เข้าสู่ระบบผ่าน

ระบบกลืนกินพรสวรรค์ นิยาย บท 286

บทที่ 286 พรสวรรค์แต่กำเนิดของเสี่ยวจิน, กลับมาพบกับหมัวซานซานอีกครั้ง

“เสี่ยวจิน แสงสีทองที่เปล่งออกจากตาของแกเมื่อกี้คืออะไรน่ะ?”

ฉู่โม่วที่นั่งอยู่บนหลังพญาหงส์ทองคำตัวยักษ์ถามขึ้นด้วยความอยากรู้

“เจ้านาย สิ่งนี้เป็นพลังแฝงที่มากับสายเลือดของข้า ภายหลังความบริสุทธิ์ทางสายเลือดจึงเพิ่มมากขึ้น มันเรียกว่า เนตรสวรรค์ทองคำ เมื่อใดก็ตามที่แสงสวรรค์นี้ทอดยาวออกไป สรรพสิ่งที่ถูกแสงสวรรค์อาบ หากสิ่งนั้นคือมลทิน พวกมันจะสลายไปด้วยพลังของแสงสวรรค์ขอรับ เป็นวิชาที่ทรงพลังมาก ๆ”

“ตัวข้าเองยังไม่ได้เข้าถึงวิชานี้ได้มากนัก เป็นเพราะข้าเพิ่งได้เรียนรู้มัน ถ้าข้ามีโอกาสได้ศึกษาและฝึกฝน พลังทำลายล้างของมันก็จะยิ่งรุนแรงมากขึ้นไปอีก”

เสี่ยวจินบอกฉู่โม่วไปตามตรง

เมื่อได้ยินดังนั้น ฉู่โม่วก็ประหลาดใจขึ้นมาเล็กน้อย

นี่แค่ระดับต้นเองนะ?

เขาเห็นชัดเจนว่าก่อนที่เนตรสวรรค์ทองคำจะโดนสัตว์อสูรตัวนั้น บรรยากาศโดยรอบนั้นก็ราวกับโดนชำระล้างไปด้วย และลำแสงที่พุ่งลงไปในน้ำยังทำให้น้ำบริเวณนั้นเดือดปุด ๆ อีกต่างหาก

ขนาดสัตว์อสูรระดับ 8 ยังสูญสลายไปอย่างง่ายดาย

ความรุนแรงขนาดนี้เป็นเพียงแค่ระดับต้นเท่านั้นเหรอ? สิ่งนี้ทำเอาฉู่โม่วรู้สึกประหลาดใจจริง ๆ

ไม่แปลกใจเลยว่าสัตว์อสูรทุกตนที่สามารถปลุกสายเลือดที่แท้จริงให้ตื่นได้ ทำไมจึงมีประสิทธิภาพในการเพิ่มความแข็งแกร่งสูงมากกว่าสัตว์อสูรทั่ว ๆ ไป

เป็นเรื่องจริงที่มีคำกล่าวว่าสัตว์อสูรเลือดบริสุทธิ์มีพลังพรสวรรค์เก่งกล้าพอที่จะท้าทายสวรรค์ได้ เมื่อเทียบกับสัตว์อสูรทั่ว ๆ ไปแล้ว พวกนั้นก็เหมือนกับหิ่งห้อยที่พยายามส่องแสงแข่งกับดวงจันทร์

“วิชานั้นแข็งแกร่งมาก แกฝึกฝนมันให้ดีก็แล้วกัน”

ฉู่โม่วพูดเตือน

“ขอรับ เจ้านาย”

เสี่ยวจินตอบรับอย่างมีความสุข นี่เป็นครั้งแรกเลยที่มันได้รับความชื่นชมจากผู้เป็นนายของตน

ภายหลังจากจัดการสัตว์อสูรได้แล้ว ฉู่โม่วและคนอื่น ๆ ก็เลือกที่จะพักผ่อนกันสักนิด ก่อนที่จะเดินทางต่อไป

