บทที่ 226 เพิ่มพลังอย่างต่อเนื่อง และอัตลักษณ์แห่งพญาหงส์ปีกทองคำ!
ภายหลังจากที่บททดสอบแรกสำเร็จไป การทำงานของมิติก็หยุดลงไปด้วย ก่อนที่เขาจะกลับไปยังที่เดิม กล่องสมบัติใบหนึ่งก็ปรากฏขึ้นมา
“นี่คือของรางวัลสำหรับการผ่านบททดสอบเหรอ?”
ฉู่โม่วก้าวเดินไปข้างหน้า
เมื่อเปิดกล่องสมบัติออก ภายในมีกระบี่ยาวเล่มหนึ่งถูกเก็บเอาไว้ ซึ่งกระบี่เล่มนี้ก็ปลดปล่อยพลังวิญญาณออกมาแม้จะแค่สัมผัสแผ่วเบา
ยุทธภัณฑ์วิญญาณระดับ 5!
“ไม่เลว!”
เขาพยักหน้าด้วยความพึงพอใจก่อนจะเก็บกระบี่ยาวเล่มนั้นใส่มิติพกพา
ขณะเดียวกัน
มิติที่เขาอยู่ก็ได้สลายตัวไปเช่นเดียวกับสะพานสายรุ้งที่ค่อย ๆ กลายสภาพเป็นแสงสว่างดวงเล็ก ๆ ตรงหน้า มีเพียงดวงดาวสีทองขนาดเล็กเท่าไข่ที่กำลังลอยเข้ามาหาตน
เห็นเช่นนั้นฉู่โม่วก็มีความสุขเป็นอย่างมาก
เขารีบเก็บผลึกทองพิสุทธิ์หมื่นดารานี้ไป ตรวจสอบให้เรียบร้อยแล้วค่อย ๆ บรรจงวางไว้ในมิติพกพา
หลังจากเก็บไปเรียบร้อยแล้ว ตรงหน้าก็มีทางเดินสองทาง
หนึ่งคือย้อนกลับไปยังสะพานสายรุ้งที่จากมาและยกเลิกการท้าทาย
กับอีกหนึ่งคือเดินต่อไปยังสะพานสายรุ้งที่ทอดยาวไปยังดาวดวงอื่นต่อ
ปราศจากความลังเล
เขาเลือกที่จะเดินหน้าต่อ
…
เมื่อก้าวเข้ามายังสะพานสายรุ้งเส้นที่สอง
ซู่!
ทิวทัศน์รอบตัวเปลี่ยนไปอีกครั้งหนึ่ง และได้เข้ามายังมิติใหม่อีกแห่งหนึ่งแล้ว
ที่นี่มีสัตว์อสูรอยู่รวมกันราว ๆ ร้อยตน ซึ่งแต่ละตนกำลังเดินขวักไขว่ไปมา
“เป็นหมาป่ากระหายเลือดทั้งหมดเลยเหรอ?”
“ครึ่งหนึ่งเป็นระดับ 5 ส่วนอีกครึ่งเป็นระดับ 6…”
ฉู่โม่วหรี่ตาลง
ไร้ความลังเล เขาเปิดใช้งานพรสวรรค์ทุกอย่างและกระชับกระบี่สารทสังหารในมือให้มั่น
กระบี่สะบั้นพันดารา!
คลื่นของกระบี่ยาวถูกสร้างขึ้นและปาดผ่านฟ้าลงมา ปลดปล่อยคลื่นกระบี่ขนาดเล็กมากมายจนกระทั่งทั่วทั้งมิติแห่งนี้ไม่มีที่ว่าง
พักหนึ่งที่ไม่สามารถมองเห็นอะไรได้เลยนอกจากได้ยินเสียง ‘ฉั้วะ ๆ’ ของคมมีดที่เชือดเฉือนลงไปในกายเนื้อเบื้องล่างเท่านั้น
สัตว์อสูรระดับ 5 และ 6 ถูกตัดหัวแยกชิ้นส่วนไปตาม ๆ กัน ซึ่งพวกมันไม่อาจต่อต้านอะไรได้เลย
อึดใจหนึ่ง เสียงของคมกระบี่ที่เชือดเฉือนกับกายเนื้อก็เงียบลงไป
และที่ปลายทางของห้องมิติแห่งนี้ คลื่นน้ำวนปรากฏขึ้นมากลางอากาศพร้อมกับคลายเอาขวดแก้วที่บรรจุของเหลวปฐมกาลเอาไว้ออกมา ซึ่งของเหลวภายในนี้กำลังปลดปล่อยพลังงานบริสุทธิ์ที่รุนแรงออกมาตลอดเวลา
“นี่เป็นรางวัลจากบททดสอบนี้สินะ? ของเหลวปฐมกาลนี่”
ฉู่โม่วคว้ามันมา
จากนั้นเริ่มกระบวนท่าฝึกฝนโดยการกลืนกินของเหลวปฐมกาลขวดนี้ลงไปทันที
ครืน!
