บทที่ 236 มหาราชันย์เทพยุทธ์ และแนวชายฝั่งหมื่นกิโลเมตร!
จากนั้น…
ราชันย์เทพยุทธ์ก็บอกฉู่โม่วเกี่ยวกับข้อควรระวังกับแผนการต่อจากนี้เล็กน้อยแล้วเตรียมจะเดินออกไป
ในขณะนั้นเอง ชายหนุ่มนึกถึงเรื่องลำดับขั้นพลังทั้งเก้าที่ได้ฟังมาจากชายวัยกลางคนในชุดขาวที่พบอยู่ภายในเขตแดนลับสวรรค์ดาราลัย ซึ่งตัวเขารับรู้มาก่อนว่าลำดับขั้นพลังภายในดาวเคราะห์สีน้ำเงินมีเพียงแปดขั้นเท่านั้น ด้วยเหตุนี้จึงอดที่จะถามออกมาไม่ได้ “ท่านเจ้าวิหารครับ ผมสงสัยนิดหน่อยเกี่ยวกับเรื่องหนึ่ง ท่านเจ้าวิหารพอจะมีเวลาไขข้อสงสัยให้ได้ไหมครับ?”
“ว่ามา”
ราชันย์เทพยุทธ์หันกลับมาพูด
“ผมอยากจะถามถึงเรื่องระดับของเหล่าราชันย์เทพยุทธ์น่ะครับ”
ฉู่โม่วเปรย
เมื่อฟังคำเปรยนั้น ชิงชางก็กล่าวขึ้น “ได้สิ”
เขาเปิดหัวข้อประโยคไว้ก่อนจะค่อย ๆ อธิบายออกมา “ระดับของราชันย์เทพยุทธ์น่ะไม่ได้ขึ้นอยู่กับขั้นหรอกนะ แต่จะแบ่งตามพลังกายของแต่ละคน”
“ผู้ที่มีพลังกายต่ำกว่า 100,000 พลังมังกร จะนับเป็นราชันย์เทพยุทธ์ระดับ 1 ดาว เมื่อเพิ่มพลังได้ถึง 1-200,000 พลังมังกรจะถูกนับเป็นราชันย์เทพยุทธ์ระดับ 2 ดาว นับเช่นนี้ไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งถึงระดับ 9 ดาว”
“และเมื่อเข้าสู่ระดับ 9 ดาวหรือมากกว่า เมื่อไรที่พลังมีมากกว่า 1 ล้านพลังมังกร เขาจะถูกเรียกว่ามหาราชันย์เทพยุทธ์!”
1 ล้านพลังมังกร!
มหาราชันย์เทพยุทธ์!
ได้ยินเช่นนั้น ฉู่โม่วก็ตกตะลึงขึ้นมาทันที
ราชันย์เทพยุทธ์ที่แข็งแกร่งมากถึง 1 ล้านพลังมังกรจะมีพลังที่น่ากลัวขนาดไหนกัน?
เมื่อคิดตามดังนั้นจึงอดที่จะถามไม่ได้ “มีมนุษย์ที่แข็งแกร่งระดับสุดยอดแบบนั้นอยู่จริง ๆ เหรอครับ?”
“แน่นอนว่า… มี”
อีกฝ่ายพูดต่อด้วยรอยยิ้ม “ในเผ่าพันธุ์มนุษยชาติของพวกเรา ขั้นที่เก้า ก็คือมหาราชันย์เทพยุทธ์ พวกเขาเหล่านี้ล้วนเติบโตกันมาตั้งแต่ช่วงกลียุค เป็นตัวแทนของสวรรค์อันยิ่งใหญ่ การมีอยู่ของพวกเขา… คือความหวังของมนุษยชาติ!”
“พวกเขาเป็นมนุษย์ที่แข็งแกร่งท่ามกลางมนุษย์ด้วยกันเอง ทุกการตัดสินใจและการกระทำ เสมือนว่าเป็นตัวกำหนดชะตากรรมของผู้คนกว่าร้อยล้านคน! หากพลาดขึ้นมาจะมีมนุษย์อีกมากมายต้องตายจากการกระทำของพวกเขา!”
