บทที่ 227 ศิลาต้นกำเนิด และพรสวรรค์แห่งห้วงมิติระดับ 4!
ตั้งแต่ที่โจวอวิ๋นกับโจวหยงเข้ามาในเขตแดนลับสวรรค์ดาราลัย อ้างอิงจากประสบการณ์ของบรรพบุรุษตระกูลโจว พวกเขาไม่ได้หยุดอยู่ที่สถานที่ไหนเลยและมุ่งตรงมายังที่นี่โดยตรง หาที่ซ่อนและรอให้ใครสักคนผ่านไปผ่านมา จากนั้นเลือกผู้ปลุกพลังที่ดูจะมีความสามารถมากกว่าคนอื่น ๆ
โจวหยงเป็นถึงราชันย์เทพยุทธ์ระดับต้น ส่วนโจวอวิ๋นเองก็เป็นผู้ที่ทะเยอะทะยานคนหนึ่งในสุดยอดฐานจงไห่ นอกจากนี้แล้ว พวกเขายังมีแรงบันดาลใจเป็นขุมสมบัติที่บรรพบุรุษประจำตระกูลพวกตนพูดไว้ก่อนที่จะเข้ามาอีก เลยทำให้ทั้งสองมีแรงจูงใจที่จะทำงานร่วมกัน แม้ว่าจะต้องเจอกับผู้ปลุกพลังคนอื่น ๆ ในเขตแดนลับก็สามารถเอาชนะได้อย่างง่ายดาย
และด้วยความที่ผู้ปลุกพลังที่ได้เข้ามาในเขตแดนลับครั้งนี้ส่วนใหญ่เป็นราชันย์ยุทธ์กันหมด ด้วยพลังของคนเหล่านี้ เขตแดนลับสวรรค์ดาราลัยจึงไม่ใช่สิ่งที่จัดการยากนัก
ดังนั้น
ภายใต้การซ่อนตัวอยู่เช่นนี้ สองพ่อลูกตระกูลโจวจึงเลือกที่จะดักปล้นสิ่งของเอาจากผู้ปลุกพลังคนอื่นแทน
เฉกเช่นตอนนี้
นี่ก็เป็นผู้ปลุกพลังรายที่สามแล้วที่โดนสองพ่อลูกปล้นไป
“ทำนาบนหลังคนนี่มันง่ายจริง ๆ เลยน้า”
“พวกผู้ปลุกพลังที่ตายไปจะถูกทิ้งไว้ในบททดสอบสะพานสายรุ้งแห่งนี้ พวกเราเพียงแค่ต้องรอกำจัดพวกมันเท่านั้น”
“ลงทุนนิดหน่อยแต่ได้ผลลัพธ์เกินคาดนี่มันดีต่อใจเสียจริง!”
เขาดึงเอาถุงเก็บของที่จมอยู่ในโคลนเนื้อเบื้องหน้าออกมาและเปิดมันออกเพื่อดูสิ่งของที่อยู่ด้านใน ระหว่างนั้นก็พูดอย่างตื่นเต้นไปด้วย
ได้ยินแบบนั้น
โจวหยงอดไม่ได้ที่จะลูบเคราแล้วพูดด้วยรอยยิ้ม “นี่มันแค่น้ำจิ้ม!”
“ตั้งแต่ที่เขตแดนลับสวรรค์ดาราลัยเปิดออกมายังไม่ถึงสิบวันเลยด้วยซ้ำ เพราะงั้นพวกสมบัติที่ผู้ปลุกพลังได้มาจึงยังไม่เยอะ เรารอให้พวกนี้อยู่ในบททดสอบสะพานสายรุ้งนานกว่านี้ก็ได้ เพราะยิ่งนานวันเข้า พวกเขาจะยิ่งได้ของดี ๆ มาติดตัวไว้มากขึ้น ตราบใดก็ตามที่รอไหว เมื่อเวลามาถึงพวกเราจะได้เก็บเกี่ยวอย่างแท้จริง!”
“ที่สำคัญกว่านั้น…”
“ในตอนที่เขตแดนลับสวรรค์ดาราลัยจะปิด ตัวบททดสอบสะพานสายรุ้งจะปิดตามไปด้วย และเมื่อตอนนั้นมาถึง ใครก็ตามที่ได้ผลึกทองพิสุทธิ์หมื่นดารามาครอบครองมากที่สุด ทางเขตแดนลับจะมอบของรางวัลให้คนคนนั้น ซึ่งเป็นสิ่งที่ล้ำค่ามากด้วย!”
