เข้าสู่ระบบผ่าน

ระบบกลืนกินพรสวรรค์ นิยาย บท 27

บทที่ 27 เฉินซีเวยได้อันดับที่หนึ่ง ฝึกฝนกระบี่วายุอสนีบาต!

ไม่นานนัก การจัดอันดับก็จบลง

เฉินซีเวย นักเรียนจากคลาสพิเศษของสถาบันอันดับหนึ่งแห่งฐานลู่หยาง ได้รับอันดับหนึ่งในภารกิจครั้งนี้ด้วยคะแนนสูงถึง 836 คะแนน!

คะแนนของเธอนี้ทำเอาทุกคนต้องพากันตกใจ

แม้ว่าตัวเฉินซีเวยจะได้รับยกย่องว่าเป็นอัจฉริยะแห่งฐานลู่หยางก็จริง แต่ศักยภาพที่เธอแสดงออกมาให้เห็นช่วงที่ผ่านมานี้กลับไม่ได้ถือว่าอยู่ในจุดสูงสุดเสียเท่าไหร่

เพราะนอกจากเธอแล้วยังมีกัวฉินที่ค่อนข้างจะโดดเด่นมากกว่า

ไม่ต้องพูดถึงภายในภารกิจเลย เธอเทียบสวี่กวงจากฐานฉางเฟิงที่เป็นอัจฉริยะที่แท้จริงแทบไม่ได้เลยด้วยซ้ำ

แต่ทั้ง ๆ ที่มีทั้งสองคนนี้อยู่ด้วย แต่ทำไมเฉินซีเวยถึงยังได้อันดับที่หนึ่งกันนะ?

ทุกคนต่างไม่เชื่อในสิ่งที่ได้ยินนี้

ทว่าหลังจากนั้น พวกเขาก็เริ่มเข้าใจได้ว่ามันเป็นเพราะอะไร

กัวฉินได้รับบาดเจ็บจากสวี่กวงระหว่างการทำภารกิจ ซึ่งถือได้ว่าทำให้เขาเสียเปรียบหนักยิ่งนัก เพราะทำให้ไม่สามารถล่าสัตว์อสูรตัวใหญ่เพื่อตามคนอื่น ๆ ให้ทันได้ และลำพังสิ่งที่มีอยู่ก่อนหน้าที่จะได้รับบาดเจ็บ มันก็ทำให้เขาได้เพียงลำดับที่ห้าเท่านั้น

ในขณะที่สวี่กวง…

เขาตายในภารกิจครั้งนี้ ขนาดที่แม้แต่ร่างยังหาไม่พบ

พลันเมื่อข่าวนี้แพร่ออกมา

สีหน้าของเหล่าผู้ฝึกยุทธ์จากทั้งสองฐานก็แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง

“เมื่อวันแรก หมอนี่ภาคภูมิใจอะไรนะ? น่าขันจริง!”

“ฉันจำได้นะ ตั้งแต่ต้นเลย ใช่สวี่กวงนั่นหรือเปล่านะที่ยืดอกพูดว่าพวกเราเป็นแค่มดปลวกน่ะ? ดูสิ กลายเป็นว่ามดปลวกอย่างพวกเรารอดตายกัน แต่หมอนั่นดันตายซะงั้น!”

“กล้าที่จะมาโจมตีผู้ฝึกยุทธ์จากฐานลู่หยางระหว่างทำภารกิจแล้วผลมันเป็นยังไงล่ะ? สมควรแล้ว!”

“พวกแกอย่าไปเยาะเย้ยเขาสิ! สวี่กวงก็เป็นอัจฉริยะจริง ๆ นั่นแหละ แต่ก็นะ ตอนนี้เป็นอดีตไปแล้ว ฮ่า ๆๆๆ!”