“เผ่าพันธุ์มนุษย์สามารถก้าวผ่านกลียุคมาได้อย่างรวดเร็ว ไม่ได้เป็นเพียงเพราะความช่วยเหลือของมนุษย์ถ้ำ แต่ยังเพราะบรรพบุรุษของพวกเราที่เป็นมหาราชันย์เทพยุทธ์เหล่านั้นด้วย และสิ่งนี้ถือเป็นเรื่องที่พูดได้อย่างถูกต้อง พวกเขากระจายตัวไปยังสุดยอดฐานต่าง ๆ เพื่อคอยควบคุมและปกครองการสร้างฐานเหล่านั้นให้เป็นไปได้ด้วยดี!”
“หากการมีอยู่ของราชันย์เทพยุทธ์เปรียบดั่งขุนเขาที่ทรงพลัง เช่นนั้นการมีอยู่ของเหล่ามหาราชันย์เทพยุทธ์ก็เปรียบดั่งแสงแห่งสวรรค์ที่คอยชี้นำมนุษย์!”
“พวกเขาชี้นำมนุษย์ให้พ้นจากความมืดที่กลืนกิน ขจัดขวากหนามและปัญหาที่จะทำให้มนุษย์เติบใหญ่ และนำทางไปสู่ยุคสมัยแห่งความรุ่งเรือง พวกเขาคือเกราะและพลังของพวกเราอย่างแท้จริง!”
หลังได้ฟังคำบอกเล่าของราชันย์เทพยุทธ์ชิงชาง หัวใจของฉู่โม่วก็สั่นสะท้าน ความตกตะลึงที่อธิบายไม่ได้ปรากฏขึ้นในแววตา
ในที่สุดเขาก็เข้าใจ
ว่าทำไมดาวเคราะห์สีน้ำเงินแห่งนี้ถึงมีเพียงแปดขั้น
แท้จริงแล้ว… ขั้นสุดยอดของราชันย์เทพยุทธ์ก็คือการเป็นมหาราชันย์เทพยุทธ์นี่เอง!
มีเพียงเหล่าราชันย์เทพยุทธ์ที่ยิ่งใหญ่เท่านั้นถึงจะได้ยืนอยู่บนจุดสูงสุดของดาวเคราะห์สีน้ำเงิน!
พวกเขาแต่ละคนล้วนมีพลังสูงกว่า 1 ล้านพลังมังกร แถมแต่ละคนยังเป็นผู้มีพรสวรรค์ยิ่งใหญ่ และเป็นผู้ที่โดนจับตามองจากทั่วทั้งดาวเคราะห์แห่งนี้!
ขั้นที่เก้าคือสิ่งนี้เองสินะ?!
ฉู่โม่วคิดอยู่ในใจ ภายในดวงตาปรากฏความรู้สึกซับซ้อนขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว
แต่ก่อนหน้านั้น…
ชายหนุ่มกำลังอิ่มเอมใจกับการขึ้นเป็นราชันย์ยุทธ์ได้มาหมาด ๆ เขารู้สึกว่าพลังในยามที่กระตุ้นมันได้สูงถึง 160,000 พลังมังกรจากกายาแบบพิเศษและการกระตุ้นลมปราณ ทำให้ได้พลังเพิ่มอีกสี่ร้อยเท่านั้นจะทำให้เป็นชายที่แข็งแกร่งมาก ๆ คนหนึ่งท่ามกลางมนุษยชาติแล้ว
ทว่าตอนนี้เข้าใจว่าพลังของเขาเป็นได้เพียงราชันย์เทพยุทธ์ระดับ 2 ดาวเท่านั้น
ถึงแม้ว่าจะดูน่าเกรงขาม แต่ในสายตาของราชันย์เทพยุทธ์ระดับ 9 ดาวหรือมหาราชันย์เทพยุทธ์ เขาไม่ได้ต่างอะไรกับมดที่ตัวใหญ่เท่านั้น
เมื่อเทียบกันแล้ว… ไม่ต่างอะไรกับการอยู่คนละโลกเลย
บางทีหากมีผู้ปลุกพลังคนอื่นรู้เรื่องนี้ด้วย พวกเขาอาจจะเกรงกลัวจนเลิกฝึกไปเลยก็ได้
แต่ฉู่โม่วไม่ใช่คนแบบนั้น
กลับกันภายในใจยังเกิดพลังงานที่ล้นเปี่ยมออกมาอีกด้วย
จากปากของราชันย์ต้าเหยี่ยนและบุคคลตรงหน้า ฉู่โม่วรู้อยู่แล้วว่านอกจากดาวเคราะห์สีน้ำเงินแล้ว ภายในจักรวาลอันกว้างใหญ่ มนุษยชาติเป็นเพียงจุดเล็ก ๆ ท่ามกลางเผ่าพันธุ์สิ่งมีชีวิตอื่น ๆ อีกนับหมื่นสายพันธุ์เท่านั้น
ดวงตาของชายหนุ่มเบิกกว้าง
ถึงแม้ว่ามหาราชันย์เทพยุทธ์จะแข็งแกร่งขนาดไหน แต่เขามีระบบกลืนกิน ซึ่งด้วยสิ่งนี้ก็มากพอที่จะทำให้อนาคตสดใสกว่าใคร ๆ และด้วยสิ่งนี้เอง ในอนาคตจะต้องแกร่งกว่ามหาราชันย์เทพยุทธ์ได้อย่างแน่นอน!