“นี่เป็นความลับที่ท่านบรรพบุรุษได้บอกเล่าไว้ก่อนจะจากไป ในครั้งหนึ่งที่เขาเคยเข้ามาในเขตแดนลับสวรรค์ดาราลัยที่เปิดออกเป็นครั้งแรก เขาเห็นผู้ปลุกพลังคนหนึ่งนำสมบัติปริมาณมากออกจากที่นี่ไปด้วย แถมยังได้รางวัลสรุปผลคะแนนกลับไปด้วยอีก ภายหลังจากที่เขตแดนลับสิ้นสุดลง บรรพบุรุษของพวกเราได้จัดการลงมือสังหารคนคนนั้นเสีย แล้วนำเอาทรัพย์สมบัติมากมายกลับมาพัฒนาตระกูลโจว!”
“ดังนั้นแล้ว หากอยากได้รางวัลใหญ่จากเขตแดนลับสวรรค์ดาราลัยนี้ พวกเราต้องสะสมผลึกทองพิสุทธิ์หมื่นดาราให้ได้มากที่สุด!”
“ในตอนแรกเริ่ม ลำพังเพียงผลึกทองพิสุทธิ์หมื่นดาราของผู้ปลุกพลังที่ได้เข้าร่วมแต่ละคนกับรางวัลที่บรรพบุรุษของพวกเราไปแย่งมา มันก็มากพอจะทำให้ตระกูลโจวยิ่งใหญ่ได้แล้ว ในตอนนี้ยังได้กำจัดผู้ปลุกพลังที่เข้ามาขวางทางและชิงผลึกทองพิสุทธิ์หมื่นดารามาได้เกือบร้อยดวง เมื่อไรที่ถึงวันปิดเขตแดนลับละก็…”
“เมื่อนั้น ตระกูลโจวจะต้องกลายเป็นตระกูลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในสุดยอดฐานจงไห่แน่ ๆ ! ต่อให้เป็นวิหารราชันย์เทพยุทธ์ก็ยังไม่กล้าเข้ามามีเรื่องกับตระกูลโจวอย่างแน่นอน!”
โจวหยงพูดด้วยความตื่นเต้น
ได้ยินเช่นนั้น
สีหน้าของโจวอวิ๋นก็แสดงความดีใจและตื่นเต้นอย่างควบคุมไม่ได้ออกมา
เขาพูดอย่างคาดหวัง “เมื่อตอนนั้นมาถึง ฉู่โม่ว ฉันจะฆ่าแกก่อน… จากนั้น… ฉันได้ยินมาว่าราชันย์เทพยุทธ์เหมันต์เยือกแข็งเป็นสตรีที่งดงามหาใดเปรียบ ฉันคนนี้จะแย่งชิงเธอมาเป็นทาสสวาทบนเตียงให้ได้เลย!”
“นั่นก็ไม่เกินจริง ถ้างั้นพ่อจะช่วยเจ้าในการนำตัวราชันย์เทพยุทธ์เหมันต์เยือกแข็งมาแล้วกัน”
โจวหยงหัวเราะเสียงดัง
“ขอบคุณมาก ๆ เลยครับท่านพ่อ!”
โจวอวิ๋นดูจะมีความสุขมากขึ้นไปอีกพร้อมกับกล่าวขอบคุณอย่างรวดเร็ว
จากนั้น
ทั้งสองพ่อลูกก็เยินยอกันต่ออีกสักพักขณะจัดการพื้นที่เกิดเหตุเมื่อครู่ พวกเขานำสมบัติจากในถุงเก็บของของผู้ปลุกพลังโชคร้ายก่อนหน้าออกมา และกลับไปซุ่มซ่อนที่เดิมเพื่อรอเหยื่อคนต่อไป
…
อีกฟากหนึ่ง
ฉู่โม่วได้เดินทางมาถึงสะพานสายรุ้งเส้นที่เจ็ดแล้ว
ตรงหน้าศพของสัตว์อสูรยักษ์ เขาค่อย ๆ ลืมตาขึ้นอย่างเชื่องช้าภายหลังจากที่ฝึกฝนมากว่าชั่วโมงหนึ่งแล้ว
สะพานสายรุ้งเส้นที่สี่
ฉู่โม่วต้องเจอเข้ากับสัตว์อสูรมากมายที่มีระดับเทียบเท่าราชันย์ยุทธ์ระดับต้น เมื่อตอนที่สังหารพวกมันมาได้ เขาก็ได้รับหญ้าแห่งจิตวิญญาณที่หาได้ยากมาด้วย
ทว่า…
ในตอนที่ดาวดวงนั้นถูกทำลายมันกลับไม่มีผลึกทองพิสุทธิ์หมื่นดาราปรากฏออกมาให้เก็บ
