เข้าสู่ระบบผ่าน

ระบบกลืนกินพรสวรรค์ นิยาย บท 179

บทที่ 179 วันนี้ ฉันคือผู้ไร้เทียมทาน!

“คุณฉู่เดาถูกแล้ว ภายในเรื่องที่สถานศึกษาสอนได้ปกปิดบางอย่างไว้จริง ๆ และสิ่งนั้นก็เกี่ยวข้องกับมนุษย์ถ้ำนี้เสียด้วย”

เห็นสีหน้าของฉู่โม่ว บรรพบุรุษตระกูลหมัวก็เหมือนจะรู้แล้วว่าฉู่โม่วคิดอะไรอยู่ เขาจึงพยักหน้าเบา ๆ

จากนั้นก็พูดต่อ “สิ่งที่ถูกบันทึกไว้ในตำราเรียนนั่นก็ใช่ว่าจะไม่จริง แต่แค่พูดไม่หมด”

“ยกตัวอย่างเช่น เรื่องที่มนุษยชาติค้นพบว่าผู้ปลุกพลังสามารถดูดกลืนอณูแห่งชีวิตมาพัฒนาตนเองได้ จนสามารถครอบครองพลังอันยิ่งใหญ่… คุณฉู่ ตัวท่านนั้นที่มีพลังพรสวรรค์อันแก่กล้า ใช้เวลาเท่าไหร่กันล่ะกว่าจะสามารถพัฒนาขึ้นมาจนได้ในระดับนี้?”

“แล้ว… ถ้าฉันเปลี่ยนประธานในประโยคเป็นผู้ปลุกพลังธรรมดา ไม่ได้มีพรสวรรค์เลิศเลอ ท่านคิดว่าเขาคนนั้นจะใช้เวลานานขนาดไหนกันกว่าจะสามารถสู้กับสัตว์อสูรได้?”

พูดมาเช่นนั้นแล้ว

บรรพบุรุษตระกูลหมัวก็ไม่ได้รอให้ฉู่โม่วตอบแต่อย่างใด เขาเลือกจะตอบหลังจากยิงคำถามออกไปแล้ว “ฉันเองก็ถือได้ว่าเป็นคนที่มีพรสวรรค์สูงคนหนึ่ง ในยามที่อายุย่างเข้าสิบห้าปีตระหนักได้ว่าตนเองมีพลังกายเหลือล้นและมีพรสวรรค์ที่จะฝึกปรือ ฉันในวัยยี่สิบหกปีได้ก้าวขึ้นเป็นปรมาจารย์ยุทธ์ อายุสามสิบเก้ากลายเป็นนายพลเมือง และในวัยหนึ่งร้อยหกปีได้กลายเป็นจ้าวยุทธ์ ในวันนี้เด็กคนนั้นกลายเป็นชายชราอายุร้อยสี่สิบปีเข้าไปแล้ว”

“ฉันในวัยร้อยสี่สิบปีเป็นจ้าวยุทธ์ ที่แม้ว่ากาลเวลาจะทำให้การฝึกยุทธ์ของเด็กรุ่นใหม่พัฒนาได้อย่างรวดเร็ว แต่ฉันยังเป็นผู้ยิ่งใหญ่อยู่”

“ย้อนกลับไปวันวานที่โลกเพิ่งจะเปลี่ยนแปลง สภาพแวดล้อมของโลกกับอณูแห่งชีวิตแย่กว่าตอนนี้อีกกี่เท่าตัวก็ไม่อาจเปรียบได้ ทำให้แม้ผู้ปลุกพลังคนนั้นจะมีพรสวรรค์สูงส่งขนาดไหน การที่จะปกป้องตนเองรวมถึงทวงคืนแผ่นดินให้มวลมนุษยชาติได้ก็จำเป็นที่คนคนนั้นจะต้องมีพลังขั้นจ้าวยุทธ์เป็นอย่างต่ำ หรือไม่ก็เป็นราชันย์ยุทธ์ไปเลย!”

“แต่ท่านคิดว่าพวกเราจะซื้อเวลาขนาดนั้นกันได้อย่างไร?”