“ให้ตายเถอะน้า ถ้าไม่ทำตัวอวดเบ่งไว้ตั้งแต่แรก ฉันอาจจะยอมแสดงความเสียใจให้สักหน่อยแท้ ๆ”

“คิก คิก…”

เป็นฝั่งนักเรียนจากฐานลู่หยางที่ถือโอกาสนี้เยาะเย้ยกลับไปบ้าง

เมื่อตอนที่เริ่มภารกิจไล่ล่านี้ราว ๆ ครึ่งเดือนก่อน สวี่กวงเป็นฝ่ายพูดโอ้อวดว่าไม่มีใครสามารถเอาชนะตนได้ และทุกคนก็จำคำพูดของเขาไว้ได้แม่น

ตั้งแต่ตอนนั้น ภายในใจของนักเรียนจากฝั่งฐานลู่หยางก็เดือดเป็นฟืนเป็นไฟกันทุกคน เพียงแต่พวกเขาไม่โต้ตอบอะไรกลับไปเท่านั้น

ตลอดเวลาที่ภารกิจดำเนิน ก็มีอยู่หลายครั้งด้วยที่สวี่กวงนำเหล่าผู้ปลุกพลังจากฐานฉางเฟิงเข้ามาลอบทำร้ายคนของฐานลู่หยาง รวมไปถึงทำให้กัวฉินบาดเจ็บ ดังนั้นในตอนนี้ที่ทุกคนรู้ว่าสวี่กวงตายแล้ว มันจึงอดไม่ได้ที่พวกเขาจะระบายความโกรธเคืองออกมา

ซึ่งขณะเดียวกันนั้น

ทางฝั่งของผู้ฝึกยุทธ์จากฐานฉางเฟิงที่ได้ยินข่าวอันน่าหดหู่นี้ก็ดูหน้าซีดกันไปหมด

“สวี่กวงเป็นมือกระบี่ที่มีฝีมือเก่งกาจแท้ ๆ ด้วยฝีมือระดับที่หาตัวจับได้ยากนั่น ทำไมเขาถึงมาตายในภารกิจได้ล่ะ?”

“นี่มันเป็นไปไม่ได้หรอก!”

“เขาต้องยังไม่ตายแน่ ๆ! บางทีอาจจะแค่ลืมเวลาที่จะออกมาเฉย ๆ!”

“นั่นสิ! มันต้องเป็นแบบนั้นอยู่แล้ว!”

“ถ้าไม่เห็นศพ พวกเราก็ไม่เชื่อหรอกนะว่าเขาตาย!”

ทีมระดับสูงของฐานฉางเฟิงต่างพากันหัวเสีย ก่อนจะตัดสินใจนำผู้ฝึกยุทธ์ของพวกเขากลับเข้าไปในป่าใหญ่อีกครั้ง เพื่อตามหาร่างสวี่กวง

แต่ก็เท่านั้น…

ความพยายามของพวกเขาสูญเปล่า

เหล่าผู้ฝึกยุทธ์จากฐานฉางเฟิงที่เข้าไปในป่าจนวุ่นวาย แม้พวกเขาจะหายไปนานแต่สิ่งที่ได้มากลับเป็นความล้มเหลว และเมื่อมั่นใจแล้วว่าไม่มีทางเลือกอื่น พวกเขาทั้งหมดก็จำใจต้องถอนกำลังออกมา

ส่วนทางฝั่งของฐานลู่หยาง เหล่าผู้ฝึกยุทธ์ทั้งหลายต่างพากันไปห้อมล้อมกันอยู่ที่เฉินซีเวย พวกเขายินดีกับการที่เธอได้เป็นอันดับหนึ่งของภารกิจครั้งนี้

และแน่นอนว่าภายใต้การชื่นชมนี้ ทุกคนล้วนอิจฉาเธอ

การที่เฉินซีเวยได้อันดับหนึ่งในภารกิจ นั่นหมายถึงเธอจะได้รับรางวัลที่มากกว่าของรางวัลธรรมดาหลังจากที่กลับไปยังฐานแล้ว

นอกจากนี้ ยังเป็นเครื่องการันตีด้วยว่าหนทางในอนาคตของเธอคนนี้จะต้องรุ่งโรจน์อย่างแน่นอน

