บทที่ 23 กลับมายังฐาน ส่งภารกิจ
หลังจากที่เฉินซีเวยออกไปแล้ว
ตรงด้านหลังของต้นไม้ใหญ่ที่อยู่ไม่ไกลจากจุดนั้นนัก ฉู่โม่วค่อย ๆ เดินออกมา
เขาเห็นเฉินซีเวยตื่นมาได้พักใหญ่ ๆ แล้ว แต่ไม่ได้ปรากฏตัวออกมา ตนเพียงแค่จับตามองอีกฝ่ายอยู่ใกล้ ๆ เท่านั้น
อันที่จริงฉู่โม่วอยากจะปรากฏตัวออกไปเช่นกัน
แต่เมื่อคิดถึงผลกระทบแล้ว สู้หลบอยู่ตรงนี้ยังจะดีเสียกว่า
นั่นก็เพราะเขามองว่านี่ยังไม่ใช่ช่วงเวลาเหมาะสมที่จะเปิดเผยความจริง และเรื่องนี้ยังค่อนข้างอธิบายยากอยู่
ยังไงเสียภายในใจของเฉินซีเวย เขาเองก็ยังเป็นเพียงคนธรรมดาคนหนึ่งที่ไม่ได้ฝึกฝนวรยุทธ์ใด ๆ
ขืนปรากฏตัวออกไปแสดงความแข็งแกร่งให้เธอได้เห็น เกรงว่ามันจะสร้างผลกระทบที่รุนแรงให้กับจิตใจของเธอได้
ดังนั้นถ้าเอาให้ง่ายที่สุด เขาซ่อนเรื่องนี้ต่อไปก่อนดีกว่า ไว้มีจังหวะเหมาะสมจริง ๆ ค่อยพูดอย่างตรงไปตรงมากับเธอทีหลัง
“ตอนนี้เธอปลอดภัยก็ดีแล้ว ไหนจะยังมีซากสัตว์อสูรที่ฉันทิ้งไว้ให้ แล้วก็ความแข็งแกร่งที่ติดตัวเธอมาตั้งแต่กำเนิดอีก อย่างน้อย ๆ ในภารกิจนี้เธอก็น่าจะครองอันดับสามได้แล้ว”
“เพราะฉะนั้น…”
“ฉันเองก็กลับไปที่ฐานบ้างดีกว่า!”
คิดได้ดังนั้น ฉู่โม่วก็เริ่มเก็บของของเขาให้เข้าที่เข้าทาง ก่อนจะเริ่มเดินทางกลับไปยังฐานโดยตรง
และนับจากวันนั้น
นี่ก็ผ่านมาหนึ่งเดือนแล้วที่เขาออกมาเพื่อฝึกฝน
เรื่องราวตลอดหนึ่งเดือนนี้ เต็มไปด้วยการต่อสู้มากมายจนฉู่โม่วเริ่มจะลืมการใช้ชีวิตภายในฐานไปแล้ว
…
ช่วงกลางวัน
ฐานลู่หยาง บริเวณประตูทางเข้า
ในที่สุดฉู่โม่วก็เดินมาถึงที่ฐานเสียที
การที่ต้องเอาชีวิตรอดให้ได้ภายในหนึ่งเดือนนั้น มันทำเอาตัวเขาในตอนนี้เปรอะเปื้อนไปทั้งตัว แม้แต่เสื้อผ้ายังฉีกขาดอย่างกับคนป่า คิด ๆ ดูแล้วมันก็เป็นสภาพที่น่าอับอายอยู่เหมือนกัน
ทว่าผู้ฝึกยุทธ์ที่คอยดูแลประตูฐานนั้นไม่ได้หยุดเขาแต่อย่างใด ตรงกันข้าม คนเหล่านั้นกลับโค้งให้กับฉู่โม่วด้วยความเคารพด้วย
ณ โลกใบเดิมที่ทุกอย่างไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป
การที่ใครคนหนึ่งสามารถออกไปใช้ชีวิตอยู่ในป่าเป็นเวลานาน ๆ และสามารถกลับเข้ามาได้อย่างปลอดภัย นั่นหมายความว่าเขาคนนั้นจะต้องเป็นตัวตนที่กล้าแกร่งอย่างแน่นอน