สะพานสายรุ้งเส้นที่ห้า
เขาต้องเจอกับสัตว์อสูรระดับเดียวกับราชันย์ยุทธ์ระดับสูง ภายหลังจากที่ตัดหัวมันไปแล้วก็ได้ผลึกทองพิสุทธิ์หมื่นดาราขนาดเท่าไข่นกกระจอกเทศมาแทน
สะพานสายรุ้งเส้นที่หก
คราวนี้เป็นค่ายกลอสุรกายที่ต้องรีบหาทางปิดการทำงานของค่ายกลให้เร็วที่สุด แต่ด้วยพลังเนตรของฉู่โม่วที่แม้จะเป็นระดับ 3 แต่มันก็ช่วยทำให้สามารถมองเห็นร่องรอยของค่ายกลได้เป็นอย่างดี ทำให้เขาสามารถหยุดการทำงานของค่ายกลนี้ได้อย่างง่ายดายและรับสมบัติรางวัลประจำแบบทดสอบมา
หลังจากเปิดออกแล้ว ภายในกล่องรางวัลก็คือน้ำยาฟื้นฟูขวดหนึ่ง
พลังของยาขวดนี้ถือว่าทรงพลังมาก ๆ ตราบใดก็ตามที่ได้กลืนลงไป ไม่ว่าจะเป็นแผลที่ร้ายแรงขนาดไหน มันก็สามารถรักษาให้หายได้อย่างรวดเร็ว พร้อมทั้งเพิ่มกำลังวังชาให้กลับมาพร้อมสู้ต่อได้อีกด้วย
นอกจากนี้ยังได้ผลึกทองพิสุทธิ์หมื่นดารามาอีกดวงหนึ่ง
ในส่วนของสะพานสายรุ้งเส้นที่เจ็ดที่ยืนอยู่หลังจากกำจัดสัตว์อสูรประจำบททดสอบไปแล้ว สิ่งที่ได้มาคือขวดน้ำยาปฐมกาลที่มีสสารลึกลับอัดแน่นอยู่
เมื่อดื่มมันลงไป และเริ่มฝึกฝนกระบวนท่า พละกำลังได้เพิ่มขึ้นมาอีก 2 พลังมังกร
“33 พลังมังกร!”
เมื่อรับรู้ได้ถึงพลังที่พลุ่งพล่านอยู่ในร่างกาย ฉู่โม่วก็พูดพึมพำออกมา
ในตอนนั้น
มิติที่เขาอยู่ก็เริ่มเกิดรอยแตกขึ้นมาแล้ว ในขณะเดียวกัน สะพานสายรุ้งที่พาเขามายังมิติแห่งนี้ก็แตกสลายและกลายเป็นผลึกทองพิสุทธิ์หมื่นดารามาอยู่ในมือด้วย!
“ได้เวลาไปยังสะพานสายรุ้งเส้นที่แปดแล้ว”
ชายหนุ่มเก็บผลึกทองพิสุทธิ์หมื่นดาราไปไว้ในมิติพกพา จากนั้นก็กระชับด้ามกระบี่สารทสังหารให้แน่นและเดินตรงไปยังสะพานเส้นถัดไป
…
สะพานสายรุ้งที่จะนำพาไปยังบททดสอบบทที่แปดปรากฏขึ้นด้านหน้า
หุ่นเชิดผู้ปลุกพลังที่แข็งแกร่งขั้นราชันย์ยุทธ์ระดับสูง!
“ตายซะ!”
ทันทีที่หุ่นเชิดเห็นฉู่โม่ว แววตาของมันก็แผ่จิตสังหารออกมาพร้อมกับร่างที่ขยับไปตามคำสั่งอย่างรวดเร็ว
ความเร็วของมันเร็วกว่าตนก่อน ๆ เยอะมาก ในชนิดที่ว่าเหมือนเป็นสายฟ้าฟาดที่พุ่งเข้ามาอย่างรวดเร็วจนฉู่โม่วยังมองไม่ทัน
ยิ่งไปกว่านั้น หุ่นเชิดตนนี้ยังห่อหุ้มด้วยอัตลักษณ์แห่งลมลึกลับอยู่ทั่วทั้งร่างอีกด้วย ทำให้ทั่วร่างปกคลุมไปด้วยใบมีดสายลมที่พร้อมจะตัดร่างศัตรูให้ขาดกระจายได้เพียงแค่สัมผัส
“หุ่นเชิดผู้ปลุกพลังที่มีความสามารถของอัตลักษณ์ธาตุลมงั้นเหรอ!?”
“แถมยังสูงถึง 30% เป็นอย่างต่ำอีก!”
ฉู่โม่วหรี่ตาลง
เขาได้ศิลาต้นกำเนิดมาเพิ่มอีกก้อนหนึ่งแล้ว!
