บทที่ 30 แก้แค้น 10 ปีก็ยังไม่สาย!
ภายในห้อง
ฉู่โม่วและหมัวซานซานกำลังนั่งแลกเปลี่ยนประสบการณ์ด้านวรยุทธ์กัน
หลังจากได้พูดคุยแล้ว ฉู่โม่วก็ค้นพบว่าหมัวซานซานมีความเข้าใจในวิชากระบี่ที่ลึกล้ำมาก ๆ ยิ่งในบางเรื่อง เธอคนนี้ไม่ได้เข้าใจด้อยไปกว่าเขาที่ได้ทักษะวิชากระบี่ระดับสูงมาครอบครองเลย
“หมัวซานซาน ความเข้าใจในวิชากระบี่ของเธอนี่มันสุดยอดไปเลยนะ!”
“ด้วยความเข้าใจระดับนี้ อย่างน้อย เธอก็น่าจะเข้าขั้นคนครอบครองทักษะวิชากระบี่ระดับสูงด้วยเลยมั้ง!”
ถึงแม้ว่าหมัวซานซานจะไม่ได้เปิดเผยขั้นความเข้าใจของเธอให้ฉู่โม่วฟัง แต่จากเรื่องที่เล่า มันก็ทำให้เขาประหลาดใจได้ค่อนข้างมากอยู่
คำบอกเล่าและการชี้นำของเธอทำให้ฉู่โม่วมองทักษะวิชากระบี่ของตนขาดกว่าเดิม และมันถือเป็นประโยชน์แก่ตัวเขาเองมาก ๆ
หมัวซานซานเองก็ได้ทำความเข้าใจในทักษะของตัวเองมากขึ้นเช่นกันจากการพูดคุยครั้งนี้
ราวกับหินผาที่ช่วยลับคมหยกให้เข้าที่เข้าทางมากยิ่งขึ้น
แม้ว่าความเข้าใจในวิชากระบี่ของทั้งสองจะมีหนทางแตกต่างกัน แต่ไม่ว่าจะเส้นทางไหน พวกเขาก็มีจุดหมายเดียวกัน
เวลาโพล้เพล้มาถึง
เมื่อเห็นว่าราตรีกาลเริ่มปกคลุมท้องฟ้า ฉู่โม่วก็กล่าวคำลา
หมัวซานซานเดินมาส่งที่ประตูด้วยตัวเอง และยินดีหากเขาจะขอพบเธออีกครั้ง
ขณะที่กำลังเดินทางกลับ
ฉู่โม่วที่กำลังรำลึกถึงองค์ความรู้เกี่ยวกับกระบี่ที่เพิ่งแลกเปลี่ยนกับหมัวซานซานมาเมื่อครู่ ทันใดนั้นก็รู้สึกได้ถึงความเปลี่ยนแปลงจนต้องขมวดคิ้วขึ้นมา
แต่เพียงครู่เดียว… อารมณ์เขาก็มาเรียบเฉยดังปกติ
ชายหนุ่มยังคงเดินหน้าต่อไปอย่างใจเย็น
ที่ด้านหลังเขา
บนถนนอันเงียบเชียบ ผู้ฝึกยุทธ์ที่ดูดาษดื่นทั่วไปสองคนกำลังเดินตามหลังมาอยู่ไม่ไกลนัก
ทว่าเพียงแค่โค้งเดียว หลังจากที่ฉู่โม่วเลี้ยวเข้าไป ทั้งสองก็พบว่าฉู่โม่วที่เป็นเป้าหมายนั้นหายไปแล้ว! พวกเขาอดไม่ได้ที่จะหันมองกันและกันด้วยความประหลาดใจ
“พวกนายตามหาฉันอยู่เหรอ?”
ตอนนั้นเอง
เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นที่ด้านหลังทั้งสอง
“บ้าเอ๊ย พวกเราถูกเจอตัวแล้ว!”
“หนีก่อน!”
ผู้ฝึกยุทธ์ทั้งสองหน้าเปลี่ยนสี ไวเท่าความคิด พวกเขาเผ่นหนีไปในทันที
พวกเขารู้แล้วว่าเค่อเหนียนถูกฉู่โม่วฆ่าตายไป เพราะงั้นจึงไม่คิดว่าพวกตนจะสามารถประมือกับฉู่โม่วได้โดยที่ไม่กลายเป็นศพไปเสียก่อน
แต่ก็เท่านั้น…
เพราะแม้ว่าทั้งสองจะตอบสนองได้รวดเร็วขนาดไหน แต่เมื่ออยู่ต่อหน้าฉู่โม่วก็ยังถือว่าช้าไปอยู่ดี
“ย่างก้าวหมอกควัน!”
