เข้าสู่ระบบผ่าน

ระบบกลืนกินพรสวรรค์ นิยาย บท 302

บทที่ 302 การประลองฟ้าอหังการ์ เพื่อหาสุดยอดอัจฉริยะแห่งเผ่าพันธุ์มนุษย์!

“เฮ้อ ในที่สุดก็เจอ!”

ฉู่โม่วถอนหายใจยาวออกมาด้วยความโล่งอก เมื่อมองไปที่ร่างของตะขาบทองคำ

หากเขาได้กลืนกินพรสวรรค์จากสัตว์อสูรตัวนี้ มันจะช่วยให้สามารถพัฒนาพรสวรรค์ของธาตุทั้งห้าเป็นระดับดาราลับฟ้า และทำให้การชักนำอวัยวะภายในทั้งห้าหวนคืนสู่จุดกำเนิดเสร็จสมบูรณ์ตามเคล็ดวิชา

แต่…

เพราะเขาเพิ่งใช้ระบบกลืนกินไปจึงยังไม่พร้อมใช้งานทันที ดังนั้นเขาคงต้องพักการกลืนกินมันไว้ก่อนชั่วคราว แล้วค่อยจัดการเรื่องนี้อีกทีภายหลังจากกลับไปที่สุดยอดฐานจงไห่

เมื่อตัดสินใจเสร็จสรรพ

ฉู่โม่วก็เก็บร่างของสัตว์อสูรลงในมิติพกพา ก่อนจะกลับขึ้นบนหลังของเทียนเผิง

“เอาละ กลับกันเถอะ!”

ฉู่โม่วสั่ง

เทียนเผิงก็กระพือปีกของมันแล้วพุ่งทะยาน ก่อนร่างมันจะกลายเป็นลำแสงสีทองทะลุผ่านความว่างเปล่าลับหายไปในท้องฟ้า มุ่งหน้าไปทางฐานทัพจงไห่

ณ บนถนนแห่งหนึ่ง

ฉู่โม่วและเฉินซีเวยยืนซบไหล่ออเซาะกันพร้อมเสียงหัวเราะ

แม้ว่าทริปฮันนีมูนของพวกเขาในครั้งนี้จะไม่สมบูรณ์แบบ และมีอุปสรรคติดขัดเกิดขึ้นบ้าง แต่โดยรวมก็ยังสร้างความประทับใจให้กับพวกเขา เกิดเป็นช่วงเวลาดี ๆ ให้แก่กัน

หลังจากผ่านไปอีกครึ่งวัน

ในที่สุดพวกเขาก็กลับถึงสุดยอดฐานจงไห่

ทั้งคู่เลือกที่จะพักผ่อนในคฤหาสน์ด้วยกันสักพัก ก่อนที่เฉินซีเวยจะบอกว่าเธอได้รับข้อความจากราชันย์เทพยุทธ์เหมันต์เยือกแข็ง จึงขอตัวไปพบอาจารย์

ส่วนฉู่โม่วที่ไม่มีอะไรทำจึงวางแผนจะไปที่ห้องฝึกฝนเพื่อศึกษาแผ่นศิลารู้แจ้ง แต่ในขณะนั้นก็มีข้อความจากราชันย์เทพยุทธ์ชิงชางส่งมาถึงเขา เพื่อเรียกตัวเข้าพบที่วิหารราชันย์เทพยุทธ์

หลังจากได้รับข้อความ ฉู่โม่วจึงรีบตอบกลับ ก่อนจะออกจากคฤหาสน์ และเดินไปที่วิหารราชันย์เทพยุทธ์

เพียงไม่นาน

ฉู่โม่วก็ได้มาถึงวิหารราชันย์เทพยุทธ์ และได้พบหน้าราชันย์เทพยุทธ์ชิงชางในที่สุด

ณ ภายในห้องโถง

ราชันย์เทพยุทธ์ชิงชางนั่งรออยู่ที่แท่นหลัก

“คารวะท่านเจ้าวิหาร!”

