บทที่ 326 สมบัติที่เสี่ยวอู๋ต้องการ เสาหินมังกรผงาด!
อย่างไรก็ตาม
เมื่อเสียเขาเงียบลง รอบตัวก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้นอีก
ทุกอย่างเงียบสงบ
ราวกับว่าเป็นเพียงภาพลวงตา
แล้วมันก็เป็นเช่นนั้นจริง ๆ
คลื่นกระบี่ที่เฉียบคมพุ่งเข้ามาอย่างรวดเร็ว
ซุ่ม!
มันเปล่งแสงที่แสดงออกถึงความคมกริบ คมกระบี่นั้นห่อหุ้มด้วยพลังอันมหาศาลควบคู่กับความเร็วที่เกิดบรรยาย เพียงชั่วพริบตามันก็พุ่งมาอยู่เบื้องหน้าราชันย์เทพยุทธ์ระดับ 9 ดาวคนนี้แล้ว
เขารับการโจมตีด้วยโล่ และเพียงแค่คมกระบี่เดียว ก็ทำให้โล่ในมือถึงกับสั่นสะเทือน
ด้วยแรงสั่นสะเทือนระดับนี้ ทำให้ราชันย์เทพยุทธ์ระดับ 9 ดาวผู้นี้ถึงกับหวาดหวั่นได้ไม่น้อยเลย
“เป็นไปไม่ได้!”
“ต้องหนีแล้ว!”
โดยไม่กล้าเสียเวลาลังเล เขาหันหลังกลับทันทีเพื่อที่จะหนีเอาตัวรอดจากที่แห่งนี้
ทว่าก่อนที่เขาจะได้กระตุ้นพลังธาตุน้ำในตัว ลำแสงสีทองก็พุ่งผ่านร่างจิตของเขาไป จากนั้นความรู้สึกเจ็บที่มาจากจิตวิญญาณก็แผ่กระจายไปทั่วทั้งร่าง ร่างของเขาจึงสั่นสะท้านไปทั้งตัวโดยที่ไม่สามารถควบคุมได้
เพราะแบบนี้
การกระตุ้นเลือดและธาตุน้ำจึงถูกหยุดไปด้วย
จังหวะนั้นเอง
แสงสีทองอีกเส้นหนึ่งก็พุ่งเข้ามาหาเขาโดยที่ไม่มีการหลบซ่อนใด ๆ
“อ๊ากกก!!”
“อย่าฆ่าฉัน! อย่าฆ่าฉันเลย!”
“ได้โปรด…!”
เสียงร้องที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัวดังระงมก่อนจะหยุดเงียบไป
กระบี่ส่องแสงเล่มหนึ่งฟาดฟันคมของมันผ่าร่างที่กำลังสั่นสะท้านนั้นไปอย่างแม่นยำ ซึ่งดูเหมือนว่าราชันย์เทพยุทธ์ระดับ 9 ดาวที่เป็นเจ้าของร่างนั้นจะขยับไปไหนมาไหนไม่ได้ไปชั่วขณะ
ฉัวะ!
ด้วยการกระเพื่อมของน้ำทะเลเพียงเล็กน้อย ร่างที่เคยสั่นไหวก็หยุดนิ่งไป จากนั้นจึงค่อย ๆ แยกออกเป็นสองส่วนด้วยความน่าเวทนา
เขาตายแล้ว!
ภายหลังจากที่ราชันย์เทพยุทธระดับ 9 ดาวได้ตายลงไป ราชันย์เทพยุทธ์ที่เหลืออยู่อีกสามคนก็ไม่ต่างอะไรกับได้ตายไปแล้ว พวกเขามองหน้ากันเองก่อนจะตัดสินใจร่วมมือกันหนี ณ จังหวะนั้น
ทว่าวิ่งหนีมาได้ไม่ไกลเท่าไหร่ นั่นไม่ใช่เพราะพวกเขาไม่รู้จะหนีไปทางไหน แต่เป็นเพราะพวกเขาหนีการโจมตีที่ตามมาไม่ได้ต่างหาก!
