บทที่ 254 ลึกเข้าไปในเทือกเขา มอบหมายหน้าที่ ข่าวคราวของพรสวรรค์ธาตุมืด!
หลังจากส่ายหน้าไปมา เขาก็กำจัดความคิดยุ่งเหยิงออกไปจากหัว
แล้วเริ่มมองไปรอบ ๆ
จึงพบว่าที่นี่เป็นหุบเขา
หากดูจากแผนที่ ที่นี่อยู่ทางตอนเหนือของเมืองวั่งเฉิง เหนือสุดลึกเข้าไปในหุบเขา ซึ่งมีเพียงไม่กี่คนที่สามารถก้าวเข้ามาถึงที่แห่งนี้ได้ แม้แต่บนแผนที่ก็ไม่มีบันทึกทิศทางนี้เอาไว้
ผู้ปลุกพลังเผ่ามนุษย์ที่เคยมายังที่แห่งนี้ในสมัยแรกเริ่มคงไม่ได้ใส่ใจกับสถานที่แห่งนี้มากนัก
“จะมีร่องรอยอะไรอยู่ข้างในหุบเขาไหมนะ?”
ฉู่โม่วมองออกไปไกลพร้อมพึมพำ
เขาตัดสินใจสำรวจที่นี่
‘เพียงแค่ย่อขนาดของพื้นที่ลงเป็นหน่วยนิ้วแล้วก็สามารถย่นระยะเวลาในการเดินทางได้มหาศาล’
เมื่อคิดได้ดังนั้น
ฉู่โม่วก็ใช้พลังชั่วลัดนิ้วมืออีกครั้งทันที เขาก้าวเท้าออกไปหนึ่งก้าว จากนั้นเขาก็หายวับไปอย่างรวดเร็ว
ในเวลาไล่เลี่ยกัน
ฉู่โม่วก็ย่อระยะลงเป็นหนึ่งนิ้วสำเร็จ
เวลาผ่านไปครึ่งชั่วโมง เขาก็เดินทางทางมามากกว่าแสนกิโลเมตรลึกเข้าไปในหุบเขา
ณ ที่แห่งนี้
เขาสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของสัตว์อสูรจำนวนหนึ่งที่อยู่ในระดับขั้นราชันย์ยุทธ์
และที่นี่
เขายังไม่พบอะไรที่น่าสนใจ
ตอนที่ฉู่โม่วกำลังจะเดินทางต่อไปนั่นเอง
ทันใดนั้น
พลันมีพลังงานแปรปรวนบางอย่างมาจากทางด้านหน้า
“มีใครกำลังต่อสู้กันอยู่ด้านหน้า?”
สีหน้าของฉู่โม่วเปลี่ยนไป หลังจากที่ครุ่นคิดอยู่สักพัก เขาก็รีบมุ่งหน้าไปทางพลังงานนั้น
ในไม่ช้า
ฉู่โม่วก็ไปถึงที่หมาย
เมื่อสำรวจดูก็พบผู้ปลุกพลังในขั้นราชันย์ยุทธ์ระดับสูงกำลังต่อสู้อยู่กับสัตว์อสูรระดับ 7 ขั้นสูงอยู่ไม่ไกลออกไป
สัตว์อสูรระดับ 7 ตัวนี้ไม่ได้มีขนาดใหญ่มากนัก แต่พละกำลังของมันช่างน่าสะพรึงกลัว แถมยังว่องไวเป็นอย่างมาก
ฝ่ายผู้ปลุกพลังได้แต่ป้องกันเพียงอย่างเดียว และเขาก็ยังได้รับบาดเจ็บอย่างไม่ทันได้ตั้งตัว
จากสถานการณ์ตรงหน้า
หากเป็นเช่นนี้ต่อไป ผู้ปลุกพลังคนนี้คงต้องตายเป็นแน่
…
หัวใจของหวังเฉิงในตอนนี้เต็มไปด้วยความสิ้นหวัง
เมื่อวานนี้ เขายังคงฝึกฝนอยู่ในถ้ำ แต่กลับได้รับจดหมายจากเพื่อนของเขาที่ได้สมบัติมาจากเขตแดนลับ หลังจากนั้นข่าวคราวก็แพร่กระจายออกไป ทำให้กองกำลังมากมายต่างหมายปอง แถมยังไปเข้าตาแม้แต่ราชันย์ยุทธ์แห่งเงามืด
ราชันย์ยุทธ์แห่งเงามืดคือผู้ปลุกพลังในขั้นราชันย์ยุทธ์ระดับสูง แม้ว่าเขาจะเป็นเพียงแค่ผู้ปลุกพลังไร้สำนัก แต่คนคนนี้ก็สามารถปลุกพรสวรรค์แห่งความมืดที่หายากที่สุดขึ้นมาได้ เขาเชี่ยวชาญการลอบสังหารและกระทั่งสังหารราชันย์เทพยุทธ์มานักต่อนัก จนชื่อเสียงเลื่องลือไปทั่ว