“ลำพังเพียงพลังของมนุษย์ละก็ ไม่มีทางอย่างแน่นอน เผลอ ๆ มนุษยชาติอาจจะสูญพันธุ์ไปตั้งแต่การที่สัตว์อสูรเริ่มโถมกันเข้ามาแล้วด้วย!”

ได้ฟังเรื่องนี้แล้ว

ฉู่โม่วก็เหมือนจะเข้าใจอะไรขึ้นมาได้บ้างแล้ว เขาคิดให้ดีก่อนจะพูด “หรือว่า… พวกเราได้รับความช่วยเหลือจากมนุษย์ถ้ำมาก่อนเหรอครับ?”

บรรพบุรุษตระกูลหมัวพยักหน้า

“โลกเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก และเปลี่ยนแปลงไปจนไม่มีวันหวนคืนกลับไปดังเก่า ภายหลังจากที่อณูแห่งชีวิตที่อยู่ในอากาศหลั่งไหลลงไปใต้ดิน มนุษย์ถ้ำเหล่านี้ก็ปรากฏตัวขึ้นมา พวกเขามีพลังที่กล้าแกร่งและเหมือนว่าจะได้ให้คำสัญญาอะไรบางอย่างไว้กับมนุษย์ ด้วยเหตุนี้พวกเขาจึงช่วยมนุษย์ในการต่อต้านพลังของสัตว์อสูรที่โถมเข้ามาและช่วยสร้างฐานอยู่อาศัยให้… ทำให้มีมนุษย์อยู่ในทุกวันนี้ สุดยอดฐานทั้งสิบแห่งคือฐานลำดับแรกที่มนุษยชาติสร้างขึ้นมา และมันจะเกิดขึ้นไม่ได้เลยหากไม่มีมนุษย์ถ้ำเหล่านั้นช่วยเหลือ”

“ว่ากันว่า ในช่วงเริ่มต้นมีมนุษย์ถ้ำที่คอยช่วยเหลือพวกเราถึงหลักร้อยตน แต่ภายหลังจากที่โดนสัตว์อสูรยุคแรกเริ่มเข้าจู่โจมอย่างหนัก ทำให้เหลือพวกเขาอยู่ราว ๆ สิบตนเท่านั้น และทั้งสิบตนนั้นก็กระจายตัวไปอยู่ในสิบสุดยอดฐานที่ตอนนั้นกำลังอยู่ในช่วงพัฒนา”

“เหล่ามนุษย์ถ้ำไม่เพียงแต่ช่วยมนุษย์พัฒนาสุดยอดฐานขึ้นมาได้ แต่ยังคอยช่วยเหลือมนุษย์ในเรื่องของการฝึกฝนวรยุทธ์ จัดการแบ่งลำดับขั้นพลัง รวมถึงนำสมบัติแห่งโลกและสวรรค์ออกมาให้แก่มนุษย์ เพื่อช่วยให้พวกเราพัฒนาความสามารถขึ้นไปได้อย่างรวดเร็วด้วย”

“เพราะแบบนี้เอง มนุษยชาติถึงสามารถก้าวผ่านยุคมืดมนมาได้ และสามารถสร้างที่อยู่อาศัยบนดาวที่ตนเรียกว่า ‘บ้าน’ ได้อีกครั้งหนึ่ง จากนั้นพัฒนาจนยิ่งใหญ่มาเรื่อยจนถึงตอนนี้”

ในตอนท้าย บรรพบุรุษตระกูลหมัวอดไม่ได้ที่จะถอนหายใจด้วยความโล่งอก ถ้อยคำของเขาเต็มไปด้วยความรู้สึกมากมาย

ได้ฟังเรื่องเล่านั้น ฉู่โม่วเองก็ตระหนักได้ถึงหลายสิ่งหลายอย่าง

เขาเข้าใจแล้วถึงต้นกำเนิดของมนุษย์ถ้ำ และพอจะเข้าใจได้แล้วว่าทำไมมนุษย์ถ้ำเหล่านี้ถึงพูดภาษามนุษย์ได้

แต่ไม่นาน เมื่อคิดได้ถึงบางอย่าง เขาก็อดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้วอีกครั้งและเอ่ยถาม “ทำไมมนุษย์ถ้ำพวกนี้ถึงอยากจะช่วยมนุษยชาติอย่างพวกเราล่ะครับ?”