ราชันย์เทพยุทธ์ทั้งสามโดนกระบี่ลำแสงหรือไม่ก็หอกพลังจิตสังหารปลิดชีพตายไปตาม ๆ กัน
เพียงไม่นาน
ราชันย์เทพยุทธ์ทั้งแปดคนจากเกาะดอกเหมย ประกอบด้วยราชันย์เทพยุทธ์ระดับ 9 ดาวสามคน ก็ถูกสังหารไปจนหมด!
…
การสังหารราชันย์เทพยุทธ์เหล่านี้เหมือนจะใช้เวลานาน
แต่แท้จริงแล้วมันเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นเพียงชั่วพริบตาเท่านั้น
ในตอนนี้ ลำแสงที่ปรากฏออกมาจากตราผนึกนั้นยังไปไม่ไกลนัก เพราะงั้นฉู่โม่วและราชันย์เทพยุทธ์เหมันต์เยือกแข็งจึงรีบไล่ตามมันไปทั้งหมด
“เฮ้อ…”
หลังจากที่เก็บมันกลับมาหมดแล้ว
ทั้งสองก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอกและกลับมาใกล้ ๆ ผนึกอีกครั้ง…
ต่อไปนี้ คือเวลาแห่งการเก็บเกี่ยว!
ภายหลังจากที่เก็บของจากกระเป๋าของเหล่าผู้ปลุกพลังจากเกาะดอกเหมยมาหมดแล้ว ผนวกกับเก็บลำแสงที่เล็ดลอดออกมาจากผนึกจำนวนมากได้ พวกเขาก็เริ่มตรวจสอบมันไปทีละชิ้น ๆ
ภายในกระเป๋าเก็บของของแปดราชันย์เทพยุทธ์ที่มาจากเกาะดอกเหมยนั้นอุดมไปด้วยวัตถุดิบจำนวนมาก
อย่างไรก็ตาม เพราะมันมีสมบัติและของล้ำค่าอีกมากมายที่ไม่รู้จักอยู่ในกระเป๋า จึงยากที่จะตีค่าสิ่งของเหล่านี้ในเวลาอันสั้น ดังนั้นพวกเขาจึงเก็บมันไว้ก่อนค่อยหาเวลาประเมินค่ามันทีหลัง หลังจากที่กลับไปยังสุดยอดฐานจงไห่ได้
ทั้งสองหันมาให้ความสนใจกับการตรวจสอบกลุ่มแสงที่พุ่งออกมาจากผนึกแทน
มันมีทั้งหมดเก้าชิ้น
ซึ่งภายในกลุ่มแสงแต่ละดวงนี้จะประกอบไปด้วยสมบัติอยู่ภายใน
หยกศักดิ์สิทธิ์ห้าชิ้น!
ขวดบรรจุธาราทมิฬสองขวด!
ชุดเกราะหายาก!
อัญมณีที่ไม่รู้จักมาก่อน!
หยกศักดิ์สิทธิ์เป็นวัตถุดิบที่สามารถใช้ในการสร้างยุทธภัณฑ์วิญญาณได้ เมื่อเทียบกับผลึกทองพิสุทธิ์หมื่นดาราแล้ว มันมีพลังน้อยกว่าเพียงเล็กน้อยเท่านั้น แต่ก็ยังมีคุณสมบัติอื่นทดแทนได้ ดังนั้นแล้ว ทั้งสองชิ้นนี้จึงถือว่าอยู่ในระดับเดียวกัน
ไม่ต้องพูดถึงธาราทมิฬที่เป็นแก่นแท้แห่งวารี มันเป็นของที่หายากมาก ๆ ครั้งนี้มีทั้งหมดสองขวด ในแต่ละขวดบรรจุของเหลวไว้ประมาณสิบสองหยด
เกราะบรรพกาล ที่สร้างขึ้นจากเกล็ดของสัตว์อสูรไม่ทราบชนิด มีผิวสีฟ้าซีด เปี่ยมด้วยพลังวิญญาณและพลังป้องกันที่สูงมาก ๆ ฉู่โม่วทดลองใช้กระบี่ของเขาที่ซึ่งสามารถสร้างความเสียหายได้ร่วม 700,000 พลังมังกรฟาดฟันดู พบว่ามันเกิดรอยเพียงเล็กน้อยเท่านั้น อย่างน้อย ๆ สิ่งนี้ก็น่าจะเป็นยุทธภัณฑ์วิญญาณระดับ 8 ไม่ก็ระดับ 9 เลย
ในส่วนของอัญมณีที่ไม่รู้จัก แม้แต่ราชันย์เทพยุทธ์เหมันต์เยือกแข็งก็ยังไม่สามารถบอกได้ว่ามันคืออะไร
มองจากภายนอกมันมีสีแดง แต่ถ้ามองใกล้ ๆ ก็จะพบว่าภายในอัญมณีชิ้นนี้มีเปลวเพลิงถูกซ่อนเอาไว้อยู่ ค่อนข้างจะเป็นสิ่งที่ดูวิเศษมาก ๆ
ฉู่โม่วรู้สึกอยากรู้อยากเห็นในสิ่งนี้ เพราะงั้นเขาจึงหยิบมันขึ้นมาและดูอย่างพิถีพิถัน
แต่ใครจะไปคิดว่า เพียงแค่อัญมณีชิ้นนี้เข้ามาอยู่ภายในมือของเขา เสี่ยวอู๋ก็ส่งเสียงขึ้นมาในห้วงจิตทันที
“เจ้านาย ข้าต้องการสิ่งนี้!”
