บทที่ 323 ศรดาวตก กับการออกเดินทาง!
ภายในห้องใต้หลังคา ณ ที่พักของราชันย์เทพยุทธ์เหมันต์เยือกแข็ง
บนโต๊ะนั้น มีธนูขนาดใหญ่วางอยู่
ชายหนุ่มยื่นมือซ้ายออกไป ก่อนจะค่อย ๆ หยิบมันขึ้นมาดู ในคราแรกที่ได้สัมผัสเข้ากับสิ่งนี้ เสมือนว่ามือของเขากำลังเป็นฝ่ายถูกดึงลงไปเบื้องล่างเสียเองทั้งที่เพียงหยิบธนูขึ้นมาเท่านั้น ก็รู้สึกเหมือนว่ากำลังพยายามยกภูเขาขึ้นมา ซึ่งค่อนข้างหนักกว่าที่ตาเห็นอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว!
“น้ำหนักไม่เลวเลยนี่!”
ฉู่โม่วประหลาดใจอยู่ลึก ๆ
แต่พอคิดว่าสิ่งนี้ไม่ใช่ของธรรมดา ความรู้สึกเช่นนี้ก็ไม่ได้แปลกอะไร
ยังไงเสีย ธนูคันนี้ก็เป็นผลจากการใช้ผลึกทองพิสุทธิ์หมื่นดารามหาศาลในการหลอมขึ้นมา แล้วยิ่งผลึกทองพิสุทธิ์หมื่นดาราเป็นสิ่งที่หาได้ยากอยู่แล้ว ด้วยแกนกลางที่เป็นดวงดาวคริสตัล หากน้ำหนักของสิ่งที่สร้างขึ้นมาจะหนักก็ไม่ใช่เรื่องผิดแปลกอะไร
เมื่อถือธนูไว้ในมือ
ชายหนุ่มค่อย ๆ พิถีพิถันชื่นชมรูปร่างของธนูนี้อย่างใจเย็น
ด้วยความที่ตัวธนูนั้นใสประดุจแท่งแก้ว แต่ก็มีประกายดาวระยิบระยับอยู่ภายในราวกับเป็นห้วงจักรวาลอันกว้างใหญ่ ไม่เพียงเท่านั้นมันยังประดับประดาไปด้วยลวดลายที่ซับซ้อน ตัดกับผิวด้านนอกที่มีลวดลายงดงามถูกสลักนูนสูงเอาไว้ ไม่ว่าจะมองยังไง สิ่งนี้ก็งดงามเหนือคำบรรยาย
ยิ่งฉู่โม่วได้เชยชมมันมากขนาดไหน เขาก็ยิ่งรู้สึกจรรโลงใจมากขึ้นเท่านั้น เขาอดไม่ได้ที่จะถือคันธนูนี้ไว้และไม่คิดที่จะรีบวางมันลงนัก แต่ในท้ายสุด เขาก็ค่อย ๆ วางมันลงไปช้า ๆ
กึก กึก!
มันเป็นเพียงไม่ถึงวินาทีเท่านั้นหลังจากที่เขาเตรียมจะวางธนูกลับลงไปที่เดิม เสียงสั่นเบา ๆ ก็ดังอยู่ภายในตัวคันธนูที่เป็นคริสตัลใส และมันยังคงเป็นเช่นนี้อยู่ต่อไปอีกพักใหญ่ ๆ
ในขณะเดียวกัน
แสงดาวน้อย ๆ ก็เริ่มเปล่งประกายออกมา ทำให้ทั่วทั้งห้องใต้หลังคานี้สว่างไสวขึ้นมาโดยพลัน และถูกเติมเต็มด้วยแสงดวงดาวมากมายนับไม่ถ้วน
มันยังไม่จบ
มิติรอบ ๆ ตัวเขาเริ่มบิดเบี้ยวและแตกเป็นเสี่ยง ๆ ก่อนจะถูกคันธนูคริสตัลนี้ดูดเข้าไปจนหมด และแทนที่ด้วยมิติสีดำสนิทที่แผ่กระจายเสมือนผืนฟ้าออกมา ซึ่งด้วยการมาของมิติมืดดำนี้ มันก็ทำให้ทั่วทั้งห้องมีอุณหภูมิลดลงไปเป็นอย่างมากด้วย
มิติที่ปั่นป่วนนี้ มีความเย็นระดับที่ต่อให้เป็นราชันย์เทพยุทธ์ก็ยังต้องได้รับบาดเจ็บกันบ้างยามที่ต้องอยู่ภายในนี้ ซึ่งแม้แต่ฉู่โม่วก็ยังตระหนักได้ว่า ผิวกายของเขากำลังถูกความเย็นกัด ความเย็นที่มีสภาพเหมือนเข็มขนาดเล็ก
แต่เมื่อมองให้ดี
เขาก็พบว่า มิติปั่นป่วนนี้ไม่มีผลอะไรกับธนูยาวที่อยู่บนโต๊ะทั้งนั้น พวกมันถูกกันออกจนแม้แต่บนผิวคริสตัลของธนูก็ไม่มีร่องรอยขีดข่วน
เห็นเช่นนั้น ฉู่โม่วก็อดตะขิดตะขวงใจไม่ได้ เขายกมือข้างที่ถือธนูขึ้น และเล็งออกไปยังฟากฟ้าไกล ง้างสายธนูออกมาครึ่งหนึ่ง จากนั้นก็ปลดปล่อยพลังจิตวิญญาณออกมา ทันใดนั้น พลังจิตวิญญาณที่ไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าก็ก่อตัวเป็นรูปร่างของลูกศร และทาบทับลงไปบนคันธนูในสภาพพร้อมยิงออกไป
ในทันทีที่ปลายนิ้วปล่อยออกจากการง้างสายธนู ลูกศรแห่งพลังจิตวิญญาณนั้นก็พุ่งตรงออกไป แหวกฟ้าและอากาศไปไกลกว่าร้อยกิโลเมตรแล้วระเบิด!
