เข้าสู่ระบบผ่าน

ระบบกลืนกินพรสวรรค์ นิยาย บท 288

บทที่ 288 ความรุ่งเรืองของตำหนักลับแห่งสวรรค์ ชีวิตที่สงบดีกว่าความวุ่นวายเป็นไหน ๆ

ตำหนักลับแห่งสวรรค์ ภายในโถงหลัก

ฉู่โม่วและเฉินซีเวยได้รับการต้อนรับเป็นอย่างดีจากสวี่ชวน

“ผู้อาวุโสสวี่ ไม่ได้เจอกันตั้งนาน ในที่สุดคุณเองก็ได้เป็นจ้าวยุทธ์จริง ๆ แล้วสินะครับ!”

พวกเขานั่งอยู่บนโซฟาต้อนรับภายในโถงดังกล่าว ฉู่โม่วพูดขึ้นพร้อมกับยิ้มน้อย ๆ

“ต้องขอบคุณท่านเจ้าตำหนักนั่นแหละครับ หากไม่ใช่เพราะท่านได้ทิ้งวัตถุดิบมากมายไว้ก่อนจะออกไป ตัวฉันเองก็ไม่อาจจะก้าวขึ้นเป็นจ้าวยุทธ์ได้ง่าย ๆ ในเวลาอันสั้นแบบนี้หรอก!” สวี่ชวนพูดด้วยความนับถือพร้อมกับยิ้มออกมา

ชายหนุ่มส่ายหน้า ก่อนจะถามถึงช่ายเฟิง เพราะในวันนี้เขายังไม่เจอช่ายเฟิงอยู่ในตำหนักแห่งนี้เลย

“ท่านเจ้าตำหนักช่ายเฟิงเดินทางไปยังฐานย่อยที่อยู่ใกล้ ๆ เมื่อไม่กี่วันก่อนครับ เห็นว่าจะไปสร้างสาขาย่อยของตำหนักลับแห่งสวรรค์ที่นั่น… อืมม ข้าคิดว่าอีกไม่นานเขาก็น่าจะกลับมาแล้วละ”

สวี่ชวนพูดตอบ

“สาขาย่อยของตำหนักลับแห่งสวรรค์เหรอครับ?”

ได้ยินเช่นนั้นฉู่โม่วก็รู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย

“ท่านเจ้าตำหนักยังไม่รู้สินะครับ ตั้งแต่ที่ท่านจากฐานจินหลิงไป ด้วยชื่อเสียงที่ท่านได้สร้างไว้ จึงทำให้เหล่าตระกูลหลักทั้ง สามและหอการค้าหยกแก้วไม่กล้ามาก้าวก่าย แถมพวกเขายังร่วมมือกับพวกเราอีกด้วย ดังนั้นแล้วการพัฒนาตำหนักลับแห่งสวรรค์นี้จึงเป็นไปได้อย่างรวดเร็ว ไม่เพียงแต่เราได้ร่วมทุนกับหลาย ๆ อุตสาหกรรม แต่พวกเรายังกระตุ้นให้เหล่าผู้ที่มีพลังวรยุทธ์ต่ำเข้ามารวมตัวกันที่นี่ด้วย”

“จากแต่เดิมที่เรามีนายพลเมืองราว ๆ สิบสามคนเท่านั้นกับที่เหลือเป็นผู้ปลุกพลังทั่ว ๆ ไป แต่ในตอนนี้เรามีเหล่านายพลเมืองกว่าหกสิบคนแล้ว แถมยังมีผู้ปลุกพลังระดับอื่น ๆ อีกเกือบพันคน เพราะงั้นแล้ว ตอนนี้ถือว่าพวกเราเจริญรุ่งเรืองมาก ๆ เลยก็ว่าได้ครับ”