ในคราวนี้ ราชันย์ยุทธ์แห่งเงามืดถึงกับเอ่ยปากว่าเขาต้องการสมบัติชิ้นนี้ และข่มขู่เพื่อนของเขาให้ไปนำสมบัติมาให้ภายในเวลาสามวัน ไม่เช่นนั้นก็อย่ามาหาว่าเขาโหดร้าย
เพื่อนของเขาต้องตายไปถึงเก้าครั้งเพียงเพื่อนำสมบัติชิ้นนี้ออกมาจากเขตแดนลึกลับ แน่นอนว่าเขาไม่ยอมปล่อยให้มันเป็นแบบนี้แน่ เขาจึงเชิญชวนเพื่อนหลาย ๆ คนมาด้วยหวังว่าจะหยุดราชันย์ยุทธ์แห่งเงามืดได้ และต้องได้สมบัติชิ้นใหญ่กลับไป
หวังเฉิงเคยได้รับการช่วยเหลือจากเพื่อนคนนี้มาก่อน เพราะต้องการทดแทนบุญคุณครั้งใหญ่นั้น จึงรีบออกเดินทางทันทีที่ได้ยินข่าว
แต่ใครจะไปคิด
ก่อนที่คนอื่น ๆ จะมาถึง เขาก็เผชิญหน้าเข้ากับสัตว์อสูรระดับ 7 อันน่าสะพรึงกลัวระหว่างทางและได้รับบาดเจ็บสาหัสอย่างไม่ทันได้เตรียมใจ
หากเป็นเช่นนี้ต่อไป
การมีชีวิตรอดออกไปก็แทบจะเป็นไปไม่ได้สำหรับเขา
แม้ความตาย
ไม่ใช่สิ่งที่หวังเฉิงหวาดกลัว
แต่หากไม่ใช่เพราะเพื่อนได้ช่วยเขาเอาไว้ เขาก็คงจะตายไปนานแล้ว
สิ่งที่เขากลัวนั่นคือการที่เขาจะไม่ได้ทดแทนบุญคุณไปจนตาย
แม้ว่าทุกคนต่างก็ฝึกฝนวิทยายุทธเพื่อตัวเอง แต่หวังเฉิงถือคติที่มุ่งมั่นอยู่ในหัวใจ นั่นก็คือความกตัญญูและการทดแทนบุญคุณ
เพราะอย่างนั้น
เขายังตายไม่ได้!
หวังเฉิงกัดฟันแน่น เคลื่อนไหวพละกำลังเฮือกสุดท้าย และต่อสู้กับอสูรตรงหน้า
แต่กระนั้น
เมื่อต้องเผชิญหน้ากับความห่างชั้นทางพละกำลัง ในไม่ช้าเขาก็ตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบอีกครั้ง
หลังจากนั้นไม่นาน
ฟุ่บ!
สัตว์อสูรพลันสังเกตเห็นจุดอ่อนของหวังเฉิง ภายในพริบตาเดียว มันก็ทะลวงผ่านการป้องกันของเขาและโจมตีหวังเฉิงจนหงายหลังไป
ในขณะเดียวกันนั้น
สัตว์อสูรก็โจมตีอีกครั้งโดยเล็งไปยังศีรษะของหวังเฉิง
“พี่เฉียน…”
“ดูเหมือนว่าฉันจะไม่ได้ไปตอบแทนบุญคุณซะแล้วสิ!”
เมื่อเห็นภาพนี้ หวังเฉิงก็อดถอนหายใจและคิดกับตัวเองไม่ได้
เขาหลับตาลงรอคอยความตายที่กำลังมาถึง
แต่ทว่า
ความเจ็บปวดที่จินตนาการเอาไว้กลับไม่เกิดขึ้น ทั้งยังมีเสียงดังขึ้นไม่ไกลออกไป
ซึ่งทำให้หวังเฉิงต้องประหลาดใจและลืมตาขึ้นมามอง
สิ่งที่เขาเห็นทำให้ต้องตกตะลึงยิ่งกว่าเก่า
เขามองเห็นร่างร่างหนึ่งยืนอยู่ตรงหน้า กำลังค่อย ๆ เอากระบี่ในมือกลับเข้าไปในฝัก
สัตว์อสูรที่เล่นงานเขาจนไม่อาจตอบโต้ได้ถูกฟันโดยปราณกระบี่อันน่าสะพรึงกลัวจนมันแยกออกเป็นสองส่วน ร่วงไปกองกับพื้นพร้อมกับฝนเลือดห่าใหญ่ทันที
“นี่มัน…”
เขาตะลึงงันไปชั่วขณะ
จนเวลาผ่านไปสักพัก ในที่สุดเขาก็ได้สติกลับมา เขารีบเดินไปตรงหน้าฉู่โม่วและกล่าวด้วยความเคารพ “ขอบคุณนายท่านที่ช่วยชีวิตกระผมไว้!”