ถึงตอนนี้จะยังตามหลังอยู่มาก แต่ก็แค่ต้องใช้เวลาเท่านั้น
ฉู่โม่วเชื่อมั่น
ตราบใดที่ให้เวลากับตนเอง คงต้องใช้เวลาไม่นานเกินไปแน่ ๆ กว่าจะได้เป็นมหาราชันย์เทพยุทธ์ที่สามารถเดินเคียงข้างผู้ยิ่งใหญ่เหล่านี้ได้ หรือก้าวเดินไปยังจุดอื่น ๆ บนจักรวาลเพื่อเปิดทางสู่อนาคตอันสุกสกาวให้แก่มวลมนุษยชาติ
เมื่อถึงตอนนั้น
นั่นถึงจะเป็นเวทีที่แท้จริง!
คิดเช่นนั้น หัวใจก็เต้นโครมคราม มันถูกกระตุ้นด้วยความร้อนรุ่มมากมายนับไม่ถ้วน
แน่นอน…
เขาไม่ใช่คนทะเยอทะยานอะไรมากนัก
“ตั้งแต่กลียุค พวกเราต้องรับศึกหนักจากสัตว์อสูรที่ขึ้นมาจากชายฝั่ง ทำให้มนุษยชาติเสี่ยงสูญพันธุ์ ภายหลังจากที่ได้รับความช่วยเหลือจากมนุษย์ถ้ำ พวกเราก็ตอบโต้สัตว์อสูรพวกนั้นกลับไปอย่างยากลำบาก แต่ไม่ว่าอย่างไรไม่สามารถกำจัดสัตว์อสูรที่มาจากโพ้นทะเลได้หมดไม่ว่าจะพยายามขนาดไหนก็ตาม”
“ด้วยเหตุนี้ สุดยอดฐานจงไห่จึงตัดสินใจรักษาอาณาเขตบนชายฝั่งเอาไว้ และใช้แนวชายฝั่งนี้เป็นจุดยืนหยัดการป้องกันเต็มกำลังเป็นแนวยาวร่วมหมื่นกิโลเมตร!”
“นี่คือ… สมรภูมิป้องกันชายฝั่งครั้งแรกระหว่างมนุษย์กับสัตว์อสูร!”
ราชันย์เทพยุทธ์ชิงชางพูด “เกือบจะทุกวัน มีผู้ปลุกพลังจำนวนมากถูกส่งจากสุดยอดฐานหลายแห่งมาช่วยต่อสู้กับการรุกรานแนวชายฝั่งของสัตว์อสูรเหล่านี้ภายใต้แนวป้องกัน”
“มันถือเป็นความเสียหายที่หนักหนาเอาการ ชายฝั่งด้านนอกของฐานจงไห่ไม่ต่างอะไรกับเครื่องบดเนื้อยักษ์ ในปีหนึ่ง ๆ พวกเราต้องเสียทรัพยากรผู้ปลุกพลังไปไม่ต่ำกว่าล้านคน ไม่เว้นแม้กระทั่งผู้ปลุกพลังขั้นราชันย์เทพยุทธ์เองก็ด้วย สัตว์อสูรถูกกันออกไปด้านนอกฐานไว้ได้ด้วยน้ำพักน้ำแรงของพวกเราทั้งหมด โดยหวังว่าจะให้ลูกหลานรุ่นต่อ ๆ ไปเติบโตขึ้นมาอย่างแข็งแกร่ง!”