“แต่ทว่า… ภายหลังจากที่พัฒนาเติบโตไปได้ระดับหนึ่งแล้ว ตำหนักลับแห่งสวรรค์เองก็ถึงจุดอิ่มตัว สำหรับฐานนี้ด้วยเช่นกัน เพราะเหล่าธุรกิจอุตสาหกรรมต่าง ๆ ภายในฐานขนาดใหญ่มันค่อนข้างจะลงตัวกันหมดแล้ว เลยยากที่จะทลายจุดอิ่มตัวนี้ ดังนั้นพวกเราเลยตัดสินใจที่จะไปสร้างสาขาย่อยที่ฐานขนาดกลางและเล็กที่อยู่ในละแวกนี้แทน ทั้งนี้ก็เพื่อขยายชื่อเสียงของตำหนักลับแห่งสวรรค์ และอีกเหตุผลหนึ่งก็เพื่อนำเหล่าผู้ปลุกพลังที่ขาดโอกาสมาช่วยพัฒนาความแข็งแกร่งให้พวกเขา”

สวี่ชวนอธิบาย

“แบบนี้นี่เอง”

ฉู่โม่วพยักหน้าแล้วยิ้มออกมา “การที่ตำหนักลับแห่งสวรรค์พัฒนามาได้ขนาดนี้ เป็นเพราะความสามารถและความร่วมมือของพวกคุณจริง ๆ ผม… ดีใจมาก ๆ เลยครับ”

“ขอบคุณสำหรับคำชมครับ ท่านเจ้าตำหนัก”

สวี่ชวนที่โดนชมเองก็รู้สึกดีเช่นกัน

ขณะที่ทั้งสองกำลังคุยกันอยู่นั้นเอง

จู่ ๆ ร่างหนึ่งก็รีบพุ่งพรวดเข้ามา หลังจากที่เขาเห็นแล้วว่าผู้ที่อยู่ในห้องนี้เป็นฉู่โม่วจริง ๆ ดวงตาของเขาก็เป็นประกายออกมาพร้อมกับก้าวเท้าเร็วไปทำความเคารพชายหนุ่มด้วยความดีใจ “ช่ายเฟิง ทำความเคารพท่านเจ้าตำหนักครับ!”

ฉู่โม่วหันไปมองแล้วก็พบว่าผู้ที่เข้ามานั้นคือช่ายเฟิงที่เพิ่งพูดถึงไปเมื่อครู่นี้เอง!

แต่เดิมแล้วเขาตั้งใจจะมาตรวจดูว่ามีสาขาย่อยอยู่ในฐานเล็ก ๆ ที่ไหนบ้าง เพื่อจะได้นำคนจากสาขาหลักไปช่วยดูแลที่นั่น

ทว่าเมื่อเขามาถึงสาขาหลัก เขาก็ได้ยินจากเหล่าผู้ปลุกพลังภายในตำหนักพูดกันว่าท่านเจ้าตำหนักฉู่โม่วกลับมาแล้ว เพราะงั้นเขาถึงได้รีบมุ่งหน้ามายังโถงหลักนี้ทันที

“แหม ๆ ทำความเคารพอะไรกัน”

“ฉันไม่ได้เป็นเจ้าตำหนักแล้ว คนที่เป็นเจ้าตำหนักตอนนี้น่ะคือช่ายเฟิงต่างหาก ไม่ต้องสุภาพขนาดนั้นก็ได้”

ฉู่โม่วพูดพร้อมรอยยิ้ม

“แม้ว่าท่านเจ้าตำหนักจะสละตำแหน่งแล้ว แต่ภายในใจของช่ายเฟิงผู้นี้ ท่านฉู่ยังคงเป็นเจ้าตำหนักตำหนักลับแห่งสวรรค์อยู่เสมอครับ!”

ช่ายเฟิงพูดด้วยความเคารพ

“ช่ายเฟิง ไม่เจอกันนาน ไม่คิดเลยว่านายจะเรียนรู้การเยินยอแบบนี้มาด้วย ดูไม่เหมือนช่ายเฟิงที่ฉันรู้จักเลยนะเนี่ย ฮ่า ๆ ๆ” ฉู่โม่วยังคงยิ้มแย้ม

“เรื่องของท่านฉู่นี้ทุกคนย่อมรู้ดีอยู่แล้วครับ มันเป็นเรื่องจริงที่ผมเองก็ต้องยอมรับ”