นี่เป็นสิ่งที่ไม่คาดคิดมาก่อนเลย เพราะงั้นจึงยืนนิ่งอยู่ ณ ที่แห่งนี้อยู่นาน
พักใหญ่ ๆ ก็ได้สติกลับมาอีกครั้ง พร้อมกับความสบายใจที่ปรากฏขึ้นบนใบหน้า
‘ศิลาต้นกำเนิดบรรจุพลังของโลกเอาไว้ ในตอนนี้พรสวรรค์แห่งห้วงมิติของฉันก็อยู่ในระดับ 4 แล้ว… ฉันจะสามารถใช้โอกาสนี้พัฒนาพลังให้สูงขึ้นไปอีกได้ไหมนะ?’
คิดดังนั้น
ฉู่โม่วก็รีบถือศิลาต้นกำเนิดไว้ในมือ
เขาหลับตาลงและค่อย ๆ ใช้พรสวรรค์แห่งห้วงมิติในร่างเข้าผสานกับพลังที่อัดแน่นอยู่ในศิลาต้นกำเนิดในมือ
พรสวรรค์แห่งห้วงมิติที่อัดแน่นอยู่ภายในศิลาต้นกำเนิดนี้หนาแน่นมาก มันค่อย ๆ ผสานเข้ากับพลังที่อยู่ในร่างกาย
ด้วยการเหนี่ยวนำของฉู่โม่ว
ในชั่วพริบตา พลังที่มีมากมายมหาศาลในศิลาต้นกำเนิดที่หลอมรวมมาจากโลกใบเล็กที่ถูกทำลายก็ไหลท่วมร่างเติมเต็มร่างของชายหนุ่มทันที
“กลืนกิน!”
ฉู่โม่วไม่ปล่อยให้โอกาสผ่านไป เขารีบดูดกลืนพลังเหล่านี้มาเป็นความแข็งแกร่งของตน
เวลาผ่านไป
ยิ่งดูดกลืนพลังงานเหล่านี้มามากขึ้นเท่าไร พรสวรรค์แห่งห้วงมิติของเขาก็พัฒนามากขึ้นทุกขณะ
การดูดกลืนพลังและพัฒนาพลังเดิมของตนเองเช่นนี้ใช้เวลาอยู่พักใหญ่ ๆ เขาไม่สามารถเร่งความเร็วหรือหยุดมันกลางคันได้
ดังนั้นจึงไม่รู้ว่านานขนาดไหนแล้วที่เริ่มกลืนกินพลังเข้ามา
ฉู่โม่วยังคงปรับแต่งพรสวรรค์แห่งห้วงมิติ เพราะงั้นจึงนั่งเงียบ ๆ อยู่ที่เดิมไม่ขยับไปไหน ทว่าในตอนนี้หากมีคนอื่นมาเห็นละก็ พวกเขาจะรู้สึกว่าร่างของฉู่โม่วเสมือนเป็นเพียงภาพลวงตาเท่านั้น ราวกับ… เขาไม่มีตัวตนอยู่บนโลกใบนี้!
มันดูแปลกมาก ๆ
หนึ่งชั่วโมงผ่านไป
พลังงานที่หลั่งไหลมาจากศิลาต้นกำเนิดได้หายไปจนหมด และภาพลวงตารอบ ๆ ตัวก็หายไปจนหมดแล้วเช่นกัน
จะมีก็แต่…
รอยแยกสีดำบาง ๆ ที่ปรากฏอยู่รอบตัวที่หายไปช้าที่สุด
ใช้เวลาอีกครู่หนึ่ง
กว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่เหนือธรรมชาติจะหายไป
เขาลืมตาขึ้นในจังหวะนั้น
ภายในแววตาคู่นี้มีแสงส่องประกายน้อย ๆ ก่อนจะกลับเป็นแววตาปกติ
ไม่มีการรีรอ ฉู่โม่วตรวจสอบสถานะของตนเองในทันที
[เป้าหมาย : ฉู่โม่ว]
[ระดับร่างกาย : อสนีบาตคงกระพัน กายากระบี่เทวะ]
[พรสวรรค์ : พรสวรรค์วิชากระบี่ระดับดาราลับฟ้า, ธาตุลมระดับดาราลับฟ้า, ธาตุไฟระดับพิเศษ, ธาตุดินระดับพิเศษ, ธาตุเหล็กระดับพิเศษ, ธาตุไม้ระดับพิเศษ, พรสวรรค์แห่งห้วงมิติระดับพิเศษ, ธาตุน้ำระดับ 4, ธาตุมืดระดับ 4, พรสวรรค์แห่งห้วงเวลาระดับ 3, พลังเนตรระดับ 3]
“เรียบร้อย!”
“พรสวรรค์แห่งห้วงมิติของฉันพัฒนาขึ้นแล้ว!”

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ระบบกลืนกินพรสวรรค์