเห็นว่าเฉินซีเวยกำลังร่ำเรียนกระบวนท่าอยู่ในห้องนั่งเล่น

เมื่อเธอเห็นว่าฉู่โม่วกลับมาแล้ว สีหน้าของสาวเจ้าก็เปี่ยมไปด้วยความสุขในตอนแรก ทว่าเมื่อสัมผัสได้ถึงอะไรบางอย่าง เธอก็อดถามไม่ได้ “เห~ ที่รักของฉันไปทำอะไรมาน้า~ ทำไมถึงรู้สึกได้ว่านายแข็งแกร่งขึ้นกัน…”

“สมแล้วที่เป็นเธอ”

เขาพยักหน้าแล้วตอบด้วยรอยยิ้ม “เมื่อไม่กี่วันก่อน ฉันเพิ่งจะเลื่อนขั้นขึ้นเป็นจ้าวยุทธ์ได้น่ะ”

“ว้าว! ยินดีด้วยนะ ฉู่โม่ว!”

เธอยิ้มกว้างพร้อมกับกล่าวคำอวยพรจากหัวใจ

“เธอเองก็เป็นนายพลเมืองได้แล้วนี่นา ยินดีด้วยเหมือนกันนะ”

ฉู่โม่วพูดพลางยิ้มให้

ความผันแปรของห้วงมิติรอบ ๆ ตัวของเฉินซีเวยเปลี่ยนไป ซึ่งเขาสามารถสัมผัสสิ่งนี้ได้ดี และชัดเจนว่าเธอได้พัฒนาเข้าสู่ขั้นนายพลเมืองแล้ว ดังนั้นนี่ก็เป็นหลักฐานยืนยันว่าเธอเป็นนายพลเมืองได้พักหนึ่งแล้ว

หากคิดทบทวนให้ดี

ตั้งแต่ที่เขาเข้าไปในมิติรอยแยกขนาดเล็กเพื่อฝึกฝน

สามเดือนแรกเขาฝึกฝนอยู่ที่นั่น จากนั้นก็ไปขุดหาแร่หินปฐมกาลเพิ่ม และผลลัพธ์ก็ดันไปเผอิญเจอเข้ากับแผ่นศิลารู้แจ้ง ทำให้ต้องจมปลักอยู่ภายในอุโมงค์นั่นร่วมสองเดือน จากนั้นถึงได้กลับมาฝึกต่อในแดนลับอีกเกือบสองเดือน พอรวม ๆ กันแล้ว เขาก็หายไปกว่าครึ่งปีเลย

เป็นเรื่องปกติอยู่แล้วหากเฉินซีเวยจะก้าวขึ้นเป็นนายพลเมืองได้

ยังไงเสีย ก่อนที่ฉู่โม่วจะเข้าไปในเขตแดนลับเพื่อฝึกฝน เธอก็เป็นปรมาจารย์ยุทธ์ระดับสูงอยู่แล้ว และนายพลเมืองก็อยู่แค่เอื้อมมาตั้งแต่ตอนนั้น

“ยังห่างไกลจากนายน่า”

ฟังฉู่โม่วชื่นชมแล้ว เฉินซีเวยก็กัดริมฝีปากตนเองเบา ๆ แล้วหลุดยิ้มออกมา เธอตอบกลับด้วยใบหน้าแดงระเรื่อ

เมื่อฉู่โม่วเห็นท่าทีนั้นของเธอ เขาก็อดหัวใจเต้นแรงไม่ได้

ทั้งสองลงไปนั่งพูดคุยกันทีโซฟาภายในห้องนั่งเล่นอีกพักใหญ่ ๆ เพียงไม่นานกลางวันก็มาถึง

ฉู่โม่วพูดขึ้น “วันนี้ฉันอารมณ์ดีมาก ๆ เลย เพราะงั้นเดี๋ยวฉันจะทำมื้อใหญ่ให้เธอเอง!”