ฉู่โม่วคำนับด้วยความเคารพและกล่าวทักทายอย่างนอบน้อม

“ไม่ต้องสุภาพนัก เชิญนั่งลงก่อน”

ราชันย์เทพยุทธ์ชิงชางโบกมือขึ้น ก่อนผู้ปลุกพลังคนหนึ่งจะเดินเข้ามาพร้อมฟูก ฉู่โม่วหันไปขอบคุณแล้วนั่งลง

ในขณะนี้

ราชันย์เทพยุทธ์ชิงชางเฝ้ามองฉู่โม่วพร้อมรอยยิ้มชื่นชมและพึงพอใจบนสีหน้า

เขาได้รับข้อความจากราชันย์เทพยุทธ์มังกรอาภาเมื่อไม่กี่วันก่อน โดยบอกไว้ว่าฉู่โม่วได้สังหารสัตว์อสูรที่มีพลังเทียบได้กับราชันย์เทพยุทธ์ระดับ 8 ดาวที่แนวป้องกันชายฝั่งทะเล ทำให้ราชันย์เทพยุทธ์ชิงชางถึงกับตกตะลึงจนแทบไม่อยากจะเชื่อ

เขาเคยคิดว่าตัวเองรู้จักชายหนุ่มผู้นี้ค่อนข้างดี

เพราะนับตั้งแต่การตัดสินใจให้ฉู่โม่วเป็นผู้สืบทอดที่แท้จริงลำดับที่สองของวิหารราชันย์เทพยุทธ์ ทุกครั้งที่เห็นฉู่โม่ว ความแข็งแกร่งของชายหนุ่มก็มักเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด ทำให้เขาภูมิใจเสมอมา

ก่อนหน้านั้นก็สามารถสังหารสองพ่อลูกโจวหยงและโจวอวิ๋น ในเขตแดนลับสวรรค์ดาราลัย ต่อมาก็สังหารราชันย์เทพยุทธ์ผู้แข็งแกร่งอย่างบรรพชนตระกูลโจวลงได้ด้วยตัวเอง

แม้ว่าฉู่โม่วจะกระทำเรื่องราวเหล่านี้อย่างลับ ๆ ซึ่งคนทั่วไปไม่อาจล่วงรู้ได้ แต่กับราชันย์เทพยุทธ์ชิงชางที่มีฐานะเป็นถึงเจ้าวิหารราชันย์เทพยุทธ์นั้นย่อมรู้ดีทุกอย่าง

จนภายหลัง

ฉู่โม่วได้เข้าไปในเขตแดนศักดิ์สิทธิ์

เมื่อเขากลับออกมา ความแข็งแกร่งก็ทะยานพุ่งสูงขึ้นอย่างมาก จนไม่นานก่อนที่จะมีรายงานว่าเขาได้ไล่ล่าและสังหารสัตว์อสูรระดับ 8 สองตัวติดต่อกันในห้องโถงรางวัล และหนึ่งในนั้นอยู่ขั้นกลางแล้ว ต้องทราบก่อนว่าสัตว์อสูรระดับ 8 พวกนั้นมีความแข็งแกร่งที่เทียบเท่ากับราชันย์เทพยุทธ์ระดับ 4 ดาวจนถึง 6 ดาวเลยด้วยซ้ำ

แต่ในครั้งนี้

เขากลับสามารถไล่ล่าและสังหารสัตว์อสูรที่มีพลังเทียบเท่าราชันย์เทพยุทธ์ระดับ 8 ดาว ซึ่งคอยรุกรานเผ่าพันธุ์มนุษย์แถบแนวป้องกันชายฝั่งทะเลมาตลอดร้อยปี

ทั้ง ๆ ที่ฉู่โม่วเพิ่งจะได้เข้ามาเป็นผู้สืบทอดที่แท้จริงของวิหารราชันย์เทพยุทธ์?

สำหรับผู้ปลุกพลังขั้นราชันย์เทพยุทธ์คนอื่น มันอาจต้องใช้เวลานานมากในการพัฒนาความแข็งแกร่งของพวกเขา แต่กับเด็กหนุ่มฉู่โม่วผู้นี้ได้ทำลายมายาคติเหล่านั้นทิ้งไปอย่างสมบูรณ์ ด้วยความแข็งแกร่งที่พุ่งทะยานราวกับปีนป่ายสวรรค์

มันเหลือเชื่อเกินไป!