ร่างของฉู่โม่วที่ยืนอยู่กลายเป็นเพียงภาพลวงตา เขาไล่ตามผู้ฝึกยุทธ์ทั้งสองไปด้วยความเร็วที่เหนือกว่าได้อย่างง่ายดาย จากนั้นด้วยฝ่ามือของฉู่โม่วที่ยืนออกมา การเคลื่อนไหวของทั้งสองก็หยุดนิ่งไป
พวกเขาถูกชายหนุ่มบีบคอไว้แล้วยกลอยขึ้นจากพื้น
“พูดมาสิ ว่าใครส่งพวกนายมา?”
ฉู่โม่วถามด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ
แต่เพราะพวกเขาทั้งสองถูกบีบคอไว้ ทำให้ลำพังแค่หายใจ ยังลำบากกันมากแล้ว
แรงบีบที่กระชับคอพวกตนเข้ามามันเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เช่นเดียวกับความกลัวที่กำลังเพิ่มขึ้นอย่างไม่สิ้นสุด หนึ่งในทั้งสองคนจึงพูดด้วยเสียงตะกุกตะกัก “จ… โจว… ท่านโจวเฉิง แค่ก! ด… ได้โปรด ปล่อย…”
ก่อนที่อีกฝ่ายจะได้พูดจบ เสียงก็หยุดลงไปก่อน เนื่องจากฉู่โม่วเพิ่มแรงบีบในมือจนกระทั่งผู้ฝึกยุทธ์ที่น่าสงสารทั้งสองคอหักตายไปตาม ๆ กัน
“โจวเฉิง…”
ชายหนุ่มโยนร่างไร้วิญญาณทั้งสองร่างลงไปบนพื้น ก่อนทวนสิ่งที่ได้ยินมา ความพยาบาทเปี่ยมล้นพลันฉายชัดในแววตา
เมื่อครั้งก่อนที่โจวเฉิงส่งคนมาหมายจะฆ่า ตอนนั้นฉู่โม่วยังไม่มีฝีมือมากพอที่จะเผชิญหน้ากับโจวเฉิงโดยตรง เพราะงั้นจึงเลือกจะกำจัดคนที่อีกฝ่ายส่งมาแทน แล้วหนีไปฝึกฝนตนเองในป่าเสียก่อน
แต่ในตอนนี้
ทั้งที่ชายหนุ่มยังไม่ได้ตามหาตัวอีกฝ่ายเลยแท้ ๆ รู้ตัวอีกทีก็กลายเป็นผู้ถูกสะกดรอยตามไปก่อนแล้ว
“ก็เอาสิ!”
“ไหน ๆ ก็ไหน ๆ แล้ว ถือโอกาสนี้จัดการปัญหาเรื่องโจวเฉิงไปเลยดีกว่า!”
แก้แค้นสิบปีก็ยังไม่สาย! แต่จัดการมันซะตอนนี้เลยก็ไม่เร็วไปเช่นกัน!
คิดได้ดังนั้น ฉู่โม่วก็ไม่ลังเลอะไรอีก เขาออกวิ่งด้วยความเร็ว …มุ่งหน้าไปยังคฤหาสน์ของโจวเฉิงทันที
…
ขณะนั้น โจวเฉิงกำลังเดินไปเดินมาอยู่ภายในคฤหาสน์ ระหว่างรอให้ลูกน้องกลับมารายงานข่าวให้ฟังอยู่
และตอนนั้นเอง
“เหวอ!!”
เสียงร้องดังมาจากด้านนอก
สีหน้าของโจวเฉิงเปลี่ยนไปโดยพลันเมื่อได้ยิน เขาไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น จึงรีบวิ่งออกไปดูทันที
ได้ยินสิ่งที่ฉู่โม่วพูดออกมา ดวงตาของโจวเฉิงก็เปิดกว้างด้วยความไม่เชื่อ!
“เป็นไปได้ยังไงกัน!?”
เขาอุทาน “ก… แกคือฉู่โม่วจริง ๆ งั้นเหรอ!? ทำไมถึงเก่งขึ้นได้เร็วขนาดนี้? นี่มันเป็นไปไม่ได้!”
“อะไรเป็นไปไม่ได้ล่ะ?”
เด็กหนุ่มพูดเสียงเย็น “โลกนี้เต็มไปด้วยสิ่งเหนือความคาดหมาย อย่าเอาแต่มองอะไรในกะลาสิ เปิดตาเปิดใจ แล้วนายจะรู้เหมือนกันว่าโลกนี้มันกว้างใหญ่แค่ไหน!”