แต่ทว่า

เพื่อป้องกันไม่ให้โดนสัตว์อสูรเข้ามารบกวนอีกครั้ง ฉู่โม่วจึงตัดสินใจปล่อยกลิ่นอายของเขาออกไปทั่วทั้งผืนน้ำ

ด้วยความแข็งแกร่งของเขาในตอนนี้

กลิ่นอายที่กลั่นจากพลังทั้งหมดที่มี มันเกือบจะเทียบเท่าได้กับราชันย์เทพยุทธ์ระดับ 6 ดาวได้แล้ว

ด้วยเหตุนี้ เหล่าสัตว์อสูรที่อยู่ในน้ำ ถึงแม้ว่ามันจะแข็งแกร่ง แต่หลังจากที่มันรับรู้ได้ถึงกลิ่นอายของฉู่โม่ว พวกมันก็หวาดกลัวและหนีไป

บางตนก็หนีไปอย่างไร้ทิศทาง

บางตนก็ดำดิ่งลงไปให้ลึกที่สุดเท่าที่จะทำได้ พร้อมกับไม่กล้าขยับเขยื้อนไปไหนอีก

พวกมันกลัวว่าจะกลายเป็นเป้าหมายของฉู่โม่วกันจนขี้หดตดหาย

ด้วยเหตุนี้ พวกเขาจึงสามารถข้ามทะเลสาบไท่หูที่กว้างใหญ่ไพศาลมาได้อย่างรวดเร็ว

จากนั้นพวกฉู่โม่วก็รีบมุ่งหน้าต่อไปอย่างไม่หยุดพัก จนกว่าจะถึงระยะทางที่คาดหมายไว้ เป็นเช่นนี้ไปจนกระทั่งเวลาผ่านไปห้าวัน ตอนนี้พวกเขาเข้าใกล้เขตฐานจินหลิงแล้ว

ฉู่โม่วยืนอยู่กลางอากาศ มองไปยังฐานจินหลิงที่อยู่ในระยะสายตา ชายหนุ่มอดไม่ได้ที่จะรู้สึกคิดถึงความหลัง เขามองมันอยู่พักใหญ่ ๆ

ถึงแม้ว่าเขาจะไม่ได้อยู่ที่นี่มาตั้งแต่เกิด แต่เขาก็ได้หลายสิ่งหลายอย่างในฐานแห่งนี้ ไม่ว่าจะเป็นคัมภีร์มังกรคชสารอมตะ แสงสวรรค์แห่งต้าเหยี่ยน วิชากระบี่ของเฉินซิงซิงหรือแม้แต่แผนที่ภาพลวงตาศักดิ์สิทธิ์ สิ่งต่าง ๆ มากมายเหล่านี้ช่วยทำให้ร่างกายและความแข็งแกร่งของเขาพัฒนาขึ้นมาก

นอกจากนี้

เขายังได้พบเจอกับผู้คนมากมายในที่แห่งนี้ ไม่ว่าจะเป็นช่ายเฟิง หมัวซานซาน หรือแม้จะเป็นการก่อตั้งตำหนักลับแห่งสวรรค์ด้วยตัวเองด้วย

‘ไม่ได้กลับมาที่นี่เสียนาน ไม่รู้ว่าตอนนี้จะเป็นยังไงบ้างแล้วแฮะ’

ฉู่โม่วคิดกับตนเอง

ด้วยเหตุนี้

ตอนนี้เขาพร้อมที่จะเข้าไปภายในฐานพร้อม ๆ กับเฉินซีเวยที่มาด้วยกันแล้ว

แต่ตอนนั้นเอง ฉู่โม่วก็รู้สึกได้ถึงกลิ่นอายที่คุ้นเคยอยู่ห่างจากเขาไม่ไกล

“อะไรน่ะ?”