พลังที่ยิ่งใหญ่แผ่กระจายออกมาจากทั่วร่าง ก่อนจะซึมกลับไปตามแขน ขา และกระดูกเพื่อช่วยชำระล้างสิ่งสกปรกออกให้
สิ่งนี้มีค่าเกินจะพรรณนา
เพราะภายในของเหลวปฐมกาลขวดนี้ไม่เพียงแต่มีอณูแห่งชีวิตอัดแน่นอยู่อย่างมหาศาลเท่านั้น แต่ยังมีส่วนประกอบลับที่ไม่รู้อีกด้วย ซึ่งเป็นต้นตอของพลังงานบริสุทธิ์ปริศนาที่ช่วยเพิ่มพลังให้ได้เป็นอย่างมาก
0.1 พลังมังกร!
0.1 พลังมังกร!
0.1 พลังมังกร!
ชายหนุ่มสามารถรับรู้ได้ว่าความแข็งแกร่งกำลังเพิ่มขึ้นอยู่เรื่อย ๆ อย่างสม่ำเสมอ เกือบจะทุกนาที
หลังจากนั้นครึ่งชั่วโมง
พลังของของเหลวปฐมกาลขวดนี้ก็ถูกฉู่โม่วกลืนกินไปจนหมด
และผลลัพธ์ทำให้ความแข็งแกร่งทางกายภาพของเขาเพิ่มขึ้นสูงถึง 3 พลังมังกร รวมทั้งหมดเป็น 31 พลังมังกร!
ด้วยความเร็วในการเพิ่มขึ้นของพลังเช่นนี้ ทำให้ฉู่โม่วตกใจจนทำอะไรไม่ถูก
‘เป็นไปไม่ได้แน่ ๆ หากนี่จะมาจากการใช้ของเหลวปฐมกาลที่อัดแน่นด้วยอณูแห่งชีวิตเพียงอย่างเดียว ดูเหมือนว่าในตัวของเหลวนั่นจะมีสสารอย่างอื่นผสมอยู่ด้วยจนสามารถดึงพลังออกมาได้ขนาดนี้สินะ’
‘น่าเสียดาย…’
‘ที่สสารเหล่านั้นไม่ได้บรรจุเข้ามาเยอะนัก ไม่งั้นละก็ ฉันคงจะได้ขยับเป็นจ้าวยุทธ์ระดับสูงไปแล้ว!’
ชายหนุ่มครุ่นคิดกับตนเองด้วยความรู้สึกเสียดาย
แต่ไม่นานนัก ความรู้สึกเหล่านั้นก็หายไป
การได้พลังมาเพิ่มมากถึง 3 พลังมังกร ต่อให้ใช้การเร่งความเร็วของจารึกหลอมวิญญาณร้อยเท่าก็ยังต้องใช้เวลากว่าสิบวันในการพยายามอย่างหนัก ทว่าตอนนี้กลับได้ 3 พลังมังกรมาในเวลาครึ่งชั่วโมงเท่านั้น
จะมองว่าเป็นผลพลอยได้ครั้งใหญ่ไปก็แล้วกัน!
หลังจากทำใจให้สงบได้แล้ว ฉู่โม่วก็เก็บผลึกทองพิสุทธิ์หมื่นดาราดวงที่สองไปและเดินทางต่อไปยังสะพานสายรุ้งเส้นที่สาม
…
ซู่!
ด้วยคลื่นการเปลี่ยนแปลงของมิติเพียงเล็กน้อย ชายหนุ่มได้ปรากฏตัวในสถานที่แห่งใหม่อีกครั้ง
ห้องมิติแห่งนี้ไม่ได้ใหญ่โตเหมือนห้องก่อน ๆ มันเต็มไปด้วยทรายสีเหลืองที่กระจายไปทั่วทุกมุมห้อง
ที่บริเวณกลางห้องมิติมีผู้ปลุกพลังคนหนึ่งสวมชุดสีดำยืนอยู่
“นั่น… มนุษย์เหรอ?”