“แต่ถ้าสิ่งที่หวังไว้ไม่สำเร็จ บางทีพวกเรามนุษยชาติอาจจะต้องล่มสลายไปกับการโจมตีแนวชายฝั่งของสัตว์อสูรเข้าสักวัน!”
“แน่นอน… เพราะการป้องกันแนวชายฝั่งอย่างหนักหนาในสมัยก่อน ทำให้ปัจจุบันสุดยอดฐานจงไห่ยังคงยืนหยัดอยู่ได้ พวกเราเพียงแค่ส่งคนไปคอยดูแลบริเวณแนวรบนั้นบ่อย ๆ เพื่อตรวจสอบสถานการณ์ เผื่อว่าวันใดมีลางบอกเหตุว่าจะเกิดการโจมตีแนวชายฝั่งอีกรอบหนึ่ง พวกเราจะได้ส่งกำลังคนไปดักรอเพื่อซื้อเวลาให้กำลังเสริมมาสมทบได้ทัน…”
“การป้องกันชายฝั่ง ก็อย่างเช่นสิ่งที่ราชันย์เทพยุทธ์เหมันต์เยือกแข็งได้ทำอยู่อย่างเสมอ ๆ เมื่อออกไปปกป้องแนวชายฝั่ง”
พูดมาถึงตรงนี้
ราชันย์เทพยุทธ์ชิงชางหันมองฉู่โม่วก่อนจะพูดเสริมด้วยรอยยิ้ม “บางทีในอนาคต คุณอาจจะต้องไปประจำการอยู่ที่แนวชายฝั่งเข้าสักวันหนึ่งก็ได้”
…
ภายหลังจากที่ทำการร่ำลากับราชันย์เทพยุทธ์ชิงชางไปแล้ว ฉู่โม่วก็เดินทางกลับไปยังที่พักของตนด้วยหัวใจที่หนักอึ้ง
บทสนทนาที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ ทำให้ได้รับรู้ถึงความลับของมนุษยชาติมากมาย
โดยเฉพาะเรื่องแนวป้องกันชายฝั่งนั่น เป็นเรื่องที่ทำให้ตกใจมากจริง ๆ
กำแพงเหล็กกล้าที่ทอดยาวไปตามแนวชายฝั่งกว่าหมื่นกิโลเมตร มีผู้ปลุกพลังกว่าล้านคนประจำการอยู่ แต่ถึงอย่างนั้นยังทำให้ราชันย์เทพยุทธ์หลายคนยังต้องสยบให้กับแนวป้องกันนี้เพื่อรับมือกับสัตว์อสูรกว่าร้อยล้านตนที่ขึ้นมาจากผืนทะเล ไม่เกินจริงเลยหากจะเรียกชายฝั่งนี้ว่า… เครื่องบดเนื้อ!
ฉู่โม่วเข้าใจทุกอย่างหลังจากฟังเรื่องนี้จบแล้ว
นั่นก็คือสาเหตุที่ผู้ปลุกพลังอย่างราชันย์เทพยุทธ์ชิงชางต้องกระตือรือร้นขึ้นมาทุกครั้งเมื่อพูดถึงมนุษยชาติ
ตลอดเวลาที่ชายหนุ่มได้ฝึกฝนมาไม่เคยรู้สึกเลยว่ามนุษยชาติจะตกอยู่ในอันตราย
กลายเป็นว่า…
อันตรายที่แท้จริงไม่ได้อยู่บนพื้นดิน แต่เป็นท้องทะเลต่างหาก!
และที่คนอื่น ๆ ภายในฐานยังคงสามารถฝึกฝนกันได้อย่างปลอดัย ก็เป็นเพราะมีผู้คนอีกมากมายนับไม่ถ้วนที่คอยคุ้มกันพวกตนอยู่ที่แนวชายฝั่งโดยเอาชีวิตเข้าแลกต่างหาก!
“ต้องแข็งแกร่งมากขึ้น!”
“แข็งแกร่งให้มากกว่าทุกคน!”
“มีเพียงความแข็งแกร่งระดับสุดยอดเท่านั้นถึงจะคู่ควรแก่การอยู่เหนือทุกสรรพสิ่ง! สามารถบัญชาชะตาชีวิตตนเองได้! และเปลี่ยนแปลงชะตาชีวิตของมนุษยชาติทั้งหมด!”
เขาคิดกับตนเองและอดไม่ได้ที่จะกำหมัดแน่น

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ระบบกลืนกินพรสวรรค์