ไม่แปลกใจเลยหากคนอื่น ๆ จะมาตีสนิทกับเธอ

หากไม่ติดว่า…

เฉินซีเวยที่กำลังถูกสนอกสนใจนี้ ดูเหมือนจะไม่ได้มีสติอยู่กับตนเองเลย

เธอสามารถเอาอันดับที่หนึ่งมาครอบครองได้ ก็เพราะคนที่เข้ามาช่วยเธอไว้ได้ทิ้งกระเป๋าสัมภาระของสวี่กวงไว้ให้ก่อนจะจากไป

ไม่เช่นนั้น ลำพังเพียงสิ่งที่หามาได้จริง ๆ เต็มที่ เธอก็อาจเป็นได้มากสุดแค่อันดับสามเท่านั้น

ถึงตอนนี้เธอก็ยังไม่เข้าใจ

ทำไมคนคนนั้นถึงเลือกที่จะช่วยเธอ?

มีความจำเป็นอะไรหรือไง?

ภาพสถานการณ์ในตอนนั้นที่เล่นซ้ำในหัว มันเผยให้เห็นร่างที่มายืนมองเธอขณะที่กำลังอยู่ในช่วงวิกฤต แม้หัวใจจะอยู่ในสภาวะหวาดกลัว แต่ยังพอจำได้ว่าเธอคุ้นกับรูปร่างของอีกฝ่ายมากนัก

หญิงสาวพยายามกวาดสายตามองทุกคนที่เข้ามาหาเธอ เพื่อหาดูว่ามีคนที่มีรูปร่างคล้ายกันหรือเปล่า

แต่จนแล้วจนรอด เฉินซีเวยก็ไม่พบร่างที่เธอตั้งใจหา จนกระทั่งอาจารย์เข้ามาตามนักเรียนกลับขึ้นรถเพื่อจะออกจากจุดนี้

ในตอนนั้น

ภายในใจของเธอเกิดความรู้สึกโหวงเหวงขึ้นมาเล็กน้อย

ทว่าจากนั้นไม่นาน เธอก็หัวเราะกับตนเอง

“คลุ้มคลั่งดั่งวายุที่โหมกระพือ อุกอาจดุจวารีที่ทะลักไหล คมกระบี่ที่ปราดเปรียวเสียยิ่งกว่าคมกระบี่ เพลงกระบี่ที่ร้ายกาจเสียยิ่งกว่าอะไร ราวกับกระแสลมที่พัดผ่านไปยังอีกฟากฝั่งหนึ่ง กวาดกลืนทุกสิ่งอย่าง ทำให้ศัตรูไม่สามารถปัดป้องได้ด้วยความว่องไว เผยพลังที่แท้จริงในท้ายสุดและกำจัดศัตรูในชั่วพริบตา!”

แก่นแท้ของ ‘กระบี่วายุอสนีบาต’ ร่ายเรียงขึ้นมาในห้วงความคิด กระบี่ยาวในมือของฉู่โม่วเล่มนี้กวัดแกว่งได้รวดเร็วกว่ากระบี่เล่มอื่นยิ่งนัก และยิ่งมันเร็วมากขึ้นเท่าไหร่ มันยิ่งมีสภาพเหมือนสายลมที่โฉบเฉี่ยวไปมามากขึ้นเท่านั้น แสงจาง ๆ ที่กระทบกับกระบี่ที่ขยับไปมาอย่างรวดเร็ว มันถูกทิ้งไว้กลางอากาศในขณะที่กระบี่ย้ายที่ไปเรียบร้อยแล้ว

ฉู่โม่วยังคงเร่งความเร็วของมือที่ปาดกระบี่ให้เร็วขึ้นเรื่อย ๆ

และในตอนนี้มันก็เริ่มทำให้ฝุ่นดินบนพื้นลอยฟุ้งขึ้นมากันแล้ว

ครืน!

ตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้

การกระทำของฉู่โม่วทำให้เกิดเสียงราวกับฟ้ากำลังคำรามเบา ๆ ตลอดเวลาที่เขายังฟันกระบี่ในอากาศไปมา จิตสังหารมหาศาลพวยพุ่งออกมารอบ ๆ ตัวเขา ในตอนนี้มันเริ่มเกิดเสียงที่ดังราวกับว่ามิติกำลังจะแตกออกอยู่เป็นระยะ ๆ

จนกระทั่งจังหวะที่เขาตวัดกระบี่ไปด้านหน้า

คมกระบี่ที่สับลงกลางอากาศสร้างขุมพลังอันมหาศาลให้ระเบิดออก พลังเหล่านั้นรุนแรงและกระจายไปทั่วความเงียบสงบของป่า ก่อนจะสลายหายไปกับพื้น

จากนั้นไม่นานมันก็มีเสียง ‘ตึง’ ตามมา ต้นเสียงนั้นมาจากต้นไม้ใหญ่ตรงหน้าเขาที่จู่ ๆ ก็ล้มลง และกลายเป็นละอองฝุ่นขณะที่แน่นิ่งอยู่บนพื้น

กลุ่มควันขนาดใหญ่คลุ้งขึ้นมา

และเมื่อกลุ่มควันเหล่านี้กระจายออกจนกระทั่งไม่เหลืออะไรอีก เขาก็สามารถมองเห็นหลุมเหวลึกที่อยู่บริเวณปลายเท้ายิงยาวไปจนถึงจุดที่ต้นไม้ล้มหายลงไปเลย

พื้นดินภายในหลุมเหวดังกล่าวมีลักษณะเป็นเหมือนโคลนสลับกับดินนิ่ม ๆ ที่พร้อมจะละลายเป็นโคลนด้วย

นี่เป็นผลลัพธ์จากการระเบิดออกของพลังเมื่อครู่นี้ ฉู่โม่วที่รับรู้ได้เช่นนั้นก็ตกใจ ขนาดที่เผลอปล่อยกระบี่หลุดจากมือ และต้องค่อย ๆ ทำใจให้สงบอย่างต่อเนื่อง

“น… นี่น่ะเหรอพลังของกระบี่วายุอสนีบาต… ฉ… ฉันฝึกมันสำเร็จแล้วสินะ! ฉันสามารถใช้กระบวนท่านี้ได้แล้วใช่ไหม!”

“ลำพังแค่ท่านี้ท่าเดียวก็น่าจะมีพลังพอ ๆ กับพลังกายของฉันตอนนี้ แต่เพิ่มเป็นสองเท่าตัวเลยละมั้ง!”

“หากได้เผชิญหน้ากับสวี่กวงในตอนนี้ละก็… ฉันมั่นใจเลยว่าเขาจะต้องถูกฉันฆ่าภายในกระบวนท่าเดียวแน่ ๆ!”

“แต่…”

“มันยังไม่พอ!”

แววตาของฉู่โม่วมุ่งมั่นและพูดด้วยเสียงหนักแน่น

กระบวนท่ากระบี่วายุอสนีบาตนี้สำเร็จแล้วจริง ๆ และมันพูดได้เลยว่าทักษะวิชากระบี่ของฉู่โม่วนั้น เทียบเท่าได้กับความสำเร็จระดับสูงเลย

แต่ถึงอย่างนั้น

เขากลับรู้สึกว่าวิชากระบี่ของเขายังคงไม่สมบูรณ์

ไม่เพียงแค่เล็กน้อย แต่รู้สึกว่ามันยังขาดอยู่อีกมาก!

กระบี่ยาวถูกเก็บกลับไปในปลอกดังเดิม ระหว่างนั้นฉู่โม่วขมวดคิ้วยุ่ง ภายในหัวของเขาตอนนี้มีเรื่องราวของแก่นแท้กระบวนท่ากระบี่วายุอสนีบาตอยู่ เขาครุ่นคิดถึงมันอยู่ลับ ๆ ภายในใจ

ประวัติการอ่าน

No history.

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ระบบกลืนกินพรสวรรค์