“ไม่เป็นไร แค่เรื่องเล็กน้อยน่ะ”
ฉู่โม่วโบกมือและถามด้วยความประหลาดใจ “ที่นี่อยู่ใจกลางเทือกเขา ทำไมถึงมาต่อสู้กับสัตว์อสูรในที่อย่างนี้ได้?”
“คือ…”
เมื่อได้ยินดังนั้น หวังเฉิงก็ยิ้มแห้ง ๆ
แล้วเขาก็เล่าเรื่องราวทั้งหมดให้ฟัง
คนคนนี้จะตอบตกลงจริง ๆ !
ความตื่นเต้นดีใจปรากฏขึ้นบนใบหน้าของเขาทันที
แต่ในตอนนั้นเอง ฉู่โม่วก็พูดขึ้น “แต่… ฉันมีเงื่อนไข”
“คุณว่ามาเลย!”
“ไม่ว่าเป็นอะไร ผมก็จะทำแน่นอน!”
หวังเฉิงประกาศกร้าว
“ฉันไม่รู้จักพื้นที่บริเวณนี้ ในเมื่อนายอาศัยอยู่แถวนี้ นายคงจะรู้จักพื้นที่เป็นอย่างดี ฉันเลยจะให้นายวาดแผนที่ให้ รวมถึงพิกัดและสถานที่ทั้งหมดที่นายรู้จักด้วย”
ฉู่โม่วกล่าว
“ไม่มีปัญหา!”
หวังเฉิงตอบรับทันที
แล้วเขาก็หยิบกระดาษและปากกาออกมาจากถุงเก็บของและเริ่มวาดพื้นที่ที่รู้จักทันที
หนึ่งชั่วโมงหลังจากนั้น
เขาวาดแผนที่เสร็จสมบูรณ์และมอบมันให้กับฉู่โม่ว
ฉู่โม่วมองดูและพบว่า แม้ว่าขอบเขตของแผนที่จะไม่ได้ใหญ่เท่าของอวี่เฟิง แต่มันก็มีความแม่นยำสูงกว่ามาก และกระทั่งทำสัญลักษณ์ตำแหน่งของสัตว์อสูรที่ทรงพลังเอาไว้เป็นพิเศษให้ด้วย
ฉู่โม่วพยักหน้าด้วยความพึงพอใจ
เขาไม่ได้พูดอะไรอีก
แค่แผนที่ในมือเพียงอย่างเดียวก็ทำให้ฉู่โม่วพอใจไม่น้อยแล้ว
และในตอนนี้
หวังเฉิงเขียนจดหมายขึ้นมาและกล่าว “คือว่าเพื่อนของผมอยู่ในเมืองหยวนซาน ผมเขียนจดหมายนี้ไว้ พอคุณไปถึง ช่วยเอาไปมอบให้เขาด้วยเถอะ!”
ขณะที่พูด เขาก็ยื่นจดหมายให้ฉู่โม่ว
ฉู่โม่วมองดูและเก็บมันเข้าไปในพื้นที่เก็บของ
หลังจากที่ทำทุกอย่างเสร็จสิ้น
หวังเฉิงก็กล่าวขอบคุณอีกครั้ง
ฉู่โม่วพูดคุยกับเขาอีกเล็กน้อยและกำลังจะจากไป
แต่ก่อนที่จะออกเดินทาง เขาให้ยารักษาบาดแผลไว้สองขวดและจากไปโดยไม่รอให้หวังเฉิงได้พูดอะไร เขากลายร่างเป็นลำแสงและหายวับไปต่อหน้าต่อตา
“เร็วจริง ๆ”
เมื่อสัมผัสได้ถึงความเร็วอันน่าสะพรึงกลัวของฉู่โม่ว หวังเฉิงก็อดตกตะลึงไม่ได้ ทำให้เขามั่นใจในพละกำลังของฉู่โม่วมากขึ้นไปอีก
“ด้วยความช่วยเหลือของคนคนนี้ พี่เฉียนต้องแก้ปัญหาได้แน่ ๆ !”
เมื่อคิดได้ดังนั้น
เขาก็หันไปมองทิศทางที่ฉู่โม่วจากไป โค้งคำนับด้วยความเคารพ แล้วจึงเตรียมตัวตามหาที่ปลอดภัยเพื่อรักษาบาดแผล
…
ตอนนี้ฉู่โม่วอยู่ระหว่างทางไปยังเมืองหยวนซาน
ตามที่แผนที่ระบุไว้
เมืองหยวนซานอยู่ห่างออกไปหมื่นกิโลเมตร และอาจใช้เวลาสักพักกว่าจะเดินทางไปถึง
แต่ในตอนนั้นเอง ฉู่โม่วก็ใช้ชั่วลัดนิ้วมือและเดินทางไปได้ถึงพันห้าร้อยกิโลเมตรเพียงก้าวขาแค่หนึ่งครั้ง
จากนั้นไม่นาน
ในที่สุดเขาก็มาถึงเขตแดนของเมืองหยวนซาน

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ระบบกลืนกินพรสวรรค์