เฉินซีเวยยิ้มรับด้วยความดีใจ

อันที่จริง ด้วยขั้นผู้ปลุกพลังที่ทั้งฉู่โม่วและเฉินซีเวยเป็นอยู่นั้น พวกเขาไม่จำเป็นต้องกินอะไรเลยก็ได้ เพราะสามารถนำอณูแห่งชีวิตที่อยู่ในอากาศมาเปลี่ยนแปลงเป็นพลังงานให้ร่างกายได้

แต่ในยามที่ทั้งสองได้อยู่ด้วยกันเช่นนี้ ทำให้รู้สึกอยากจะใช้ชีวิตเหมือนคนปกติดูบ้าง

ดังนั้นแล้ว เมื่อตัดสินใจว่าจะหยุดฝึกไปสักพัก พวกเขาก็ไปช่วยกันทำอาหาร พูดคุยกันระหว่างทำอาหารซึ่งทำให้บรรยากาศอบอุ่นขึ้นมา รวมไปถึงความสัมพันธ์ของทั้งคู่เองก็พลอยพัฒนาขึ้นไปด้วย

ส่วนเรื่องคุณภาพของอาหารไม่ต้องเป็นกังวลเลย

เพราะภายในมิติพกพาของฉู่โม่วไม่เพียงแต่มีสมบัติล้ำค่ามากมาย แต่ยังมีวัตถุดิบหายากราคาแพงปะปนอยู่ด้วย ซึ่งวัตถุดิบเหล่านี้ไม่เพียงแต่มีรสชาติดีเท่านั้น ทว่ายังช่วยมอบความแข็งแกร่งภายหลังจากที่ทานเข้าไปได้อีกนิด ๆ หน่อย ๆ

มื้อกลางวัน

ฉู่โม่วเสิร์ฟอาหารจำนวนมากมายไว้บนโต๊ะอาหาร ระหว่างที่นั่งรับประทานอาหารเหล่านั้น หนุ่มสาวก็นั่งคุยกันไปด้วย

หัวข้อสนทนาส่วนใหญ่เกี่ยวกับสารทุกข์สุขดิบของแต่ละฝ่าย เหตุการณ์ที่ต้องเจอระหว่างฝึกฝนอะไรทำนองนี้

เฉินซีเวยเล่าเรื่องอุปสรรคที่ต้องพบเจอเมื่อตอนขณะจะทลายขั้นให้ฟัง และเล่าถึงวิธีที่เธอใช้ในการทลายขั้นเมื่ออดีต

ส่วนฉู่โม่วก็เล่าเรื่องที่เขาขาดหินปฐมกาลเป็นอย่างมาก เลยต้องออกไปตามล่าหาหินปฐมกาลและพบเจอเข้ากับมนุษย์ถ้ำ

ทั้งสองพูดคุยกับด้วยถ้อยคำที่เรียบง่าย แต่เปี่ยมไปด้วยความสุขและความสดชื่น แม้จะนั่งกันอยู่คนละฝั่ง ทว่าทั้งคู่สามารถสัมผัสได้ถึงหัวใจของกันและกันได้อย่างชัดเจน

ความรู้สึกห่างหายอันเกิดจากการที่ทั้งสองไม่ได้พบกันมานานกว่าครึ่งปีถูกหลอมละลายทิ้งไปช้า ๆ จนกระทั่งหายไปหมด

ภายหลังจากมื้ออาหาร

เฉินซีเวยอยากออกไปด้านนอกเพื่อหาซื้อสิ่งของมาช่วยสำหรับการฝึกฝนเสียหน่อย

ซึ่งฉู่โม่วเองก็ไม่ปฏิเสธและเดินทางไปยังหอการค้าหยกแก้วกับเธอด้วย

เมื่อฉู่โม่วปรากฏตัวเข้าไปในอาคารหลังใหญ่นี้ เหล่าบุคลากรภายในอาคารหอการค้าหยกแก้วก็คิดว่าฉู่โม่วมีเรื่องใหญ่อะไรให้ช่วย เพราะงั้นเรื่องการมาเยือนของฉู่โม่วจึงแพร่กระจายไปทั่วหอการค้าอย่างรวดเร็ว ทำให้บรรพบุรุษตระกูลหมัวถึงกับต้องออกจากการฝึกฝนมาพร้อมกับหมัวหย่งอันและหมัวซานซานเพื่อทักทาย

“คุณฉู่ผู้ยิ่งใหญ่ ไม่ได้เจอกันเสียนานเลยนะ ลมอะไรพัดท่านมาที่นี่ในวันนี้กัน?”