เมื่อครั้งที่มนุษยชาติยังไม่ได้มีพลังกล้าแกร่งอะไรขนาดนั้น พวกเขาทำได้เพียงเอาตัวรอดจากการโจมตีของสัตว์อสูรเท่านั้น

ทั้งที่มนุษย์ถ้ำเหล่านี้มีพลังที่แข็งแกร่งกว่า แต่ทำไมยอมทุ่มทุกอย่างที่มีเพื่อช่วยเหลือมนุษย์ถึงเพียงนี้ ไหนจะช่วยสร้างฐานที่อยู่อาศัย รวมไปถึงช่วยพัฒนาวรยุทธ์และนำสมบัติแห่งโลกและสวรรค์ต่าง ๆ มาให้อีก

ไม่ว่าจะมองมุมไหน มนุษย์ก็ไม่ต่างอะไรกับหนูตกถังข้าวสารเลย!

และเหตุการณ์เช่นนี้ก็ไม่ได้พบเจอกันได้โดยทั่วไปด้วย

ยังไงเสีย

สิ่งมีชีวิตทุกตนก็ย่อมมีความเห็นแก่ตัวเป็นของตนเองอยู่แล้ว

ต่อให้เป็นสิ่งมีชีวิตเผ่าพันธ์ุเดียวกันก็ตาม พวกเขายังคิดต่างกันได้ ซึ่งไม่ต้องพูดถึงมนุษย์กับมนุษย์ถ้ำเลย

การที่เป็นสิ่งมีชีวิตต่างเผ่าพันธุ์กันขนาดนี้ แน่นอนแล้วว่าพวกเขาต้องมีความคิดอ่านต่างกันไปด้วย!

“เรื่องนั้นข้าเองก็ไม่รู้เช่นกัน”

เมื่อเผชิญหน้ากับคำถามที่ฉู่โม่วถามออกมา บรรพบุรุษตระกูลหมัวก็ทำได้เพียงส่ายหน้าแล้วพูด “อย่างไรก็ตาม พี่ชายของข้าได้บอกเอาไว้ว่า ความสัมพันธ์ของมนุษยชาติกับมนุษย์ถ้ำค่อนข้างละเอียดอ่อนมาก ๆ และดูเหมือนพวกเขาจะทำตัวปกปิดตนเป็นความลับ แม้จะมีความสัมพันธ์แน่นแฟ้นแต่ก็ห่างไกลกัน ดังนั้นจึงบอกได้ยากมากว่าพวกเรากับมนุษย์ถ้ำมีความสัมพันธ์กันแบบไหน!”

พูดมาถึงตรงนี้

เขาก็เหลือบมองฉู่โม่ว “หากวันใดวันหนึ่งคุณฉู่เผอิญพบกับมนุษย์ถ้ำเข้าละก็ ทางที่ดีที่สุดควรจะเก็บเงียบไว้ดีกว่านะ ไม่เช่นนั้นจะถูกดึงเข้าไปเกี่ยวข้องอะไรต่อมิอะไรโดยไม่จำเป็นก็ได้”

“เรื่องที่ฉันผ่านโลกมาเยอะก็มีเพียงเท่านี้”

ฉู่โม่วรู้ดีว่านี่คือคำเตือน เพราะงั้นเขาจึงพยักหน้ารับโดยไม่ถามอะไรต่อ

จากนั้น

พวกเขาทั้งหมดก็ไม่วกกลับมาคุยเรื่องนี้อีก แต่เปลี่ยนไปคุยเรื่องการฝึกฝนแทน

ทั้งสามคนนี้ล้วนเป็นจ้าวยุทธ์กันทั้งหมด ดังนั้นแต่ละคนก็จะมีประสบการณ์มากมายที่แตกต่างกัน ภายหลังจากที่แลกเปลี่ยนประสบการณ์แล้ว พวกเขาต่างได้รับสิ่งที่เป็นประโยชน์กลับไปกันทั้งสิ้น