มันเป็นน้ำเสียงที่แสดงความต้องการอย่างที่เจ้าตัวพูด ราวกับว่าเขาไม่อยากจะพลาดอัญมณีชิ้นนี้ไปจริง ๆ
“เสี่ยวอู๋ ตื่นแล้วเหรอ? แกรู้จักอัญมณีชิ้นนี้หรือเปล่า?”
ฉู่โม่วถามกลับไป
“ข้าเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าสิ่งนี้คืออะไร แต่ข้ารู้สึกได้ว่า มันจะสามารถมอบพลังให้กับข้าได้แน่นอน หากข้ากลืนกินมันเข้าไป ข้าจะสามารถเปลี่ยนร่างได้!” เสี่ยวอู๋อธิบาย
พูดจบ
มันก็ชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะถามอีกครั้ง “เจ้านาย พอจะนำมันมาให้ข้าได้หรือเปล่า?”
“ไม่ต้องห่วง เดี๋ยวจะเอามาให้!”
ฉู่โม่วปลอบ
เมื่อรู้ว่าต้องทำอะไร ฉู่โม่วก็หันไปมองราชันย์เทพยุทธ์เหมันต์เยือกแข็งแล้วพูด “ท่านราชันย์เทพยุทธ์เหมันต์เยือกแข็ง ผมอยากได้อัญมณีชิ้นนี้แลกกับสมบัติชิ้นอื่น ๆ ที่เหลือ พอจะได้ไหมครับ?”
“อัญมณีชิ้นนี้มีอะไรพิเศษเหรอ?”
หญิงสาวถามกลับด้วยความอยากรู้
“ผมเองก็ไม่รู้เหมือนกันครับ แค่รู้สึกว่ามันจะต้องมีประโยชน์แน่ ๆ!”
ฉู่โม่วพูดตอบ
“ถ้าอย่างนั้นก็ได้ อัญมณีชิ้นนี้เป็นของคุณ”
ราชันย์เทพยทุธ์เหมันต์เยือกแข็งคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะตกลงยินยอม
เธอเองก็เห็นอยู่เหมือนกันว่าอัญมณีชิ้นนี้พิเศษมาก ๆ และค่าของมันเองก็น่าจะไม่น้อย
แต่ในเมื่อฉู่โม่วบอกว่าต้องการมัน นั่นก็ไม่ใช่สิ่งที่เธอจำเป็นต้องขัดเขาแต่อย่างใด อนึ่งเพราะอัญมณีชิ้นนี้ดูเหมือนจะมีพลังของธาตุไฟอยู่ ที่ซึ่งเธอไม่สามารถดึงพลังออกมาใช้ได้อยู่แล้ว เช่นนั้นก็ยอมให้เขาไปจะดีกว่า
“ขอบคุณครับ!”