ช่ายเฟิงรีบตอบ

“นายนี่มัน…”

ฉู่โม่วชี้ไปที่อีกฝ่าย

ขณะเดียวกัน ช่ายเฟิงก็ทำได้เพียงยิ้มแล้วก็เกาหัว

ภาพนี้หากเรียกให้ผู้ปลุกพลังนอกตำหนักมาดู พวกเขาคงจะต้องตกตะลึงเป็นอย่างมากแน่ ๆ เพราะในสายตาของพวกเขา เจ้าตำหนักผู้นี้มักจะทำสีหน้าหนักแน่นและเงียบขรึมอยู่เสมอ ไม่มีทางเลยที่จะได้เห็นรอยยิ้มเช่นนี้ แบบนี้จะไม่ให้ประหลาดใจได้อย่างไร?

ระหว่างที่พูดคุยกัน เวลาก็เดินไปอย่างรวดเร็ว

เพียงไม่นาน เวลาตกเย็นก็ดำเนินมาถึง

และในตอนนี้

จู่ ๆ ก็มีผู้ปลุกพลังคนหนึ่งนำข่าวเข้ามารายงาน บอกว่าผู้อาวุโสของสามตระกูลใหญ่กับผู้อาวุโสตระกูลหมัวของพันธมิตรการค้าหยกแก้วส่งคำเชิญมายังฉู่โม่วเพื่อเชิญเขาไปงานเลี้ยง

ตอนแรกนั้นฉู่โม่วตั้งใจจะปฏิเสธไป

อันที่จริงเขาก็มักจะปฏิเสธการเข้าร่วมงานเลี้ยงต่าง ๆ อยู่แล้ว

แต่เมื่อมาคิดดูดี ๆ

การที่ตำหนักลับแห่งสวรรค์สามารถเติบใหญ่ขึ้นมาได้อย่างราบรื่นและกลายเป็นหนึ่งในตำหนักที่มีชื่อเสียงในฐานขนาดใหญ่นี้ได้ ส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะพวกเขาทั้งหลายช่วยกันสนับสนุน ดังนั้นในเมื่อเจ้าตัวส่งคำเชิญมาถึงขนาดนี้ หากปฏิเสธไปคงจะทำให้เขาเสียหน้า

ด้วยเหตุนี้เขาจึงตอบตกลงไป

สถานที่จัดงานเลี้ยงคือชั้นบนสุดของอาคารหอการค้าหยกแก้ว

ในคืนนั้น ฉู่โม่วมุ่งหน้าไปงานเลี้ยงพร้อมกับเฉินซีเวย ช่ายเฟิงและสวี่ชวน

เมื่อฉู่โม่วไปถึง เหล่าผู้อาวุโสทั้งหลายก็มาถึงก่อนแล้ว และทันทีที่พวกเขาเห็นฉู่โม่ว ทั้งหมดก็พากันยืนขึ้นและทำความเคารพอย่างพร้อมเพรียงกันโดยเร็ว

“พวกเรามารอท่านแล้ว ยินดีที่ได้พบเจอครับ ท่านฉู่โม่ว!”

เสียงทักทายอย่างสามัคคีกันดังขึ้น

“พวกเราต่างก็ล้วนเห็นหน้าค่าตากันบ่อย ๆ อยู่แล้ว ไม่ต้องพิธีรีตองอะไรกันมากก็ได้… นั่งลงเถอะ”

ฉู่โม่วรีบโบกมือให้พวกเขานั่งลงทันที

ด้วยท่าทีใจเย็นและสบาย ๆ ของฉู่โม่วนี้ ทำให้เหล่าผู้อาวุโสเหล่านี้พากันโล่งอก และรู้สึกสนิทใจกับฉู่โม่วมากกว่าเดิม

พวกเขาแลกเปลี่ยนข้อมูลต่าง ๆ ซึ่งกันและกัน

โดยที่มีฉู่โม่วนั่งอยู่ ณ ตำแหน่งหลักที่ทุกคนสามารถพูดคุยได้

ส่วนเฉินซีเวยนั่งอยู่ข้าง ๆ

ผู้อาวุโสตระกูลหมัว หมัวหย่งอันและผู้อาวุโสอีกสามตระกูลนั่งขนาบซ้ายขวา ตามด้วยช่ายเฟิงและสวี่ชวนนั่งปิดท้าย