ตู้ม!
พลังจิตวิญญาณที่อัดแน่นกันเป็นศรนั้นเพิ่มพลังของตนเองจนกระทั่งระเบิด ท่ามกลางท้องฟ้านับร้อยกิโลเมตรนับจากพื้นดิน มิติสีดำทะมึนระเบิดออกมาและกลืนกินแสงดาวทุกแห่งหนที่มันไปถึงในชั่วพริบตา
ไม่เพียงเท่านั้น
แม้แต่ค่ายกลขนาดใหญ่ที่คอยคุ้มกันสุดยอดฐานจงไห่ไว้ ยังมีเสียงแตกร้าวขึ้นมาจากการระเบิดครั้งนี้
ค่ายกลยักษ์ที่คอยปกป้องสุดยอดฐานจงไห่ชิ้นนี้ ถูกสร้างโดยกลุ่มผู้ปลุกพลังที่แข็งแกร่งของเผ่าพันธุ์มนุษย์ ใช้วัตถุดิบมากมายในการสร้างมันขึ้นมา แม้แต่ผู้ปลุกพลังขั้นราชันย์เทพยุทธ์เองยังยากที่จะสั่นคลอนมัน แม้คนคนนั้นจะเป็นถึงราชันย์เทพยุทธ์ระดับ 9 ดาวก็ยังไม่ใช่เรื่องง่าย
ทว่าในตอนนี้
ค่ายกลที่แข็งแกร่ง ยามที่ถูกฉู่โม่วแผลงศรใส่ มันก็เกิดรอยร้าวกระจายเป็นวงกว้างเสมือนลูกแก้วที่โดนขว้างหินใส่ ซึ่งกว่าจะสมานดังเดิมก็ใช้เวลาพักใหญ่เลย
สิ่งนี้แสดงให้เห็นว่าพลังของมันน่ากลัวถึงเพียงไหน!?
การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับค่ายกลขนาดใหญ่นี้ทำให้เหล่าผู้ปลุกพลังภายในฐานรับรู้ได้ถึงการเปลี่ยนแปลง
“เกิดอะไรขึ้นน่ะ?”
“เมื่อกี้นี้ฉันเห็นว่าค่ายกลยักษ์เกิดการเปลี่ยนแปลงนะ หรือว่ามีสัตว์อสูรที่ทรงพลังเข้าโจมตีงั้นเหรอ!?”
“รีบสืบหาเร็ว!”
เหล่าผู้ปลุกพลังแต่ละคนทะยานขึ้นไปบนฟากฟ้าและปลดปล่อยพลังจิตวิญญาณของตนออกไปเพื่อตรวจดูสถานการณ์รอบฐาน
แม้แต่ทางฝั่งวิหารราชันย์เทพยุทธ์เองก็ยังตระหนักได้ถึงสถานการณ์นี้และส่งผู้ปลุกพลังออกไปตรวจสอบด้วยเช่นกัน การที่ทั่วทั้งฐานปกคลุมไปด้วยกลิ่นอายของพลังที่แข็งแกร่งนี้ มันชี้ให้เห็นชัดว่าพวกเขากำลังเริ่มตรวจสอบกันแล้ว
เห็นเช่นนั้น
ฉู่โม่วก็รีบส่งข้อความเสียงของเขาไปให้ราชันย์เทพยุทธ์ชิงชางเพื่ออธิบายเรื่องทุกอย่างให้ฟังทันที
ภายหลังจากที่รู้เรื่องแล้ว กลิ่นอายพลังที่แข็งแกร่งก็ค่อย ๆ จางหายไป
คำอธิบายของฉู่โม่วทำให้ราชันย์เทพยุทธ์หลายคนเบาใจลง ในขณะที่มันก็ทำให้ราชันย์เทพยุทธ์อีกหลายคนตกอยู่ในความเงียบงันด้วย
…
ในห้องใต้หลังคา
มองไปยังสภาพของฐานที่หวนคืนสู่ความปกติ ฉู่โม่วก็อดที่จะถอนหายใจโล่งอกไม่ได้
“เป็นธนูที่ดีเลยใช่หรือเปล่า? คุณพอใจไหม?”