และเพราะการมีอยู่ของเหล่าผู้ฝึกยุทธ์เหล่านี้ มนุษยชาติจึงสามารถเอาชีวิตรอดท่ามกลางอสูรร้ายนับหมื่นพันหลากชนิด และทวงคืนพื้นที่ของตนกลับมาได้
ใช่แล้ว
เพราะแบบนี้เหล่าผู้ฝึกยุทธ์ที่เสียสละเพื่อพวกตนจากการรุกรานของอสูร พวกเขาสมควรได้รับความเคารพจากมนุษย์คนอื่นทุกคน
ฉู่โม่วเองก็ได้รับเกียรติในฐานะผู้ฝึกยุทธ์จากพวกเขาเช่นกัน
หลังจากที่กลับเข้าไปในฐานแล้ว
บ้านคือจุดหมายเดียวที่ฉู่โม่วมุ่งหน้าไป
ทันทีที่เข้าบ้านได้ เขาก็ไม่รอช้าที่จะรีบอาบน้ำแล้วมุดหน้าเข้าหาเตียงนุ่ม ๆ ที่ห่างหายไปนาน
เมื่อไหร่ที่เช้าวันรุ่งขึ้นมาถึง เขาจะรีบตรงไปยังย่านยุทธภัณฑ์ต่ออย่างไม่รีรอ
…
ภายในโถงภารกิจ
ซูเสี่ยวเสี่ยวคอยจ้องมองไปยังด้านนอกตลอด แววตาของเธอเป็นประกายทุกครั้งที่เห็นเหล่าผู้ฝึกยุทธ์เดินเข้ามา
แต่เมื่อพบว่าผู้ที่เข้ามานั้นไม่ใช่ผู้ที่เธอกำลังรออยู่ แววตาที่สดใสก็จะริบหรี่ลงไปอีก
“สาวน้อย อย่ารอเลย เขาไม่กลับมาหรอก”
“นี่มันก็เดือนหนึ่งแล้วนะ ถ้าเขาจัดการเจ้าอสรพิษสองหัวนั่นได้จริง ๆ เขาคงจะกลับมาตั้งนานแล้ว”
“ยังไงซะอสรพิษสองหัวก็เป็นถึงสัตว์อสูรระดับ 2 ที่ขึ้นชื่อเรื่องความดุร้ายอยู่แล้ว ถ้าถูกกำจัดได้ง่าย ๆ มันคงไม่มีทางมีชีวิตรอดมาถึงตอนนี้ได้หรอก!”
“หรือบางทีเจ้านั่นอาจจะลืมเรื่องของเธอไปแล้วก็ได้”
ความหวังของเด็กสาวถูกย่ำยีด้วยกาลเวลา
ใบหน้าที่เศร้าหมองของเธอทำเอาผู้ฝึกยุทธ์หลาย ๆ คนที่ไม่สามารถทนใจดำได้ต้องรีบเข้ามาปลอบ
หนึ่งเดือนมานี้
ซูเสี่ยวเสี่ยวเอาแต่เฝ้ารออยู่ที่นี่ตลอดเวลา เธอคาดหวังว่าฉู่โม่วจะกลับมาทุกวัน และนำหัวใจของอสรพิษสองหัวมามอบให้
แต่ยิ่งเธอคาดหวังมากเท่าไหร่ เธอก็ยิ่งสิ้นหวังมากเท่านั้น
เวลาที่ล่วงเลยมา มันยิ่งทำให้อาการแม่เลี้ยงของเธอยิ่งทรุดลงไปมากขึ้นเรื่อย ๆ เธอทำได้แต่รอคนที่รับความหวังของตนเอง โดยไม่รู้ว่าเขาจะกลับมาเมื่อไหร่
‘เขาลืมจริง ๆ เหรอ…’
‘หรือว่า…’
‘เขาตายอยู่ในป่าไปแล้ว?’
ความคิดนี้จู่ ๆ ก็ปรากฏขึ้นมาในหัวของเธอ
‘ไม่มีทางน่า!’
เด็กสาวกัดริมฝีปากตนเองเพื่อไล่ความคิดแย่ ๆ ออกไป เธอเติมความมั่นใจให้แววตาขณะฮึดหวังขึ้นมาใหม่ “ไม่มีทางเด็ดขาด! เขาจะต้องกลับมา! แล้วก็จะต้องเอาหัวใจอสรพิษกลับมาให้ด้วยอย่างแน่นอน!”
