เข้าสู่ระบบผ่าน

ระบบกลืนกินพรสวรรค์ นิยาย บท 225

บทที่ 225 ฟองสบู่ความฝัน และสะพานสายรุ้งแห่งการทดสอบ!

ภายในเขตแดนลับสวรรค์ดาราลัยให้ความรู้สึกเหมือนจักรวาลที่เต็มไปด้วยดวงดาว สิ่งแวดล้อมภายในนี้นอกจากดวงดาวระยิบระยับแล้ว มันก็ไม่มีอะไรอยู่อีกเลย

ฉู่โม่วยังคงบินไปเรื่อย ๆ ไม่รู้ว่าผ่านมานานขนาดไหน ในที่สุดจิตสัมผัสก็ตรวจพบบางสิ่งบางอย่าง

คลื่นแปรผันที่ตรวจเจอแสดงให้เห็นว่าที่แห่งนั้นไม่ใช่สถานที่ทั่วไป ดังนั้นจึงไม่รอช้าที่จะมุ่งหน้าไปยังทิศทางดังกล่าวให้เร็วที่สุด

พักหนึ่งก็เดินทางมาพบโถงขนาดใหญ่

เขาผลักประตูและเดินเข้าไปภายใน ที่นั่นมีบันไดที่เสมือนว่าถูกสร้างขึ้นจากดวงดาวมากมายปรากฏขึ้นเบื้องหน้า

มันเป็นบันไดที่ไม่รู้ว่าปลายทางไปสุดที่ไหน แต่มองเห็นได้ว่าเชื่อมต่ออยู่ด้านบนราวกับว่าเป็นบันไดสวรรค์ที่ทอดยาวมาจากท้องฟ้าก็มิปาน!

‘นี่…’

‘ฉันควรจะตามขึ้นไปดูดีไหมนะ?’

เห็นเช่นนั้น ฉู่โม่วก็คิดกับตนเอง

เมื่อหันมองรอบ ๆ ก็ไม่พบสิ่งอื่นที่น่าล่อตาล่อใจไปมากกว่าบันไดดวงดาวตรงหน้านี้แล้ว

เขาครุ่นคิดอยู่ครูหนึ่ง ก่อนจะค่อย ๆ ก้าวลงไปบนบันไดดวงดาวนั้นอย่างเลือกไม่ได้

ซู่!

พลันเมื่อปลายเท้าของฉู่โม่วเหยียบลงไปบนขั้นบันได

ตัวบันไดนี้ก็เปล่งแสงสว่างจ้าของดวงดาวออกมาพร้อมกับสร้างคลื่นเหมือนผิวน้ำกระจายเป็นวงกว้างออกไปอย่างรวดเร็ว เพียงไม่นานก็กระจายไปทั่วทั้งโถง

ซู่!

ยามที่คลื่นสั่นสะเทือนนี้กระทบเข้ากับผนังห้อง ภาพของห้องโถงค่อย ๆ กระเพื่อมเหมือนผิวน้ำเช่นกัน

อย่างกับว่าตัวโถงนี้ถูกสร้างขึ้นจากน้ำ และตัวคลื่นนี้มีสภาพเหมือนก้อนหินที่กระทบเข้ากับผิวน้ำจนมันสั่นสะเทือนไม่สงบนิ่งเหมือนแต่ก่อน

และตอนนั้นเอง

ทั่วทั้งโถงก็เกิดการสั่นไหวและแตกออกอย่างรวดเร็ว เสมือนว่าที่นี่ถูกสร้างขึ้นจากกระจกมาตั้งแต่แรก

โลกใบนี้กำลังหมุนเปลี่ยนอย่างรวดเร็วคล้ายกับจักรวาลกำลังแปรผัน

เมื่อฉู่โม่วได้สติกลับคืนมาจากความสับสน เขารีบหันมองรอบตัวก่อนจะพบว่า จากแต่เดิมที่สถานที่แห่งนี้เคยเป็นโถงกว้าง บัดนี้มลายหายไปโดยไร้ซึ่งร่องรอยใด ๆ เสียแล้ว มันเหลือเพียงบันไดดวงดาวที่ยังทอดยาวขึ้นไปบนท้องฟ้าอย่างไม่มีจุดหมายปลายทางเท่านั้น!

“วิเศษชะมัด!”

“ช่างเป็นเขตแดนลับที่เกินกว่าจะคาดเดาอะไรได้เลยจริง ๆ !”