แม้แต่ราชันย์เทพยุทธ์ชิงชางที่อยู่ในฐานจงไห่มาเกือบร้อยปี ผู้ที่สามารถโอ้อวดได้ว่าเคยเห็นอัจฉริยะมามากมายจนชินตา ก็ยังไม่มีใครเทียบเคียงฉู่โม่วได้

และครั้งล่าสุด

หลังจากที่ฉู่โม่วสังหารจักรพรรดิมังกรทะเลสำเร็จ ราชันย์เทพยุทธ์มังกรอาภาก็ถึงกับเสนอให้ดึงฉู่โม่วเข้าร่วมตำหนักราชันย์เทพยุทธ์ทันที

เดิมทีแล้วราชันย์เทพยุทธ์ชิงชางคิดว่าอาจจะไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับฉู่โม่วที่จะเข้าร่วม แม้ว่าเขาจะสามารถสังหารสัตว์อสูรที่เทียบได้กับราชันย์เทพยุทธ์ระดับ 8 ดาวได้ แต่เขาก็ยังไม่ผ่านเกณฑ์การเป็นผู้ปลุกพลังขั้นราชันย์เทพยุทธ์ระดับ 9 ดาว

แต่แล้วสิ่งที่ทำให้เขาประหลาดใจก็เกิดขึ้น

เพราะข้อเสนอของราชันย์เทพยุทธ์มังกรอาภาได้รับการเห็นชอบจากราชันย์เทพยุทธ์ระดับ 9 ดาวส่วนใหญ่ในองค์กร อีกทั้งราชันย์เทพยุทธ์สูงสุดทั้งเก้าก็ต่างพยักหน้าเห็นชอบด้วยทุกคน

ผลลัพธ์นี้ได้ทำให้เขาแอบตกใจและไม่อยากเชื่อในเวลาเดียวกัน

และหลังจากนั้นไม่นาน เขาก็ได้ไปสอบถามกลุ่มเพื่อนราชันย์เทพยุทธ์ระดับ 9 ดาวว่าพอจะรู้รายละเอียดเบื้องหลังอะไรหรือไม่

กลับกลายเป็นว่าชื่อเสียงของฉู่โม่วได้แพร่กระจายไปทั่วฐานใหญ่แล้ว ส่วนเหตุผลนั้นง่ายมาก มันเป็นเพราะตัวฉู่โม่วเองล้วน ๆ ด้วยความแข็งแกร่งที่ยากจะหาใครเปรียบได้ของเขา ทำให้สามารถบดบังแสงของความเป็นอัจฉริยะของผู้ปลุกพลังคนอื่นในเผ่าพันธุ์มนุษย์ทั้งหมด

แม้แต่อัจฉริยะอย่างอวี่เฟิงที่เกิดในฐานใหญ่ตี้จิงของเมืองหลวงจักรวรรดิ ซึ่งเคยเป็นอัจฉริยะอันดับหนึ่งของเผ่าพันธุ์มนุษย์มาก่อน ยังประกาศออกมาต่อสาธารณชนหลายครั้งว่าเขาไม่เก่งเท่าฉู่โม่ว หรือนักดาบอย่างเย่ควงก็ไม่กล้าที่จะท้าทายฉู่โม่วเลยสักนิด

แทนที่เขาจะเสียเวลาเข้าร่วมการแข่งขันเช่นนี้ สู้ไปเก็บตัวบ่มเพาะพลัง พัฒนาความแข็งแกร่ง และฝึกฝนกระบวนท่าน่าจะเป็นผลดีกว่า

อีกทั้งในปัจจุบัน ร่างอัสนีคงกระพันและร่างกระบี่เทวะที่เขาฝึกฝนมานั้นยังไม่ถึงขั้นสมบูรณ์แบบ

และวิชาอีกมากมายเช่น คัมภีร์มังกรคชสารอมตะ คัมภีร์ปลุกวิญญาณทวยเทพ และคัมภีร์ชีพจรวิญญาณเทวะ ก็รอให้เขาพัฒนาเช่นกัน

แทบไม่เหลือเวลาเลย

เมื่อคิดมาถึงตรงนี้

ฉู่โม่วก็กล่าวว่า “ผมไม่ขอเข้าร่วมการประลองครั้งนี้นะครับ ช่วงนี้ผมวางแผนที่จะทุ่มเทสมาธิไปกับการยกระดับขั้นพลังให้เร็วที่สุด นอกจากนั้น ยังมีกระบวนท่าอีกมากมายที่จำเป็นต้องขัดเกลา มันเหนื่อยมากจริง ๆ ครับท่านเจ้าวิหาร”