เขาหรี่ตามองก่อนจะพูด “ซีเวย ไปดูกันเถอะว่าตรงนั้นมีอะไร”

ไกลออกไป

ภายในป่าใหญ่

หมัวซานซานกำลังต่อสู้ร่วมกับกลุ่มผู้ปลุกพลังโดยมีศัตรูเป็นสัตว์อสูรฝูงใหญ่ และดูเหมือนว่าการต่อสู้นี้จะหนักกว่าที่เธอคาดคิด

มันเป็นฝูงสัตว์อสูรที่มีจำนวนกว่าร้อยตัว ซึ่งแต่ละตัวก็แข็งแกร่งมาก ส่วนใหญ่เป็นระดับ 4 และมีบางส่วนที่แข็งแกร่งระดับ 5 เลย

ในตอนนี้ หมัวซานซานเป็นนายพลเมืองระดับสูงสุดแล้ว ในขณะที่ผู้ปลุกพลังรอบ ๆ ตัวเธอก็เป็นปรมาจารย์ยุทธ์และนายพลเมืองระดับกลางกัน แต่ถึงอย่างนั้น ด้วยจำนวนที่มีน้อยกว่า เมื่อต้องเจอกับสัตว์อสูรจำนวนมากที่ดุร้ายขนาดนี้ การจะสู้ให้ชนะทำได้ยากกว่าการกลายเป็นเหยื่ออันโอชะยิ่งนัก

แต่โชคยังดีที่พวกเขามีค่ายกลบางอย่างที่พอจะช่วยลดความเสียหายได้บ้าง ไม่เช่นนั้นแล้วคงไม่สามารถยืนหยัดมาได้จนถึงตอนนี้

การต่อสู้ที่ดูจะไม่เป็นต่อของฝั่งผู้ปลุกพลังนั้นดำเนินต่อมาเรื่อย ๆ จนกระทั่งร่างร่างหนึ่งทะยานออกมาจากป่าลึกที่อยู่ไม่ไกล

เจ้าของร่างนี้เป็นชายวัยกลางคน

ดูจากท่าทางของเขาแล้วดูจะเป็นคนใจเย็น แต่ทว่าในตอนนี้สีหน้าของเขากลับแสดงความวิตกกังวลอยู่ เขากำลังวิ่งพร้อมกับคอยหันกลับไปมองข้างหลังอยู่เรื่อย ๆ ราวกับว่ามีบางสิ่งบางอย่างที่น่ากลัวกำลังไล่ตามเขามาติด ๆ

ชายวัยกลางคนคนนั้นเข้ามายืนอยู่ข้าง ๆ หมัวซานซานพร้อมกับพูดด้วยน้ำเสียงตื่นตระหนก “นายหญิง ผมได้สิ่งนั้นมาอยู่ในมือแล้วครับ… แต่เมื่อตอนที่ผมนำสิ่งนี้ออกมา ผมเผอิญไปปลุกสัตว์อสูรอีกตนหนึ่งเข้า เพราะงั้นตอนนี้รีบถอนกำลังเถอะครับ!”

พูดเช่นนั้น

เขาก็หยิบเอากล่องหยกใบหนึ่งออกมาจากกระเป๋าเก็บของและส่งมันให้หมัวซานซานด้วย

“อะไรนะ!?”

“ทุกคน ถอนกำลัง!”

สีหน้าของหมัวซานซานเองก็เปลี่ยนไปในทันที หลังจากที่รู้ว่ามีสัตว์อสูรอีกตนตื่นจากการจำศีล เธอไม่แม้แต่จะเปิดดูสิ่งที่อยู่ในกล่องหยกนี้ และเก็บลงไปในกระเป๋าทันทีพร้อมกับเริ่มถอยออกจากจุดที่ยืน

แต่ในตอนนั้นเอง

“กรรรร!”