ได้ยินคำพูดจากราชันย์เทพยุทธ์เหมันต์เยือกแข็ง ฉู่โม่วก็กล่าวขอบคุณด้วยความยินดี
จากนั้นเขาก็พูดผ่านห้วงจิตกลับไป “เสี่ยวอู๋ ที่นี่ยังไม่ปลอดภัย ไว้กลับไปที่ฐานแล้วฉันค่อยหาที่ปลอดภัย ๆ ให้แกกลืนกินอีกทีนะ”
“ขอบคุณมาก ๆ เลยครับ เจ้านาย”
ถึงแม้ว่าเสี่ยวอู๋จะอยากได้สิ่งนี้มากขนาดไหน แต่เขาก็รู้ดีว่าเวลาไหนควรไม่ควร ดังนั้นจึงไม่เร่งเร้าอะไรในตอนนี้
เมื่อเห็นว่าเสี่ยวอู๋เข้าใจดี ฉู่โม่วก็เก็บอัญมณีชิ้นนี้กลับเข้าไปในมิติพกพาด้วยความมั่นใจ
ยามที่ทำทุกอย่างเสร็จแล้ว
ทันทีที่มันผงาดขึ้นมาเหนือผืนดิน
“กรรรร!”
เสียงคำรามนั้นสะเทือนไปทั่วทั้งปฐพีใต้สมุทร จากนั้นดวงตาของมังกรยักษ์ที่อยู่บนเสาหินทั้งสองพลันลืมตื่นขึ้นมาหลังคำรามออกไปแล้ว
ลำแสงศักดิ์สิทธิ์ที่น่าสะพรึงกลัวลุกโชนออกมา
“ฉู่โม่ว ตอนนี้แหละ!”
ราชันย์เทพยุทธ์เหมันต์เยือกแข็งตะโกน
แต่ต่อให้เธอไม่ตะโกน
ชั่วเวลานั้นก็มีแสงศักดิ์สิทธิ์ที่เปล่งออกมา
ฉู่โม่วพุ่งสวนผ่านแสงศักดิ์สิทธิ์นั้นเข้าไป พลังจิตวิญญาณที่อยู่ในสมองของเขาแสดงฤทธิ์ออกมาในการป้องกันพลังทำลายล้างของแสงศักดิ์สิทธิ์นี้
ตูม!
ยามที่ทั้งสองฝ่ายเข้าปะทะกัน คลื่นอัดกระแทกก็กระจายตัวออกเป็นวงกว้างทันที
ภายใต้มหาสมุทรอันลึกล้ำนี้ คลื่นดังกล่าวกระจายเป็นวงกว้างไปกว่าหมื่นกิโลเมตร และความรุนแรงของคลื่นนี้เองก็ยังหนาแน่นจนมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า
พลันเมื่อสัตว์อสูรใต้ทะเลสัมผัสโดนเข้ากลับคลื่นนี้ พวกมันก็สลายไปด้วยพลังที่รุนแรงอันเป็นลูกหลงนี้อย่างไม่ทันได้ต่อต้านอะไรเลย
ในครานั้น
ไม่รู้ว่ามีซากของสัตว์อสูรกี่ตนที่ลอยขึ้นไปบนผิวท้องทะเลเบื้องบน
ฉู่โม่วไม่ได้สนใจสิ่งนั้นแล้ว
เพราะตอนนี้ เขากำลังตั้งสมาธิอยู่กับลำแสงศักดิ์สิทธิ์อันทรงพลังที่พุ่งใส่ตนจากด้านหน้านี่มากกว่า
ความแข็งแกร่งของลำแสงที่ออกมาจากดวงตาของมังกรเสาหินนั้นสูงมาก ๆ ไม่เพียงเท่านั้น มันยังเปลี่ยนรูปร่างไปเรื่อยขณะที่โจมตีเขาด้วยลำแสงอยู่ด้วย
จากแต่เดิมเป็นมังกร ก็แปรเปลี่ยนกลายเป็นดวงดาว ตามด้วยการกลายสภาพเป็นสิ่งที่คล้ายกับพระเจ้าที่มีความงดงามและยิ่งใหญ่เกินกว่าจะหาสิ่งใดเปรียบ พร้อม ๆ กับปลดปล่อยพลังที่น่าเกรงขามกว่าเดิมออกมา