ช่วงเย็น

เฉินซีเวยและหมัวซานซานก็กลับเข้ามายังจุดที่ฉู่โม่วอยู่

เพราะงั้นทั้งฉู่โม่วและเฉินซีเวยจึงกล่าวคำลากับทุกคนในพันธมิตรเครือหอการค้าหยกแก้วก่อนจะกลับออกไป

กลับมาถึงคฤหาสน์

เฉินซีเวยได้วัตถุดิบการฝึกฝนมามากมาย เพราะงั้นหลังจากที่พูดคุยกับฉู่โม่วพักหนึ่งแล้ว เธอก็รีบแยกตัวกลับไปฝึกทันที

ส่วนฉู่โม่วนั่งอยู่ในห้องที่เงียบสงบ

และหวนคิดถึงเรื่องที่ได้คุยกับบรรพบุรุษตระกูลหมัวอยู่ในใจ

ต้องยอมรับเลยว่า…

สิ่งที่ชายชราผู้นั้นพูดไว้ทำให้เข้าใจสิ่งที่เรียกว่ามนุษย์ถ้ำได้มากยิ่งขึ้น แต่ในขณะเดียวกันก็ทำให้เกิดความสงสัย

ทว่า…

ยังไงก็ต้องทำอย่างที่บรรพบุรุษตระกูลหมัวพูด

เขาจะเข้าไปยุ่งกับเรื่องนี้มากไม่ได้!

ก่อนจะได้พลังที่แข็งแกร่งเพียงพอกับสถานะที่ดีกว่านี้ เขาไม่ควรไปยุ่งกับเรื่องนี้เพื่อไม่ให้ไปสร้างศัตรูเข้าโดยบังเอิญ!

‘เพราะงั้น…’

‘เลิกคิดเรื่องนี้ไปก่อนก็แล้วกัน’

‘ไว้เดี๋ยวแข็งแกร่งขึ้นแล้ว บางทีความลับที่ยังซุกซ่อนอยู่เดี๋ยวมันก็คลายออกมาเองนั่นแหละ และเมื่อถึงตอนนั้นจะไม่มีอะไรเป็นปัญหาอีกต่อไป’

เขาคิดกับตนเอง

ชายหนุ่มตื่นขึ้นจากการฝึกฝนและตระหนักได้ว่าพลังของเขาอยู่ในจุดสูงสุดแล้ว เพราะงั้นเขาจึงลอยขึ้นไปในอากาศ

ดวงตาที่เบิกโพลงกลายเป็นสีแดงชาดขึ้นมาในทันที มันจ้องมองฉู่โม่วพร้อมปลดปล่อยกลิ่นอายน่าสยดสยองออกมาราวกับจะบอกว่า ‘แกตายแน่!’

กรรรรร!!

เสียงคำรามดังก้องปฐพี!

คลื่นเสียงลูกใหญ่แผ่กระจายไปทั่วอาณาบริเวณของมัน แม้แต่ห้วงอากาศยังสั่นสะเทือน

ทุกหนแห่งบนผืนโลกที่คลื่นเสียงของมันพุ่งผ่านไป ล้วนถูกผลักออกไปด้านหลัง ความรุนแรงของเสียงคำรามนี้มากพอจะถอนต้นไม้ใหญ่หลายต้นให้หลุดออกไปทั้งรากทั้งโคนได้ไม่ยากนัก

มันยังคงเป็นฝันร้ายของมวลมนุษยชาติดังเดิม!

แถมในครานี้ยังเป็นฝันร้ายที่เกรี้ยวกราดเสียด้วย!