ฉู่โม่วเดินไปจับไหล่อีกฝ่ายให้หันกลับมา
พบว่าดวงตาของผู้ปลุกพลังคนนี้ดูมืดมนไร้ซึ่งชีวิตชีวา ทันทีทันใดก็รับรู้ได้เลยว่าคนคนนี้ที่แม้ภายนอกจะเป็นมนุษย์ แต่แท้จริงแล้วเป็นเพียงหุ่นเชิดเท่านั้น
“ฆ่า!”
ขณะที่ชายหนุ่มกำลังสังเกตร่างอีกฝ่ายอยู่นั้น หุ่นเชิดผู้ปลุกพลังเบื้องหน้าที่ได้กลิ่นอายพลังจากร่างกายของฉู่โม่วก็เติมเต็มดวงตาอันว่างเปล่าด้วยจิตสังหารทันที มันเข้าโจมตีอย่างไม่รีรอ
พื้นฐานพลังของหุ่นเชิดตนนี้นับว่าดีมากเลยทีเดียว เทียบเท่าได้กับราชันย์ยุทธ์ระดับกลางได้เลย รวมถึงความเร็วก็ค่อนข้างสูงมากด้วย อย่างกับว่าได้รับพลังของธาตุลมมา
ในตอนนั้น มันเข้าโจมตีพร้อมกระบี่ในมือ ความเร็วสูงจนแทบจะกลายเป็นสายฟ้าไปแล้ว!
อย่างไรก็ตาม…
“ยังอ่อนหัดน่า”
ฉู่โม่วส่ายหน้า จากนั้นร่างกายของเขาก็หายไปจากจุดเดิมในทันที
ชั่วพริบตา
ชายหนุ่มได้มาปรากฏขึ้นเบื้องหลังหุ่นเชิดผู้ปลุกพลัง และเพียงคมกระบี่เปล่งแสงขึ้นมา ร่างของหุ่นเชิดก็ถูกตัดขาดเป็นสองส่วนไปเรียบร้อยแล้ว
…
ภายหลังจากที่ทำลายหุ่นเชิดได้แล้ว ของรางวัลประจำมิตินี้ก็ปรากฏขึ้นมา
เป็นกล่องหยก
เมื่อเปิดกล่องหยกออกก็พบขวดหยกอยู่ภายใน ซึ่งภายในขวดหยกประกอบไว้ด้วยหยดเลือดสีทองอร่ามตา
“นี่คือ…”
แรงระเบิดรุนแรงทำให้ผืนดินสั่นสะเทือน ภายหลังเกิดเสียงดังสนั่น ผู้ปลุกพลังคนนั้นกระเด็นลอยออกมาจากสะพานสายรุ้งพร้อมกับเลือดที่พุ่งพรวดออกมาจากปาก ขณะที่ร่างร่วงหล่นลงมายังพื้นเบื้องล่างที่อยู่ห่างจากสะพานสายรุ้งหลายร้อยเมตร
“คะ… ใครกัน?!”
เขากระอักเลือดออกมาแล้วพูดเสียงดัง
โจวอวิ๋นเรียกหอกของตนกลับมาแล้วกระโจนเข้าหาผู้ปลุกพลังคนนั้นอย่างรวดเร็ว
“แกเองเหรอ!?”
คนคนนี้ชัดเจนว่าเป็นผู้ปลุกพลังจากสุดยอดฐานจงไห่เช่นเดียวกัน ภายหลังจากที่เห็นว่าผู้โจมตีตนเป็นโจวอวิ๋น เขาก็อุทานออกมา
“รู้จักฉันด้วยเหรอ?”
“ถ้างั้นก็ง่ายหน่อย เราพูดคุยกันได้นะ… ส่งกระเป๋าเก็บของของแกมา แล้วฉันคนนี้จะยอมปล่อยให้แกได้ตายไปเองอย่างช้า ๆ”
โจวอวิ๋นลอยอยู่บนอากาศ มือหนึ่งถือหอกยาวขณะพูดด้วยความยโส
ผู้ปลุกพลังคนดังกล่าวรีบกลืนยาเต็มฝ่ามือเข้าไปและข่มขู่กลับ “โจวอวิ๋น ฉันคือผู้ปลุกพลังจากตำหนักสุดขอบฟ้า ถ้าแกกล้าฆ่าฉันละก็ ตำหนักสุดขอบฟ้าจะไม่ปล่อยแกไว้แน่ ๆ !”