เขารู้ดีว่าที่สิ่งที่เกิดขึ้นนี้ คือภาพหลอนที่เกิดขึ้นจากพลังจิต
แต่ถึงอย่างนั้นมันก็ยังยากที่จะทลายภาพหลอนเหล่านี้ทิ้ง สิ่งนี้ก็เป็นหนึ่งในรูปแบบพลังของพลังจิตเช่นกัน ตราบใดก็ตามที่ไม่สามารถต่อต้านหรือทำลายมันลงไปได้ ผู้ที่ต้องเผชิญหน้ากับมันก็จะติดอยู่ในภวังค์ของภาพลวงตาไปตลอดกาล หากพลาดท่าอย่างหนักหน่วง ก็จะถูกทำลายจนชีวิตแหลกสลายไปเลย
และในตอนนี้
สถานการณ์ดูเหมือนจะไปยังทิศทางนั้นด้วย
หากลมแห่งชัยชนะยังไม่เปลี่ยนทิศละก็ มันจะต้องเป็นฉู่โม่วแน่ ๆ ที่พ่ายแพ้ให้กับศึกดวลพลังจิตวิญญาณเช่นนี้ และด้วยพลังที่รุนแรงกว่ามาก ๆ ของอีกฝ่าย เขาอาจจะต้องตายอย่างหนีไม่พ้น
ซึ่งในจังหวะนั้นเอง
ดวงตาของฉู่โม่วก็ราวกับปกคลุมไปด้วยความเยือกแข็ง จากนั้นธนูสีใสก็ปรากฏขึ้นมาบนมือของเขา
คันศรดาวตก!
ไม่มีใครรู้ว่าเขาหยิบคันศรออกมาตอนไหน แต่รู้ตัวอีกที สายธนูนั้นก็กำลังถูกเหนี่ยวง้างเอาไว้ จากนั้นดวงดาวมากมายก็ถูกดึงออกมาจากร่างของฉู่โม่ว ค่อย ๆ แปลงสภาพเป็นศรสีเงินปรากฏขึ้นมาพาดสายธนูที่ถูกง้างไว้
ในตอนนี้ ร่างกายของเขาเป็นใจกลาง ท่ามกลางพื้นที่ต่อสู้ที่มีรัศมีกว่าหมื่นพันกิโลเมตร คลื่นใต้น้ำก็ถูกสร้างขึ้น ราวกับว่าท้องทะเลกำลังคลุ้มคลั่ง คลื่นเหล่านี้กลายเป็นน้ำวนอีกครั้งโดยที่ครั้งนี้มันมาบรรจบกันที่ฉู่โม่ว
และนี่ก็เป็นเพราะพลังจิตของฉู่โม่วกำลังกระจายไปทั่ว
โชคยังดี
ที่จังหวะต่อมา
ด้วยการปล่อยสายธนูที่เหนี่ยวไว้ ศรสีเงินที่สะสมพลังมาได้เต็มเปี่ยมแล้วก็พุ่งออกไปในพริบตา มุ่งหน้าสู่มังกรยักษ์ที่กำลังปล่อยแสงศักดิ์สิทธิ์ออกอยู่
ภาพลวงตาที่มังกรตนนี้สร้างมานั้น กำลังทำให้ฉู่โม่วรู้สึกเหมือนว่าตนกำลังอยู่ในพื้นที่โล่งกว้าง และศรของเขาก็กำลังพุ่งตรงไปในท้องฟ้าที่มีเป้าหมายเป็นดวงดาว
ทว่าตั้งแต่ที่ปล่อยศรออกไป
เสียงของมิติที่ฉีกขาดก็ดังระงมออกมา ไม่ว่าที่แห่งใดที่มันพุ่งผ่านไป พลังของมันก็จะทำลายสิ่งที่อยู่ในจุดนั้นให้แตกออกเป็นเสี่ยง ๆ ราวกับไม่มีอะไรสามารถหยุดมันได้
ตูม!
การปะทะกันที่รุนแรง นำพามาซึ่งเสียงระเบิดที่ดังกึกก้อง
ศรสีเงินเหลือให้เห็นเพียงหางศรที่มีไฟลุกท่วมเท่านั้น
…
…

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ระบบกลืนกินพรสวรรค์