ทว่าฉู่โม่วยังคงยืนอยู่ที่เดิม เขาไม่ได้ลอยกระเด็นไปตามแรงลมอันมหาศาลแต่อย่างใด

ใบหน้าแน่วแน่เพ่งมองอสูรร้ายอย่างไม่หวาดเกรง

หากเป็นแต่ก่อน ฉู่โม่วคงเลือกที่จะใช้จังหวะที่มันคำรามหนีไปแล้ว

แต่ตอนนี้เขาไม่สนใจอีกต่อไป

พรสวรรค์ถูกกระตุ้น

เกราะป้องกันแห่งปฐพีพวยพุ่งขึ้นมาจากบนพื้น

นี่เป็นหนึ่งในความสามารถพิเศษที่เขาได้มาภายหลังจากที่ได้พรสวรรค์ธาตุดิน

มันจะช่วยสร้างโล่ดินขึ้นมาจากรอบ ๆ ตัว ตราบใดที่เขายังยืนอยู่บนพื้นดิน พลังของมันจะถูกถ่ายทอดมาจากธรรมชาติเรื่อย ๆ ทำให้เกราะป้องกันนี้มีความแข็งแกร่งมากพอจะลดทอนความเสียหายที่หมายมุ่งเข้ามาจนบางการโจมตีถึงกับไร้ผลไปเลยด้วย!

ครืนนน!

คลื่นอัดกระแทกปะทะเข้ากับโล่ดิน

เห็นได้ชัดเลยว่าความรุนแรงของคลื่นอัดกระแทกดังกล่าวลดลงไปเป็นอย่างมากเมื่อปะทะเข้ากับโล่ดินของฉู่โม่ว

แม้ว่าท้ายสุดแล้วความรุนแรงของมันจะทำให้โล่ดินแตกได้ แต่กระแสลมที่เข้ามาปะทะกับตัวฉู่โม่วก็เป็นเพียงสายลมอ่อน ๆ ที่เย็นสบายเท่านั้น ไม่สามารถทำให้เขาบาดเจ็บได้แต่อย่างใด

จริง ๆ ด้วย

พอได้ขึ้นมาเป็นจ้าวยุทธ์ ด้วยวิธีฝึกฝนอณูแห่งชีวิตเมฆาคราม พลังของเขาเพิ่มขึ้นมากทั้งการโจมตีและการป้องกันจริง ๆ !

เมื่อตระหนักได้ว่ามีเพียงสายลมแผ่วเบาเท่านั้นที่หลงเหลือมาถึงร่างกาย เลือดและอณูแห่งชีวิตภายในร่างของฉู่โม่วก็คึกคักขึ้นมาครู่หนึ่ง ในขณะที่ใบหน้าของเขายังคงใจเย็นอยู่

รอยยิ้มค่อย ๆ ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของฉู่โม่ว

กระบวนท่าฝึกฝนอณูแห่งชีวิตเมฆาครามทำให้เกิดคลื่นอัดกระแทกภายในร่างกาย ซึ่งคลื่นดังกล่าวคือคลื่นของอณูแห่งชีวิตและเลือด มันทำให้เส้นลมปราณทั้งแปดเส้นพิเศษกับสิบสองเส้นหลักเกิดการสะท้อนกันไปมา ชำระล้างสิ่งปฏิกูลต่าง ๆ ออกจากภายในร่างกาย แล้วยิ่งในภายหลังที่สามารถก้าวขึ้นเป็นจ้าวยุทธ์ได้สำเร็จ จึงทำให้ความแข็งแกร่ง พลังป้องกันและความเร็วของร่างกายเพิ่มขึ้นอีกเป็นอย่างมาก

เมื่อมันรวมเข้ากับพรสวรรค์ที่เขาสั่งสมเอาไว้

จึงทำให้ความแข็งแกร่งเมื่อตอนที่ขยับขึ้นเป็นจ้าวยุทธ์ของฉู่โม่วมีประสิทธิภาพสูงกว่าจ้าวยุทธ์ทั่ว ๆ ไปอีกนับสิบเท่าได้เลย

และด้วยร่างกายที่มีพลังป้องกันสูงเป็นพิเศษ ควบคู่ไปกับพลังป้องกันที่ธาตุดินระดับพิเศษมอบให้ ทำให้ฉู่โม่วแข็งแกร่งพอจะยืนรับการโจมตีของสัตว์อสูรที่เทียบเท่าราชันย์ได้สบาย ๆ !

ดังนั้นแล้ว

สิ่งนี้คือเครื่องยืนยัน…

ว่าเขาไร้เทียมทานไปแล้ว!

ประวัติการอ่าน

No history.

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ระบบกลืนกินพรสวรรค์