“หึ ในเขตแดนลับแห่งนี้ไม่มีใครรู้หรอกว่าแกตายได้ยังไง”
โจวอวิ๋นแสยะยิ้ม
สีหน้าของเขาเริ่มแสดงความร้อนใจออกมา “เลิกพูดมากได้แล้ว ในเมื่อไม่ยอมส่งมาให้ดี ๆ งั้นฉันจะชิงมันมาด้วยตนเองก็แล้วกัน!”
หลังจากพูดไปเช่นนั้น เขาก็เริ่มโจมตีอีกครั้ง
เห็นแบบนั้น สีหน้าของผู้ปลุกพลังที่บาดเจ็บก็เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง
แม้ว่าเขาจะเป็นราชันย์ยุทธ์เช่นกัน แต่เป็นเพียงราชันย์ยุทธ์ระดับสูงธรรมดาที่เมื่อเทียบกับผู้มีพรสวรรค์อย่างโจวอวิ๋นแล้วก็ไม่มีโอกาสเอาชนะได้เลย
เพราะงั้น…
เขาไม่คิดจะสู้กับอีกฝ่ายซึ่ง ๆ หน้ามาตั้งแต่แรกแล้ว ในตอนนี้ เลือดลมในร่างกลับมาทำงานปกติพอดี จึงเป็นโอกาสเหมาะเพื่อให้เขาสามารถใช้วิชาลับ แปลงตัวเองเป็นลำแสงและหนีออกจากจุดนั้นในชั่วพริบตาได้
และเพราะวิชาลับนี้ ทำให้ร่างของราชันย์ยุทธ์คนนี้หนีมาได้ไกลถึงยี่สิบกิโลเมตรเลยทีเดียว
เห็นเช่นนั้น
แทนที่จะรีบตามไป โจวอวิ๋นกลับแสดงความเหยียดหยามออกมาแล้วค่อย ๆ เดินตามไปอย่างไม่รีบร้อนแทน
อีกฝั่งหนึ่ง
ทางฝั่งราชันย์ยุทธ์ที่กระเสือกกระสนหนีจากโจวอวิ๋นมา เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายไม่ได้ตามไล่หลังก็ค่อย ๆ ก้าวขาช้าลงเพื่อผ่อนคลายความตึงเครียดไปด้วย
“โจวอวิ๋นบ้าไปแล้วจริง ๆ ด้วย!”
“กลับไปเมื่อไร ฉันจะต้องรายงานกับตำหนักแล้วคิดบัญชีกับตระกูลโจวให้ได้!”
เขาบ่นพึมพำกับตนเอง
ทว่าเพียงแค่บ่นจบ น้ำเสียงที่ไม่แยแสใด ๆ ก็ดังขึ้นข้างหู
“ไว้มีโอกาสก็ค่อยไปทำละกันนะ”
ในจังหวะที่เสียงนั้นสิ้นสุดลง
ราชันย์ยุทธ์ก็รู้สึกได้ว่าร่างกายไม่สามารถขยับได้ดังใจนึก
จากนั้นก็เห็นฝ่ามือขนาดใหญ่กำลังตะปบลงมา
เจ้าของมือขนาดใหญ่เป็นชายวัยกลางคนที่มีสีหน้าไร้ซึ่งอารมณ์ใด ๆ
“โจว… หยง…”
นั่นเป็นสิ่งเดียวที่เขาคิด ก่อนที่สติจะดับวูบไป
ตึง!
มือขนาดใหญ่ตะปบลงใส่เป้าหมายโดยตรง ด้วยแรงปะทะและน้ำหนักมือ ทำให้ร่างนั้นกลายเป็นเพียงโคลนสีเนื้อและไร้ซึ่งชีวิตอีกต่อไป
“ท่านพ่อ!”
ในตอนนั้น โจวอวิ๋นที่ตามมาทันเห็นว่าศิษย์ตำหนักสุดขอบฟ้าตายลงไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว จึงอดแสดงความตื่นเต้นออกมาไม่ได้…

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ระบบกลืนกินพรสวรรค์