ผู้คนดื่มด่ำไปกับอาหารและการพูดคุย

หัวข้อสนทนาหลัก ๆ ที่ทุกคนอยากจะถามคือประสบการณ์ของฉู่โม่วที่ได้มาจากสุดยอดฐานจงไห่ ดังนั้นพวกเขาจึงมีเรื่องให้ถามมากมาย ซึ่งฉู่โม่วก็ไม่ได้ปิดบังอะไร แต่เลือกที่จะสุ่ม ๆ เรื่องที่เกิดขึ้นกับเขาออกมาพูดแทน

ถึงแม้ว่าเขาจะเล่าเรื่องมากมายราวกับมันเป็นเรื่องสบาย ๆ

แต่เรื่องเหล่านั้นกลับไม่ต่างอะไรกับนวนิยายที่เกินกว่าเหล่าผู้อาวุโสตระกูลใหญ่จะคาดคิด ภายในใจของเขา เสมือนว่าตนกำลังหลุดไปในโลกที่กว้างใหญ่ โดยที่ทุก ๆ แห่งบนโลกใบนั้นมีฉู่โม่วฝากรอยเท้าไว้หมดแล้ว ความอิจฉาในความสามารถของฉู่โม่วปรากฏขึ้นในใจของพวกเขาทุกคน

ชายชราเหล่านี้รู้กันดี

ว่าฉู่โม่วนั้นมีพรสวรรค์เลิศล้ำ และในอนาคตของเขา จะต้องมีเรื่องให้เชิดชูมากขึ้นไปอีกแน่

ผิดกับพวกเขาที่เหมือนจะเห็นบั้นปลายชีวิตของตนเองแล้ว ต่อให้พวกเขาจะหันมาฝึกฝนอีกครั้ง เต็มที่ก็เป็นได้แค่ขั้นราชันย์ยุทธ์เท่านั้น

เมื่อออกมาจากฐานจินหลิงแล้ว

ฉู่โม่วก็ไม่ได้ปล่อยเวลาสูญเปล่า เขารีบมุ่งหน้ากลับไปยังฐานลู่หยางต่อทันที

ไม่ได้กลับมาเยือนถิ่นเดิมนานนับปี

ต้องขอบคุณรอยแยกมิติที่เกิดขึ้นใกล้ ๆ ฐานเมื่อครั้งก่อนนู้น มันทำให้ฐานลู่หยาง ณ ตอนนี้เปลี่ยนแปลงไปมากตั้งแต่ที่ฉู่โม่วจากมา ไม่เพียงแต่ฐานแห่งนั้นจะได้ติดต่อกับฐานจินหลิงมากขึ้น แต่ยังก่อให้เกิดถนนแห่งธุรกิจที่รวมเอาฐานเล็ก ๆ หรือแม้แต่ฐานขนาดกลางเข้ามารวมกันในถนนเส้นนี้ด้วย ถือว่าเจริญรุ่งเรืองเป็นอย่างมาก

แม้แต่ที่ด้านนอกฐานเองก็ยังมีการติดตั้งค่ายกลขนาดใหญ่เอาไว้ด้วย

ถึงแม้ว่าค่ายกลนี้จะไม่ได้แข็งแกร่งอะไรมากนัก เต็มที่ก็รับการโจมตีของผู้ปลุกพลังระดับจอมยุทธ์ได้ แต่ก็ยังดีกว่าไม่มีอะไรป้องกันเลย ทำให้ผู้คนธรรมดาไม่ต้องกังวลเวลาจะเดินทางไปไหนมาไหนแล้วจะต้องพบเจอกับสัตว์อสูรระหว่างทางเหมือนแต่ก่อน

บนท้องถนน

ทุกซอกทุกมุม มีทั้งคนธรรมดาและผู้ปลุกพลังเดินกันไปมาพลุกพล่าน ไม่ว่าจะเดินเล่น หรือแค่เดินผ่านด้วยความเร่งรีบก็ตาม