แววตาของฉู่โม่วเผยความตกใจออกมา ปากก็พึมพำเบา ๆ

ด้วยความที่เขามีพรสวรรค์แห่งห้วงมิติอยู่ ดังนั้นภายใต้จิตสัมผัสที่เป็นทักษะของพรสวรรค์แห่งห้วงมิตินี้สามารถสัมผัสคลื่นสั่นสะเทือนเล็กน้อยของมิติรอบตัวได้อยู่แล้ว และถึงแม้ว่าก่อนหน้านี้จะไม่ได้ขยับไปไหนเลยก็จริง แต่จากการเกิดคลื่นสั่นสะเทือน มันก็เป็นที่แน่ชัดแล้วว่าโลกนี้เปลี่ยนไปจริง ๆ

ราวกับเป็นอีกด้านหนึ่งของกระจก แต่ถึงอย่างนั้นยังคงเดินหน้าต่อไป

ดังคำกล่าวขาน ‘ผู้ใฝ่รู้ย่อมใฝ่หาความจริง’

บางทีผู้ปลุกพลังคนอื่นอาจจะหลงอยู่ในความประหลาดใจต่อไป

แต่สำหรับฉู่โม่วที่มีพรสวรรค์แห่งห้วงมิติทำให้สามารถมองออกถึงความจริงที่เกิดขึ้นได้อย่างถี่ถ้วน ดังนั้นเขาย่อมไม่หยุดอยู่แค่นี้อย่างแน่นอน!

ข่มความกดดันเอาไว้ภายในใจ

ชายหนุ่มสูดหายใจเข้าลึก ๆ แล้วเลือกเดินต่อโดยไม่ลังเลด้วยย่างก้าวที่มั่นคง!

เขาค่อย ๆ ไต่ระดับความสูงของบันไดขึ้นไปเรื่อย ๆ เสมือนมุ่งหน้าขึ้นสู่ฟากฟ้ากว้างนั้น!

ยิ่งเดินไปข้างหน้ามากเท่าไรจะยิ่งพบว่าบันไดดวงดาวที่ก้าวผ่านมาแล้วด้านหลังค่อย ๆ หายไปทีละขั้น

ภายหลังจากที่เดินมากว่าชั่วโมง เขายังคงไม่เห็นปลายทางของบันไดเช่นเดิม รวมถึงฉากรอบตัวยังคงเป็นแบบเดิมด้วย ไม่มีอะไรเปลี่ยนไปแม้แต่น้อย

หากไม่ใช่ผู้ครอบครองพรสวรรค์แห่งห้วงมิติและสามารถรับรู้การเปลี่ยนแปลงของคลื่นมิติรอบตัวได้ เขาจะต้องคิดไปแล้วแน่ ๆ ว่ายังคงอยู่ที่เดิมมาตั้งแต่ต้น

อีกครึ่งวันผ่านไป

จู่ ๆ ก็รู้สึกขึ้นมาว่ารอบบันไดดวงดาวที่กำลังเดินขึ้นมามีบรรยากาศที่หนาแน่นมากขึ้น ยิ่งเดินขึ้นไป คราวนี้ยิ่งเต็มเปี่ยมไปด้วยบรรยากาศที่หนาแน่นมากขึ้นอย่างรู้สึกได้ชัดเจน นอกจากนี้ยังเห็นอีกว่าเบื้องหน้ามีสะเก็ดดาวเล็ก ๆ ขนาดพอ ๆ กับกำปั้นกำลังเข้ามาก่อตัวกันเป็นขั้นบันไดลอยตัวอยู่กลางอากาศ

เห็นเช่นนี้ก็ทำให้ชายหนุ่มรู้สึกร่าเริงขึ้น

เขาเข้าใจได้ทันที…

ว่าปลายทางอยู่ไม่ไกลแล้ว!

และอย่างที่คิด

พักหนึ่ง เมื่อก้าวเท้าลงไปบนขั้นบันไดดวงดาว

แกรก!