พื้นดินที่สั่นสะเทือนเป็นจังหวะฝีเท้า ซึ่งมาพร้อมกับเสียงคำรามที่เสมือนว่าป่าใหญ่นี้กำลังกู่ร้อง

ทุก ๆ ครั้งที่มันดังขึ้น

แรงสั่นสะเทือนบนพื้นดินก็จะยิ่งมากขึ้น

ไม่นานนัก ร่างของสัตว์อสูรที่สูงกว่าสามเมตรก็ทลายต้นไม้นับไม่ถ้วนและพุ่งออกมายืนเผชิญหน้าอยู่เบื้องหน้าทุกคน

มันเป็นหมีขนาดใหญ่ ถือเป็นสัตว์อสูรระดับ 3 ที่แข็งแกร่งเทียบเท่าได้กับจ้าวยุทธ์ ในตอนนี้ดวงตาของมันแดงก่ำ ทั่วทั้งร่างของมันปล่อยกลิ่นอายที่แสดงให้เห็นว่ามันกำลังโกรธเคืองอย่างมาก ใครก็ตามที่สบตาเข้ากับมัน สามารถสัมผัสได้ถึงความรู้สึกที่น่ากลัวสลักลึกลงไปถึงกระดูก

ต่อหน้าหมียักษ์ตนนี้ หมัวซานซานและผู้ปลุกพลังคนอื่น ๆ ต่างตระหนักได้เลยว่ามันไม่ใช่ศัตรูที่สามารถโค่นล้มได้ง่าย ๆ

ตอนนี้

เมื่อหมียักษ์เห็นหมัวซานซานและลูกทีมของเธอ มันก็ระเบิดความโกรธออกมาพร้อมวิ่งเข้าใส่

“นายหญิงครับ เจ้าหมีนี่มันไล่ตามผมมา เพราะงั้นผมจะลองหาทางหยุดหรือไม่ก็ล่อมันไปทางอื่นก่อน นายหญิงก็รีบใช้โอกาสนี้หนีไปก่อนเลยครับ!”

ชายวัยกลางคนแสดงสีหน้าจริงจังออกมาอีกครั้งพร้อมตะโกนบอกเสียงดัง

“ถ้าจะไปก็ไปด้วยกันสิ!”

สีหน้าของหมัวซานซานซีดเผือดพร้อมกับพูด

หากเธอไม่ทำอะไรสักอย่าง ท้ายสุดเธอก็จะตายโดยที่ไม่ได้ทำอะไรเลย

“ย้ากกกก!”

หมัวซานซานไม่ปล่อยเวลาให้สูญเปล่า เธอรีบพุ่งเข้าใส่สัตว์อสูรที่ห้อมล้อมเธอไว้เพื่อสังหารพวกมันลงทีละตัวอย่างรวดเร็วจนพื้นดินกลายเป็นหลุมขนาดใหญ่กลางวงล้อมของเหล่าสัตว์อสูร หลุมนั้นขยายตัวเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ จนมีสภาพคล้ายกับโดนัท

ด้วยโอกาสนี้

หมัวซานซานรีบดีดตัวเองออกมาจากวงล้อมในทันที

แต่ถึงอย่างนั้น สัตว์อสูรก็ยังไล่ล่าเธออย่างไม่หยุดยั้ง

ตลอดทางที่เธอต้องวิ่งหนี คือตลอดทางที่เธอต้องคอยกำจัดสัตว์อสูรที่พุ่งเข้าหาเธอด้วย

ในเวลาไม่นาน ทั่วทั้งร่างของหมัวซานซานก็เต็มไปด้วยบาดแผล

ด้านสัตว์อสูรที่ตามเธอมา มีหลายตนที่ถูกสังหารไป แต่ก็ยังมีมากกว่าสิบตนที่ยังไล่ล่าเธออยู่

ภายหลังจากที่หลบหนีมายังเส้นทางอื่นแล้ว หมัวซานซานก็ยังต้องฆ่าสัตว์อสูรที่โผล่ขึ้นมาอีกเป็นครั้งคราว จนกระทั่งเกิดบางอย่างขึ้นจนทำให้สีหน้าของเธอเปลี่ยนไป

“บ้าจริง!?”

“วิชาลับกำลังจะถึงขีดจำกัดแล้ว!”