ราชันย์เทพยุทธ์เหมันต์เยือกแข็งกล่าวถามด้วยรอยยิ้ม
“เป็นธนูที่วิเศษมากเลยครับ! ผมปลื้มสุด ๆ เลย!”
ฉู่โม่วอุทาน
ทว่าเขาก็เปลี่ยนบทสนทนาไปโดยพลัน
“แต่ก็… ยังรู้สึกว่าธนูคันนี้ขาดอะไรบางอย่างไปอยู่…”
พูดเช่นนั้น
เขาก็ค่อย ๆ เหลือบตาขึ้นไปมองยังราชันย์เทพยุทธ์สาว
“ฉันว่าแล้วคุณต้องรู้สึก สมกับที่มีพรสวรรค์!”
ราชันย์เทพยุทธ์เหมันต์เยือกแข็งเม้มปากและยกยิ้มขึ้นมา เธอกวาดมือกลางอากาศ ทันใดนั้นลูกธนูหนึ่งดอกก็ปรากฏขึ้น
ฉู่โม่วรับสิ่งนั้นมาและตรวจดูอย่างพิถีพิถัน จากนั้นบนใบหน้าของเขาก็ปรากฏความตกตะลึงขึ้นมา
นำลูกศรเข้าคันธนู
ใช้พลังจิตวิญญาณเข้าห่อหุ้ม ทันใดนั้นเขาก็เห็นได้ว่าลูกศรดอกนี้กำลังสั่นสะเทือน มันกลืนกินพลังจิตวิญญาณเข้าไปแล้วปลดปล่อยกลิ่นอายที่ร้ายกาจออกมา กลิ่นอายที่ส่งเสียงราวกับว่ามันพร้อมจะตัดขาดทุกอย่าง
“นี่มัน…”
สีหน้าประหลาดใจของฉู่โม่วนั้น นอกจากจะไม่คลายแล้วก็ยังชัดเจนมากยิ่งขึ้นด้วย ครู่หนึ่งเขาก็พูดขึ้นมา “ราชันย์เทพยุทธ์เหมันต์เยือกแข็งนี่ทำให้ผมตกใจเสมอจริง ๆ!”
ได้ยินเช่นนั้น ราชันย์เทพยุทธ์สาวก็ไม่ได้พูดอะไรเพิ่มเติมนอกจากยิ้มให้เขา
ฉู่โม่วสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ
ทั้งศรธนูและตัวคันธนูนี้ต่างก็ถูกสร้างขึ้นมาจากผลึกทองพิสุทธิ์หมื่นดารากันทั้งคู่ แต่ที่แตกต่างกันก็คือ ตัวศรธนูนี้จะมีขั้นตอนการสร้างกับวิธีการขัดเกลาที่ซับซ้อนกว่า
มันไม่เพียงแต่มีความสามารถในการตรวจจับและติดตามพลังงานของศัตรูเท่านั้น แต่มันยังเร็วและทรงพลังมาก ๆ ด้วย
พูดได้เลยว่า
ยามที่ธนูพุ่งออกจากคันศรแล้ว
ไม่ว่าศัตรูจะมีพลังมากมายขนาดไหน ก็ไม่อาจจะต้านทานได้!
พวกเขาไม่มีโอกาสรอดมาได้อย่างแน่นอน
ราชันย์เทพยุทธ์เหมันต์เยือกแข็งพูด “ลูกศรนี้เป็นสิ่งที่สร้างขึ้นจากผลึกทองพิสุทธิ์หมื่นดาราที่เหลือจากการนำไปสร้างคันธนู และเพราะมันไม่เพียงพอที่จะสร้างเป็นอาวุธชิ้นใหม่อีกชิ้น ฉันเลยเปลี่ยนมันมาเป็นศรแทนเพื่อให้มันสามารถใช้งานได้!”