ด้วยเสียงคล้ายแก้วร้าวที่ดังขึ้นมา จู่ ๆ สายตาของฉู่โม่วก็โดนแสงสว่างจ้าสาดส่องใส่

เบื้องหน้าไม่มีขั้นบันไดปรากฏขึ้นมาอีกต่อไปแล้ว

ยามที่ก้าวขาพ้น…

บันไดที่อยู่ด้านหลังทยอยหายไปจนหมดในเวลาไม่นานเช่นกัน แสงสว่างนี้ปกปิดทุกอย่างเอาไว้ จนกระทั่งบันไดทุกขั้นสลายหายไป มันจึงค่อย ๆ เปิดเผยสิ่งที่อยู่เบื้องหลังออกมา

เมื่อมองตรงไป

ภาพที่อยู่เบื้องหน้ากลายเป็นภาพของอวกาศอันกว้างใหญ่เหมือนกับอวกาศที่อยู่นอกโลก ดวงดารามากมายหลายรูปแบบลอยเคว้งคว้าง บางดวงร้อนระอุ บางดวงเปล่งแสงและคลายรังสีออกมาราวกับว่าดวงดาวเหล่านี้เพิ่งเกิดใหม่ และอยากจะอวดตนเองให้โลกได้เห็นว่าตนได้ถือกำเนิดขึ้นมาแล้ว

ดวงดาวบางดวงหมุนรอบตนเองและเคลื่อนที่ตามเส้นทางที่ถูกกำหนดไว้ พวกมันดูคล้ายดวงดาวที่เติบโตเต็มที่

ในขณะที่บางส่วนดูจะจืดจางและอ่อนล้าเสมือนว่าอยู่มานานแสนนานแล้ว

มีดวงดาวอีกหลายดวงที่แตกสลายและกลายเป็นเพียงฝุ่นอวกาศ

นอกจากนี้

ยังเห็นได้อีกว่ามีอุกกาบาตมากมายพุ่งผ่านไปมาอยู่บนฟากฟ้า ด้วยเสียงหวิวเบา ๆ อุกกาบาตเหล่านั้นก็ลอยผ่านหน้าไปยังที่ไกลแสนไกล

บ้างกระแทกชนเข้ากับดวงดาวในเส้นทางและแตกกระจายเป็นประกายไฟ

ในห้วงจักรวาลแห่งนี้

ทุกวินาทีล้วนมีดวงดาวเกิดขึ้นและดับไปอยู่ตลอด เฉกเช่นมนุษย์ที่เมื่อแก่ตัวลงจะป่วยแล้วล้มตาย

“นี่มัน…”

เมื่อมองไปยังภาพที่ปรากฏต่อสายตา ชายหนุ่มก็อดตกตะลึงไม่ได้

เขาเหมือนเด็กที่ได้ยืนดูท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยดวงดาวเช่นนี้ครั้งแรก ถูกความงดงามของห้วงจักรวาลล่อลวงไปจนเผลอหยุดชะงักนิ่ง และไม่สามารถดึงสติกลับมาได้เนิ่นนาน

“หรือว่านี่จะเป็น… เป็นท้องฟ้าจริง ๆ งั้นเหรอ?”

ชายหนุ่มคิดกับตนเอง

แต่ในตอนนั้นก็ล้มเลิกความคิดนั้นไป

ต้องยอมรับว่าทุกสิ่งที่อยู่ภายในนี้สมจริงมาก

แต่ไม่น่าเชื่อเพราะมันสมจริงนั่นแหละ ความสมจริงทำให้ทุกอย่างดูไม่จริง ถ้าหากที่นี่เป็นฟากฟ้าจริง ๆ คงไม่มีโอกาสได้มายืนดื่มด่ำกับความงดงามอยู่เช่นนี้หรอก บางทีเขาอาจจะตายไปแล้วก็ได้

ฟากฟ้าที่อยู่นอกเหนือชั้นบรรยากาศเชียวนะ… มันคือภัยร้ายที่น่ากลัว!

ต่อให้เป็นราชันย์เทพยุทธ์ก็ไม่ได้ทำให้เขารอดตายในสภาวะนอกโลกได้เลย

ทันใดนั้น

ทั่วทั้งจักรวาลเสมือนแห่งนี้ก็เกิดการสั่นอย่างรุนแรง มันบังเกิดเป็นสะพานสายรุ้งทอดยาวจากดาวดวงหนึ่งไปยังอีกดวงหนึ่งอย่างรวดเร็ว

และในส่วนของดวงดาวที่อยู่ใกล้ที่สุด สะพานสายรุ้งก็ยื่นออกมาจนกระทั่งถึงปลายเท้าของฉู่โม่วด้วย

ทันทีที่สะพานสายรุ้งปรากฏขึ้นมา ชายหนุ่มรู้สึกได้เลยว่าระยะห่างระหว่างดวงดาวแต่ละดวงกับตัวเขากลายเป็นศูนย์!