ด้วยเสียงหัวเราะที่หนักแน่น บรรพบุรุษตระกูลหมัวก็ปรากฏตัวขึ้นภายในโถงขนาดใหญ่

“ยินดีที่ได้พบครับ คุณฉู่!”

“ยินดีที่ได้พบค่ะ พันธมิตรฉู่!”

หมัวหย่งอันและหมัวซานซานเองก็เข้ามาทำความเคารพด้วยเช่นกัน

เห็นทั้งสามคนปรากฏตัวออกมาเช่นนี้ ฉู่โม่วก็รู้สึกช่วยไม่ได้

อันที่จริงเขาแค่อยากจะมาจับจ่ายซื้อของกับเฉินซีเวยเท่านั้น แต่ไม่คิดว่าจะเป็นเรื่องใหญ่ถึงเพียงนี้

ดังนั้นแล้วเขาจึงเพียงแค่ส่ายหน้าแล้วหัวเราะ “ท่านบรรพบุรุษหมัว คุณหมัวแล้วก็คุณหนูหมัวซานซาน ผมไม่ได้จะมารบกวนอะไรหรอกครับ”

“คุณฉู่ผู้ยิ่งใหญ่อุตส่าห์มาหาพวกเราทั้งทีจะไม่ให้ข้าออกมาต้อนรับได้อย่างไร?”

บรรพบุรุษตระกูลหมัวพูดพร้อมกับโบกมือ

ภายหลังจากที่ได้พูดกันไปแล้ว เขาก็เพ่งมองไปยังกลิ่นอายที่ปลดปล่อยออกมาจากร่างของฉู่โม่ว ดวงตาของเขาสั่นสะท้านพร้อมกับสีหน้าที่แสดงความตกตะลึง ก่อนจะกล่าวถาม “ทะ… คุณฉู่… สามารถก้าวขึ้นเป็นจ้าวยุทธ์ได้สำเร็จแล้วงั้นหรือ?”

“ครับ ผมเผอิญโชคดีเมื่อไม่กี่วันก่อนนี้เอง”

ชายหนุ่มตอบด้วยรอยยิ้ม

แม้จะเป็นการตอบด้วยน้ำเสียงเหมือนพูดคุยกันปกติ ทว่าภายในหูของบรรพบุรุษตระกูลหมัว หมัวหย่งอันและหมัวซานซานกลับเหมือนได้ยินเป็นเสียงสายฟ้าฟาดผ่าลงมา

เฮือก!?

บรรพบุรุษตระกูลหมัวถึงกับอดหายใจติดขัดไม่ได้

เขาจำได้ดีว่าครั้งล่าสุดที่เขตแดนลับเมฆาครามเปิดออก ฉู่โม่วยังเป็นเพียงปรมาจารย์ยุทธ์เท่านั้น

เวลามันผ่านมานานเท่าไหร่กันเชียว?

เจอกันอีกที ฉู่โม่วก็ได้ก้าวข้ามขั้นนายพลเมืองและกลายเป็นจ้าวยุทธ์ไปแล้ว!

ความเร็วในการพัฒนาระดับนี้ไม่ใช่เรื่องเล่น ๆ เลย!