ฟังคำเย้ยหยั่นของอีกฝ่าย โจวเฉิงก็บันดาลโทสะขึ้นมาอีกครั้ง
ก่อนหน้านี้ราว ๆ หนึ่งเดือน เขาได้ส่งเค่อเหนียนไปหาอีกฝ่าย ถึงแม้ว่าฉู่โม่วจะฆ่าเค่อเหนียนด้วยตนเองและทิ้งศพเอาไว้ แต่ชายหนุ่มเลือกที่จะไม่มาฆ่าโจวเฉิงในทันที
บางทีอาจจะเป็นไปได้ว่า ตอนนั้นฉู่โม่วน่าจะแข็งแกร่งขั้นผู้ฝึกยุทธ์แล้ว แต่ยังไม่ถึงขนาดเขา จึงยังไม่ลงมืออะไรเพิ่ม
แต่ตอนนี้…
ทั้งกลิ่นอายและท่าทีของเจ้าหนุ่มคนนี้เปลี่ยนแปลงไปมาก เผลอ ๆ อาจจะไม่ได้ด้อยไปกว่าโจวเฉิงเลยด้วย!
ดีไม่ดีฉู่โม่วอาจจะเก่งกว่าด้วยซ้ำ!
เรื่องแบบนี้จะให้เชื่อได้อย่างไรกัน ทั้งที่ก่อนหน้านี้อีกฝ่ายยังเป็นคนที่ไม่สามารถฝึกวรยุทธ์ได้อยู่เลยแท้ ๆ แต่ในเวลาสั้น ๆ หลังจากที่ได้ฝึกฝน ก็สามารถทลายขีดจำกัดของร่างกายได้อย่างเร็ว และในตอนนี้กำลังพัฒนาขึ้นมาในระดับที่บางคนต้องใช้เวลาฝึกวรยุทธ์อยู่หลายปีแล้ว!
“ภายนอกฐาน ที่นั่นมีสมบัติโบราณถูกเก็บซ่อนไว้…”
จู่ ๆ โจวเฉิงก็คิดถึงเรื่องนี้ได้
“ใช่! ต้องใช่แน่ ๆ! มีเพียงสมบัติโบราณที่อัดแน่นไปด้วยพลังแห่งโลกและสวรรค์ที่ฉันเพิ่งค้นพบไม่นานนี้แน่ ๆ ที่จะมีพลังที่ทำได้ถึงขนาดนี้!”
“น่าเสียดายจริง ๆ!”
“ถ้าฉันรู้ว่าจะเป็นแบบนี้ ตอนนั้นฉันคงไม่ส่งเค่อเหนียนไปแล้วจัดการแกด้วยตัวเองตั้งแต่แรกก็ดี!”
คิดได้ดังนั้น ภายในใจของโจวเฉิงก็รู้สึกเสียใจขึ้นมา
แต่ตอนนี้มันสายไปแล้วที่จะมามัวเสียใจ!
ทั้งสองฝ่ายกระตุ้นพลังในร่างกายกันแล้ว ดูท่าการต่อสู้ในครั้งนี้จะไม่จบลงจนกว่าจะมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งล้มตายกันไปก่อนแน่ ๆ!
ก่อนทุกอย่างจะเริ่มต้นขึ้น สีหน้าที่เยือกเย็นของโจวเฉิงหันมองไปยังฉู่โม่วและกล่าวด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม “ฉันคิดว่าแกจะเป็นแค่หนอนแมลงตัวเล็กที่สามารถกำจัดไปได้ง่าย ๆ ไม่คิดเลย… ว่าวันนี้แกจะกลายเป็นเสี้ยนหนามที่ทิ่มแทงฉันได้ขนาดนี้!”
“แต่ก็ดี ในเมื่อแกอุตส่าห์มาหาถึงหน้าประตู ฉันก็จะช่วยฆ่าแกเอง!”
“ฉันจะใช้โอกาสฆ่าแกนี้ ผลักตัวเองให้ทะลวงผ่านขั้นผู้ฝึกยุทธ์ระดับสูง เผลอ ๆ ถ้าฆ่าแกได้ฉันอาจจะกลายเป็นขั้นจอมยุทธ์เลยก็ได้!”
สิ้นเสียง
โจวเฉิงก็เป็นฝ่ายเปิดฉากการต่อสู้ก่อน “ทรมานไปจนตายซะ!”
…

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ระบบกลืนกินพรสวรรค์