รอบ ๆ ตัวเธอ…
เหล่าผู้ฝึกยุทธ์ที่เห็นดังนั้น ก็ได้แต่ส่ายหน้าและทอดถอนหายใจให้เธอ
ฉู่โม่วหันไปพยักหน้าให้ซูเสี่ยวเสี่ยว และเตรียมที่จะเดินออกไป
“อ๊ะ เดี๋ยวก่อนค่ะ!”
กระนั้นเด็กสาวก็รั้งฉู่โม่วไว้อีกครั้ง
“หือ? มีอะไรอีกงั้นเหรอ?”
ชายหนุ่มหันหน้าไปมองพร้อมถามด้วยคิ้วที่ขมวดแน่น
ซูเสี่ยวเสี่ยวกล่าวถามด้วยความระมัดระวัง “ต… ตอนที่คุณจะรับภารกิจของฉันไป คุณน่าจะได้ยินถึงข่าวลือที่บอกว่าไข่สัตว์อสูรใบนี้จะไม่สามารถฟักตัวได้… เอ่อ… เพราะงั้นแล้ว ขนาดได้ยินมาแบบนั้นทำไมถึงยังเลือกที่จะมารับภารกิจของฉันไปอีกเหรอคะ?”
นี่เป็นสิ่งที่ยังคงคาใจเธออยู่
ไม่จำเป็นต้องคิด ฉู่โม่วตอบกลับแทบจะทันที “ฉันแค่คิดว่าฉันช่วยได้น่ะ”
พูดไปเช่นนั้นแล้วเขาก็หันหน้าออกแล้วเดินจากไป
เหลือทิ้งไว้แต่สาวน้อยผู้กล่าวถาม
ซูเสี่ยวเสี่ยวนิ่งชะงักไปเพราะคำตอบของเขา
ตั้งแต่ที่โลกใบนี้เปลี่ยนแปลงไปจนไม่เหลือเค้าโครงเดิม สัตว์อสูรมากมายบุกเข้ามาทำลายอารยธรรมของมนุษย์จนยับเยิน รวมไปถึงสังคมมนุษย์เองก็พลอยเกิดความสั่นคลอนไปด้วย
พวกเขาเสียความเชื่อมั่นด้วยกันเองในหมู่มวลมนุษย์
คำว่า ‘ช่วย’ จึงกลายมาเป็นคำที่หาฟังได้ยากมาก ๆ จากปากของคนอื่น
ในตอนนี้เธอได้ยินถ้อยคำนั้นอีกครั้ง มันจึงทำให้ซูเสี่ยวเสี่ยวตกตะลึงไม่คลาย และทำให้เธอยากที่จะควบคุมตนเองไปได้พักใหญ่ ๆ เลยด้วย
มันนานมากแล้ว ตั้งแต่ที่น้าหยางผู้ที่รับเธอมาเลี้ยงเริ่มป่วยหนัก ซูเสี่ยวเสี่ยวก็ต้องคอยดูแลอีกฝ่ายอย่างสุดความสามารถมาตลอด ยามที่ได้รับความอ่อนโยนจากคนอื่นเช่นนี้ เธอจึงอดไม่ได้ที่จะหลั่งน้ำตาออกมา
“ฉันจะทำมันได้ไหมนะ…”
เธอบ่นพึมพำขณะก้มหน้าลง
แม้ว่าร่างของฉู่โม่วกำลังค่อย ๆ ไกลออกไป แต่ความยิ่งใหญ่ของเขากลับค่อย ๆ มีมากขึ้นและมากขึ้น
ภายในโถงภารกิจแห่งนี้
เหล่าผู้ฝึกยุทธ์คนอื่น ๆ ต่างกำลังหันมองฉู่โม่วด้วยความนับถือกันทั้งสิ้น
เขาสามารถกำจัดอสรพิษสองหัวที่เป็นสัตว์อสูรระดับ 2 ได้ด้วยตนเอง
ไม่ต้องสงสัยเลย
นี่หมายความว่าฉู่โม่วเป็นผู้ฝึกยุทธ์ที่อย่างน้อย ๆ วรยุทธ์ของเขาก็น่าจะอยู่ระดับสูงแล้ว!
และด้วยความแข็งแกร่งระดับนี้
ไม่ว่าจะเป็นใครก็ต้องมียำเกรงกันทั้งนั้น
…

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ระบบกลืนกินพรสวรรค์