พร้อมกันนั้น

ข้อความบางอย่างก็ถูกส่งเข้ามาในห้วงจิตจากที่ไกลแสนไกลด้วย

ครู่หนึ่ง ฉู่โม่วจึงเข้าใจสถานการณ์ที่เกิดขึ้นนี้

ความจริงก็คือ สถานที่แห่งนี้คือสถานที่ทดสอบ สะพานสายรุ้งที่เชื่อมไปยังดวงดาวแต่ละดวงนี้คือแบบทดสอบ มีเพียงผู้ที่ผ่านการทดสอบเท่านั้นถึงจะสามารถได้รับสมบัติที่ซ่อนอยู่ในดวงดาวแต่ละดวง และมีโอกาสได้ก้าวไปยังสะพานเส้นต่อไป

แบบทดสอบที่อยู่กับสะพานแต่ละเส้นจะแตกต่างกันออกไป รวมถึงความยากง่ายจะแตกต่างกันออกไปด้วย

“เข้าใจแล้ว”

ภายหลังจากที่เข้าใจเรื่องนี้ ฉู่โม่วก็แสดงความผ่อนคลายขึ้นมา

เขาไม่ลังเลและเดินตรงไปยังสะพานที่อยู่ใกล้มากที่สุดทันที

ซู่!

ยามที่ก้าวเท้าข้างหนึ่งเข้าไป ภาพทิวทัศน์รอบตัวก็เปลี่ยนไปทันที

ชายหนุ่มรู้สึกได้ถึงดอกไม้ที่อยู่เบื้องหน้า ก่อนจะพบว่าสถานที่ที่ตนอยู่กลายเป็นห้องขนาดใหญ่ไปแล้ว

ถึงจะบอกว่าเป็นห้อง แต่ให้ความรู้สึกเหมือนเป็นมิติจักรวาลที่มีกำแพงกั้นเสียมากกว่า

ขนาดของมันมีเพียงราว ๆ พันตารางเมตรเท่านั้น และที่สำคัญมันถูกตีเป็นกรอบสี่เหลี่ยมเอาไว้

ขณะนั้นเอง ภายในห้องมิติดังกล่าว สัตว์อสูรที่ร่างกายเปล่งแสงสว่างวาบตนหนึ่งก็ปรากฏขึ้นมา ด้วยขนบริเวณแผงคอที่ฟูฟ่องและยาวสลวย ช่วยเสริมกำลังทำให้อสูรตนนี้ดูแข็งแกร่งเป็นอย่างมาก!

“ราชสีห์อัสนี!”

“สัตว์อสูรระดับ 7 ที่แข็งแกร่งเทียบเท่ากับราชันย์ยุทธ์ระดับต้น!”

หลังจากได้สังเกตสัตว์อสูรตรงหน้านี้อย่างถี่ถ้วนแล้ว หัวใจของฉู่โม่วก็สั่นสะท้าน

กรรร!!

ตอนนั้นเอง

ราชสีห์อัสนีที่พบตัวฉู่โม่วแล้ว มันก็คำรามออกมาเสียงดังพร้อมกับกระโจนเข้าใส่อย่างไม่รีรอ

ชิ้ง!

กระบี่สารทสังหารถูกชักขึ้นมาจากฝักในทันที

ธาตุลมในร่างกายถูกสั่งใช้งานไปด้วย

ในชั่วพริบตา ร่างของฉู่โม่วสลายหายไปจากจุดเดิมก่อนจะปรากฏตัวอีกทีที่บริเวณเบื้องหน้าระยะประชิดเจ้าสิงโตยักษ์ตนนี้

กระบี่สะบั้นพันดารา!

เขายกกระบี่ยาวขึ้นสูง เสริมพลังด้วยพรสวรรค์ต่าง ๆ จนทำให้พลังกายสูงจนถึงขีดสุด

ฟุ่บ!

ประกายแสงจากคมกระบี่ส่องสว่างไปทั่วฟ้า จากนั้นร่างของราชสีห์อัสนีก็ถูกตัดออกเป็นชิ้น ๆ กลางอากาศก่อนจะร่วงหล่นเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยลงบนพื้นเบื้องล่างและไม่เคลื่อนไหวอีกต่อไป

ในวันนี้

สัตว์อสูรที่แข็งแกร่งเทียบเท่าราชันย์ยุทธ์ระดับต้นไม่สามารถเป็นคู่มือให้ฉู่โม่วได้อีกต่อไปแล้ว!

ประวัติการอ่าน

No history.

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ระบบกลืนกินพรสวรรค์