“อืม ฉันเห็นด้วย”

“ด้วยความแข็งแกร่งในปัจจุบันของคุณ ไม่จำเป็นต้องเข้าร่วม เพราะยังไงก็คงไม่พ้นได้อันดับหนึ่งอยู่ดี”

เดิมทีราชันย์เทพยุทธ์ชิงชางคล้ายอยากจะพูดอะไรบางอย่างเพิ่มเติม แต่เมื่อเห็นท่าทีของชายหนุ่มจึงไม่ได้พูดอะไรอีก

จากนั้นเขาก็เปลี่ยนเรื่องและพูดด้วยรอยยิ้มว่า “ฉันจำได้ว่าคุณรับลูกศิษย์มาดูแลสองคน ตอนนี้พวกเขาเป็นยังไงบ้างล่ะ ในเมื่อคุณฝึกฝนลูกศิษย์เองกับมือ ก็คงจะมีพรสวรรค์ที่ดีเช่นกัน คุณไม่คิดลองลงทะเบียนให้พวกเขาเข้าร่วมลงแข่งรายการนี้หน่อยเหรอ!”

เมื่อได้ฟังสิ่งที่ราชันย์เทพยุทธ์ชิงชางพูด

จู่ ๆ ฉู่โม่วก็พูดขึ้นทันทีว่า “ผมไม่คิดเลยว่าท่านเจ้าวิหารจะเป็นพวกที่เมาได้โดยไม่ต้องดื่มเหล้าเช่นนี้ เป้าหมายที่แท้จริงของคุณ ก็คือลูกศิษย์ทั้งสองคนของผมใช่ไหมครับ”

“คุณนี่หัวไวจริง ๆ เลย”

ราชันย์เทพยุทธ์ชิงชางหัวเราะขึ้น

“ถึงอย่างนั้นก็เถอะ คุณลองทบทวนข้อเสนอของฉันอีกครั้งดีกว่า!”

“ลูกศิษย์คุณเอาแต่ฝึกซ้อมอยู่แต่ในห้อง ทำให้ขาดประสบการณ์การแข่งขันจริง แล้วผู้ปลุกพลังอย่างเรา ๆ ก็ไม่สามารถฝึกอยู่แต่ในห้องได้ตลอดไปหรอก จริงรึเปล่า!”

“ลองฉวยโอกาสนี้ให้พวกเขาได้เห็นโลกข้างนอก… ถ้าไม่เสียหายอะไร ก็ลงสมัครแข่งขันให้พวกเขาดูสิ!”

ฉู่โม่วคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะตกลงทันที

หลี่โย่วเวยและหลี่เสวียนจียังเป็นเพียงผู้ปลุกพลังขั้นจ้าวยุทธ์ แม้จะดูเร็วไปหน่อยสำหรับตอนนี้ เพราะพลังขั้นจ้าวยุทธ์นั้นไม่ถือว่าเป็นตัวเต็งในอันดับต้น ๆ และเป็นเรื่องยากที่จะชนะการแข่งขันจนติดอันดับ แต่ก็ไม่ถือว่าเสียหายอะไรเช่นกัน นี่เป็นโอกาสดีที่จะทำให้พวกเขาได้รับประสบการณ์จริง

ไม่ว่าจะคิดในแง่ไหน ก็ไม่เห็นจะมีผลเสียหรืออันตรายใด ๆ

“ตกลงไหม เดี๋ยวคุณค่อยส่งข้อมูลของพวกเขาให้ฉันภายหลังก็ได้ แล้วฉันจะจัดการต่อให้เอง”

ราชันย์เทพยุทธ์ชิงชางถามความเห็น

“ถ้าเช่นนั้น ผมก็ขอขอบคุณท่านเจ้าวิหารมาก ๆ ครับ คงต้องรบกวนท่านแล้ว”

ฉู่โม่วกล่าวขอบคุณ

จากนั้น

ทั้งสองก็คุยกันอยู่อีกครู่ ก่อนที่ฉู่โม่วจะขอตัวจากไป

ประวัติการอ่าน

No history.

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ระบบกลืนกินพรสวรรค์