สีหน้านั้นแสดงความสิ้นหวังออกมา

ในขณะที่ด้านหลังเธอ สัตว์อสูรอีกเจ็ดถึงแปดตนที่ตามเธอมาติด ๆ นั้นไม่ต่างจากยมทูต เมื่อไหร่ที่วิชาลับของเธอถึงขีดจำกัด เธอก็เป็นแค่หนูตัวหนึ่งที่เผลอ ๆ อาจจะเป็นหนูพิการที่ขยับไปไหนไม่ได้เสียด้วยซ้ำ และเมื่อถึงเวลานั้น สัตว์อสูรเหล่านี้ก็จะเข้ามาขย้ำเธอเป็นชิ้น ๆ

“มันเป็นความผิดของฉันเองที่โลภมากเกินไป!”

หมัวซานซานเริ่มหายใจลำบากขึ้น เธอเริ่มเสียใจที่เลือกกระทำการในครั้งนี้

มันเป็นเพราะเธอติดอยู่ในขั้นนายพลเมืองระดับสูงสุดมาพักใหญ่ ๆ แล้ว การที่เธอจะทลายขีดจำกัดและขึ้นเป็นจ้าวยุทธ์ได้โดยเร็วที่สุดนั้น เธอจำเป็นต้องใช้สมบัติแห่งโลกและสวรรค์ช่วย ภายหลังจากที่เธอศึกษาและค้นคว้าเจอว่าสมบัติชิ้นไหนสามารถช่วยเธอได้บ้าง เธอก็พบเข้ากับสมบัติแห่งโลกและสวรรค์ที่ถูกปกป้องโดยสัตว์อสูรระดับ 6 เข้า ซึ่งเอาตามตรงมันก็ถือว่าเกินฝีมือเธออยู่มาก ๆ

แต่เพราะตอนนั้น หมัวซานซานอยากจะก้าวผ่านสิ่งที่เธอเป็นอยู่ให้ได้

เพราะงั้นเธอจึงจัดทีมผู้ปลุกพลังขึ้นมาและออกคำสั่งให้ทีมพาเธอไปขโมยสมบัติแห่งโลกและสวรรค์ชิ้นนี้ด้วยกัน

ถึงแม้ว่าตอนนี้สมบัติแห่งโลกและสวรรค์ชิ้นดังกล่าวจะมาอยู่ในมือของเธอเรียบร้อยแล้ว แต่ก็ดูเหมือนว่าจุดจบของชีวิตเองก็มาถึงเธอแล้วด้วยเช่นกัน

ความรู้สึกที่เหมือนสมองกำลังขาดซึ่งสตินี้ ทำให้หมัวซานซานกัดริมฝีปากตนเองแรงจนกระทั่งเลือดไหลออกมา

ฉันยังไม่อยากตาย!

“กรรร!!”

สัตว์อสูรทั้งหลายตามเธอมาทันแล้ว มันง้างเขี้ยวเล็บหมายจะปลิดชีพเธอในทันที

เมื่อเห็นว่าตนเองกำลังจะต้องจบชีวิตลงด้วยการโจมตีของสัตว์อสูรเหล่านี้ ทั่วทั้งร่างก็แอบสั่นสะท้านออกมาโดยไม่สามารถหยุดได้

ซู่ม

ตอนนั้นเองพลันเกิดสายลมรุนแรงพัดผ่าน นำพาไอเย็นมหาศาลให้พวยพุ่งตามมาด้วย ยามที่ไอเย็นเหล่านั้นสัมผัสเข้าที่ร่างของสัตว์อสูร ร่างของพวกมันก็กลายเป็นน้ำแข็งก่อนจะแตกสลายกลายเป็นละอองเยือกแข็งเล็ก ๆ

“นี่มัน…”

ไม่รอให้หมัวซานซานสงสัย

ร่างของคนสองคนก็ตกลงมาจากฟากฟ้าไม่ไกลจากเธอนัก พร้อมกับคนที่เข้ามาหาเธอด้วย

หนึ่งในสองร่างนั้น

หมัวซานซานคุ้นเคยเป็นอย่างดี

ประวัติการอ่าน

No history.

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ระบบกลืนกินพรสวรรค์