กลับมาถึงคฤหาสน์
เขาไม่เสียเวลาและมุ่งหน้าเข้าไปในห้องเงียบ ๆ ของตนทันที จากนั้นก็หยิบเอาคันศรดาวตกขึ้นมาเพื่อฝึกซ้อม
เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว
ขณะที่เขาพร่ำฝึกฝนอยู่ทุกคืนวันนั้น เวลาสิบแปดวันก็ได้ล่วงเลยผ่านไปในชั่วพริบตา
ในวันนี้
ฉู่โม่วรับรู้ได้ถึงแรงสั่นสะเทือนที่มาจากกำไล
เมื่อเขายกมันขึ้นมาดู ก็พบว่าเป็นข้อความแจ้งเตือนมาจากราชันย์เทพยุทธ์เหมันต์เยือกแข็ง
เขตแดนลับ…เปิดแล้ว!!
‘ในสิบแปดวันนี้ ฉันทุ่มเทกับคันศรดาวตกจนสามารถทำให้เป็นอาวุธพลังจิตของฉันได้อย่างสมบูรณ์…ซึ่งสามารถเก็บมันไว้ที่ทะเลจิตวิญญาณที่อยู่บริเวณหว่างคิ้วได้!’
‘ในส่วนของศรทั้งสามดอก… พลังของมันคือการล็อกเป้าที่เส้นลมปราณของศัตรู และสามารถเรียกกลับมาได้… ก็ถือว่าคุ้มค่าแหละ!’
ขณะที่พูดพึมพำ ฉู่โม่วก็ลุกขึ้นยืน
จากนั้นเขาก็กระตุ้นอณูแห่งชีวิตและเลือดเล็กน้อยเพื่อให้ร่างกายสดชื่น เมื่อทุกอย่างพร้อม เขาก็ออกจากวิหารราชันย์เทพยุทธ์ และมุ่งหน้าไปหาราชันย์เทพยุทธ์เหมันต์เยือกแข็งทันที
…
เหนือห้องใต้หลังคา
ฉู่โม่วพบกับราชันย์เทพยุทธ์เหมันต์เยือกแข็งอีกครั้ง
ทว่าครั้งนี้มันกลับต่างออกไป แม้ว่าเธอจะสวมชุดกระโปรงสีม่วงดังเดิม แต่รอบ ๆ ร่างกายกลับไร้ซึ่งกลิ่นอายความเกียจคร้านเหมือนอย่างทุกที กลับกัน มันกลับปลดปล่อยกลิ่นอายที่ทรงพลังและน่ายำเกรงออกมาแทน
ราวกับก้อนน้ำแข็งที่ถูกสลักเป็นร่างของหญิงสาว ความเยือกเย็นและความน่าเกรงขามที่ไม่อาจหาใครเปรียบได้
“ท่านราชันย์เทพยุทธ์เหมันต์เยือกแข็งครับ!”
เขากล่าวทักทาย
อีกฝ่ายพยักหน้าให้เบา ๆ แล้วพูด “ในเมื่อมาแล้ว พวกเราก็ไปกันเถอะ!”
พูดเช่นนั้นแล้ว
เธอก็เปลี่ยนสภาพกลายเป็นแสงดาวและพุ่งทะยานออกนอกฐานไป
ฉู่โม่วเองก็รีบตามไปติด ๆ
ความเร็วของดวงดาวสองดวงนี้ค่อนข้างที่จะเร็วมาก ๆ เพียงไม่ถึงสองชั่วโมง พวกเขาก็มาถึงชายฝั่งกันแล้ว โดยไม่มีการหยุดพัก ทั้งสองยังคงพุ่งต่อไปจนกระทั่งหันกลับมามองแผ่นดินที่เคยจากมาไม่เห็น
ครู่เดียว
ทั้งสองคนก็บินเหนือทะเลมากว่าล้านกิโลเมตรแล้ว
เหนือมหาสมุทรที่อยู่ห่างจากผืนดินขนาดนี้ ต่อให้ความแข็งแกร่งของทั้งสองจะเทียบเท่าได้กับราชันย์เทพยุทธ์ระดับ 9 ดาว มันก็ยังเป็นอะไรที่ต้องระวังตัวด้วย เพราะงั้นพวกเขาจึงเลือกที่จะลดความเร็วลง กดข่มกลิ่นอายและเคลื่อนที่ด้วยความระมัดระวังเผื่อว่าจะต้องพบเจอกับอสูรสมุทรระหว่างทาง
พวกเขายังคงมุ่งหน้าต่อไป
อีกห้าชั่วโมงต่อมา
ฉู่โม่วก็ได้พบกับพื้นที่โล่งกว้างบนท้องทะเลแห่งนี้
ในขณะเดียวกันนั้นเอง
เสียงของราชันย์เทพยุทธ์เหมันต์เยือกแข็งก็ดังขึ้นมา “ที่นี่แหละ!”
…
…

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ระบบกลืนกินพรสวรรค์