ยิ่งไปกว่านั้น

เมื่อตอนที่ฉู่โม่วยังเป็นนายพลเมือง เขาสามารถสังหารจ้าวยุทธ์ตระกูลสวี่อย่างสวี่หล่างและบรรพบุรุษตระกูลสวี่ได้ด้วยตนเอง

ในตอนที่เข้าไปจัดการเรื่องรอยแยกมิติระดับสีดำนั่น เขาก็สังหารจ้าวยุทธ์ของสำนักหมื่นอสูรไปมากกว่าสิบคนอีก

และในตอนนั้น

ความแข็งแกร่งของเขาก็ถือเป็นที่ประจักษ์แล้วว่า คนคนนี้คืออันดับหนึ่งแห่งฐานจินหลิง!

เฉินซีเวยที่หันไปพบว่าหมัวซานซานยืนนิ่ง ๆ มาพักหนึ่งแล้วจึงอดถามออกมาไม่ได้

“อ๊ะ… ไม่มีอะไรค่ะ”

หมัวซานซานได้สติกลับมา เธอรีบสลัดเรื่องที่คิดไว้ทันที

ยามที่เธอหันกลับมามองยังสตรีผู้เลอโฉมจนไม่สามารถหาใครมาทัดเทียมได้ตรงหน้า หญิงสาวก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกถึงอารมณ์ซับซ้อนภายในใจ

เธอทำได้เพียงถอนหายใจอยู่ลึก ๆ แล้วพูดขึ้น “ฉู่… เอ่อ คุณนายฉู่คะ มีอะไรที่อยากได้เป็นพิเศษอยู่อย่างงั้นสินะคะ? ถ้ายังไง ลองเปรยออกมาดีไหมคะ เผื่อฉันจะช่วยแนะนำได้?”

ภายในห้องที่เงียบสงบ

ฉู่โม่ว บรรพบุรุษตระกูลหมัวและหมัวหย่งอันต่างนั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามกันและกัน พวกเขาดื่มชาและพูดคุยกันไปด้วย

ชายหนุ่มนึกถึงมนุษย์ถ้ำที่พบเจอก่อนหน้านี้ และคิดว่าบรรพบุรุษตระกูลหมัวน่าจะมีประสบการณ์มากที่สุดในกลุ่มนี้ เขาจึงถามออกไป “จริงสิ ผมมีเรื่องสงสัยนิดหน่อย ท่านบรรพบุรุษตระกูลหมัวพอจะเคยได้ยินชื่อของ ‘มนุษย์ถ้ำ’ บ้างไหมครับ?”

“มนุษย์ถ้ำงั้นหรือ?”

ผู้สูงอายุคนเดียวภายในกลุ่มขมวดคิ้วก่อนจะถามกลับด้วยความประหลาดใจ “ข้าไม่ทราบว่าคุณฉู่ไปได้ยินชื่อนี้มาจากไหนกันงั้นหรือ?”

คำถามของเขาฟังดูอยากรู้ ในขณะเดียวกันก็แฝงไปด้วยความหนักใจ

เห็นเช่นนั้น ฉู่โม่วจึงสัมผัสได้ถึงอะไรบางอย่าง

“ผมบังเอิญไปเจอในหนังสือโบราณ ๆ ที่อ่านมาก่อนหน้านี้น่ะครับ ก็เลยอยากรู้เกี่ยวกับสิ่งเหล่านี้นิดหน่อย… ท่านบรรพบุรุษตระกูลหมัวพอจะรู้อะไรเกี่ยวกับมนุษย์ถ้ำเหล่านี้ไหมครับ?”

ชายหนุ่มหาคำลวงมาพูดก่อนจะถามกลับไป

“จะเรียกว่ารู้ก็ไม่เชิง ที่ฉันจำชื่อนี้ได้เพราะพี่ชายของฉันที่รับหน้าที่เป็นผู้อาวุโสในกองกำลังของฐานจงไห่ เผอิญรับรู้ถึงความลับและการมีอยู่ของมนุษย์ถ้ำ เพราะงั้นเขาจึงบอกฉันเกี่ยวกับเรื่องนี้เอาไว้ จากนั้นก็จากไป”

ชายชราพูด

“เช่นนั้นแล้ว ถ้าผมขอให้ท่านผู้อาวุโสช่วยชี้แจงจะได้ไหมครับ?”