ฉู่โม่วและเฉินซีเวยเดินจับมือกันไปตามถนนหนทางเฉกเช่นคู่รักทั่วไปที่พากันมาเดินเล่นบนท้องถนน

ถึงแม้ว่าฐานลู่หยางจะเปลี่ยนแปลงไปมาก

แต่บรรยากาศเดิม ๆ ก็ยังมีให้เห็นอยู่เรื่อย ๆ

อย่างเช่น บ้านที่เขาและเธอเคยอยู่ด้วยกัน หรือแม้แต่ตึกสูงรอบข้างที่ยังคงมีอยู่เช่นเดิม รวมถึงผู้ปลุกพลังบางคนที่เคยอยู่ที่นี่มาตั้งแต่เมื่อก่อนด้วย

เห็นได้ชัดเลยว่าส่วนใหญ่จะเป็นเหล่าชนชั้นสูงทั้งหลาย

“ที่รัก ฉันอยากกลับบ้านไปดูของข้างในน่ะ”

เฉินซีเวยพูดขึ้นด้วยความคาดหวัง

“ฉันเองก็อยากเหมือนกัน”

แน่นอนว่าฉู่โม่วนั้นไม่ปฏิเสธคำขอของเธออยู่แล้ว เขาตอบกลับด้วยรอยยิ้ม

จากนั้นทั้งสองก็เดินเข้าบ้านที่เคยอยู่ด้วยกันไป

ทุกสิ่งอย่างภายในนั้นยังคงอยู่ในสภาพเดิมเหมือนก่อนที่จะจากไป ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง เมื่อพวกเขาเข้าไปในตัวบ้าน ความทรงจำมากมายต่างก็หลั่งไหลเข้ามาภายในจิตใจ

“อ๊ะ ดูสิ ดอกไม้ที่ฉันปลูกไว้ มันยังไม่ตายเลยแฮะ”

“นั่น! โต๊ะที่พวกเรามานั่งกินข้าวด้วยกันเป็นครั้งแรก แต่ตอนแรกเลยนายไม่มีทีท่าว่าจะกินอาหารที่ฉันทำเลยสักนิด นี่! ตรงนี้ที่นายเคยปาจานข้าวที่ฉันทำใส่โต๊ะจนมันแตกแล้วก็ทิ้งรอยไว้ อ๊า! ดูสิ รอยมันยังชัดอยู่เลย!”

“แล้วก็นี่ ที่รัก จำได้หรือเปล่า? ฉันเป็นคนซ่อมมันด้วยตัวเอง ตอนที่ย้ายเข้ามา… ตอนนั้นนายทำเจ้านี่พังไม่เป็นท่าเลย เพราะงั้นฉันเลยซ่อมแล้วเอากลับมาวางไว้ตรงนี้”

“แล้วก็โน่น…”

เฉินซีเวยระลึกความทรงจำต่าง ๆ ได้มากมาย ทุก ๆ ที่ที่เธอเดินผ่านไปภายในบ้าน และเจอสิ่งที่คุ้นเคย เธอก็จะเล่าเรื่องที่จำได้ออกมา รวมถึงแสดงแววตาที่หวนนึกถึงอดีตออกมาอย่างชัดเจนด้วย

ฟังสิ่งที่เธอเล่า ฉู่โม่วก็ไม่ได้พูดอะไร

เพียงแค่จับมือของเธอไว้ให้แน่น ๆ ราวกับว่าเขาจะไม่ยอมปล่อยมือจากเธอไปอีก

เมื่อสัมผัสได้ถึงแรงบีบที่ฝ่ามือ เฉินซีเวยก็หันมามองฉู่โม่ว

ในยามที่ดวงตาสองคู่สบมองกันเอง

แม้จะไม่มีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งพูดอะไรก่อน

แต่ในตอนนี้

ทั้งสองก็เข้าใจความรู้สึกของกันและกันได้เพียงแค่สบตา

ประวัติการอ่าน

No history.

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ระบบกลืนกินพรสวรรค์