ด้วยความอยากรู้ ฉู่โม่วจึงรีบพูดทันที

ได้ยินเช่นนั้น

บรรพบุรุษตระกูลหมัวก็สูดหายใจเข้าลึกและไม่ได้พูดตอบไปตรง ๆ เขาเลือกที่จะถามคำถามฉู่โม่วกลับไปก่อน “ท่านรู้หรือเปล่าว่าเมื่อตอนที่โลกของเราเปลี่ยนแปลงไปอย่างสมบูรณ์ สัตว์อสูรมากมายบุกเข้ามาทุกหนแห่ง ท่านคิดว่ามนุษย์อย่างพวกเราเริ่มใช้วรยุทธ์กันได้อย่างไรกันล่ะ? คิดว่าพวกเราสร้างมันขึ้นมาหรือเปล่า?”

ณ จุดนี้ ฉู่โม่วอดไม่ได้ที่จะรู้สึกสงสัยอะไรบางอย่างขึ้นมาในใจ

อย่างที่ทราบกันดี

ว่าเมื่อปี 2200 ตามศักราชดาวเคราะห์สีฟ้ามีรอยแยกมิติมากมายเปิดขึ้นทั่วโลก รอยแยกเหล่านั้นปลดปล่อยสัตว์อสูรที่ทรงพลังออกมานับไม่ถ้วน รวมถึงทำให้เกิดปรากฏการณ์พิสดารต่าง ๆ ขึ้นมากมายอีกด้วย

หนึ่งในเหตุการณ์เหล่านั้น คือการที่มีสสารประหลาดมาทำลายเครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์ทั้งหมด ทำให้เหล่าอาวุธที่ต้องใช้ไฟฟ้าไม่สามารถใช้งานได้ มนุษยชาติทำได้เพียงพึ่งพาอาวุธพื้นฐานเพื่อให้สามารถรับมือกับสัตว์อสูรได้

ทว่าเมื่อเจอกับความทรงพลังของสัตว์อสูรที่พร้อมจะระเบิดภูเขาทลายผืนน้ำ อาวุธเหล่านั้นแทบไม่มีประโยชน์อะไรเลย เป็นเหตุให้พวกเขาทำอะไรมากไม่ได้

สิ่งนั้นเองก็ถือเป็นช่วงที่มืดมนที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษย์ด้วย

เพียงแค่ไม่กี่ปี ประชากรของมนุษย์ก็ลดลงไปหลายสิบเท่า

โชคยังดีที่มนุษย์บางกลุ่มค้นพบถึงวิธีที่จะนำสสารลึกลับเหล่านั้นซึ่งลอยปะปนอยู่ในอากาศมาหลอมรวมเข้ากับร่างกาย และสร้างเป็นพลังอันมหาศาลออกมา ควบคู่ไปกับการพัฒนาและทดลองทางวิทยาศาสตร์อีกมากมาย ในท้ายที่สุดก็นำสิ่งนี้ไปรวมเข้ากับวรยุทธ์

วันนี้

ประวัติศาสตร์ถูกบันทึกลงในหน้าหนังสือ และเกือบทุกคนได้เรียนรู้มันมาจากโรงเรียนตั้งแต่เด็กแล้ว ซึ่งถือเป็นความรู้ที่ทุกคนจะต้องมี

ทว่าด้วยสิ่งที่บรรพบุรุษตระกูลหมัวกล่าวออกมา ทำให้ฉู่โม่วรู้สึกว่า เรื่องที่พวกเขารู้มามันไม่ใช่ทั้งหมด เผลอ ๆ อาจจะไม่ใช่เลยก็ได้!

เพราะแบบนี้ ภายในใจของเขาจึงเต็มไปด้วยความอยากรู้เต็มไปหมด!

ประวัติการอ่าน

No history.

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ระบบกลืนกินพรสวรรค์