เข้าสู่ระบบผ่าน

ระบบกลืนกินพรสวรรค์ นิยาย บท 341

บทที่ 341 มรดกตกทอดจากสำนัก และ การกลับมาของหยกเบิกนภา!

สำนักวิถีอากาศ และโถงผู้อาวุโส

ผู้อาวุโสสูงสุดในคราบชายชราผู้มีหนวดและเคราสีขาวกำลังนั่งอยู่บนบัลลังก์ ที่ด้านซ้ายและขวาของเขามีเหล่าผู้อาวุโสระดับสูงกว่าสิบคนกำลังนั่งเรียงรายเป็นแถวกันอยู่ หรือแม้แต่บรรพบุรุษของสำนักเองก็ยังตาม ๆ กันมา และรวมกันอยู่ที่นี่

บรรพบุรุษเหล่านี้เป็นเสาหลักของสำนักวิถีอากาศ เป็นผู้ก่อตั้งที่ทำให้สำนักวิถีอากาศกลายมาเป็นมหาอำนาจแห่งเขตแดนนภามรกตนี้ได้ พวกเขาแต่ละคนมีพลังที่แก่กล้า ขั้นต่ำก็เป็นถึงขั้นเทวะยุทธ์หมดแล้ว สูงสุดก็เป็นถึงขั้นมหาเทวะยุทธ์

ในอดีต พวกเขาต้องเจอเข้ากับวิกฤตกาลครั้งใหญ่ที่เกิดขึ้นกับสำนัก ทำให้สำนักถึงกับสิ้นสลายไป

ทว่าในวันนี้

ทุก ๆ คนได้กลับมารวมตัวกันอีกครั้ง โดยหวังว่าจะได้พบลูกศิษย์ของพวกเขาที่ยังหลงเหลืออยู่

“ศิษย์ฉู่โม่ว ยินดีที่ได้พบท่านผู้อาวุโสสูงสุด ท่านผู้อาวุโสและท่านบรรพบุรุษครับ!”

ฉู่โม่วที่ยืนอยู่ในโถง เผชิญหน้ากับทุกสายตาด้วยท่าทีเยือกเย็น โค้งคำนับและกล่าวทักทาย

“เงยหน้าขึ้นเถิด แล้วทำตัวตามสบาย”

ผู้อาวุโสสูงสุดแห่งสำนักยกมือขวาขึ้นและพูดด้วยเสียงเบา

เพื่อให้ฉู่โม่วนั่งลงได้

“ขอบคุณครับ ท่านผู้อาวุโสสูงสุด”

ฉู่โม่วโค้งหัวให้อีกครั้ง จากนั้นจึงค่อย ๆ นั่งลงไป

ชายชราผู้เป็นผู้อาวุโสสูงสุดแห่งสำนักถอนหายใจด้วยความโล่งอกและเหลียวมองลงมา ภาพที่ฉู่โม่วนั่งขัดสมาธิลงไปบนฟูก ยืดหลังตรงเสมือนต้นสน และสวมชุดสีขาวเสมือนภูเขาหิมะที่มั่นคง ปลดปล่อยบารมีออกมาจากตนจนไม่ว่าใครมองก็ตระหนักได้ว่าไม่ควรสบประมาทคนคนนี้

ยิ่งในฐานะที่เขาเป็นศิษย์อันดับหนึ่งในตอนนี้

ไม่ว่าเขาจะมีรูปลักษณ์เช่นใด เหล่าผู้อาวุโสในสำนักก็ย่อมดีใจอยู่แล้ว

เช่นนั้นแล้วตอนนี้

สีหน้าของทุก ๆ คนจึงไม่มีการแสดงอะไรออกมาเป็นพิเศษ

“ฉู่โม่ว เธอสามารถบอกพวกฉันได้ไหม ว่าในอนาคตจะเกิดอะไรขึ้นกับสำนักวิถีอากาศ?”

หลังจากที่ได้สูดหายใจเข้าลึก ๆ แล้ว ผู้อาวุโสสูงสุดแห่งสำนักก็กล่าวถามออกมา

ได้ยินเช่นนั้น

ฉู่โม่วก็เข้าใจได้ทันทีว่าคนเหล่านี้คงจะได้เห็นภูมิหลังของเขาบ้างแล้วแน่ ๆ

เมื่อคิดอยู่ครู่หนึ่ง เขาจึงตอบกลับ “ผมไม่รู้อะไรมากเป็นพิเศษหรอกนะครับ มันเป็นเพราะว่าช่วงที่ผมกำลังสำรวจเขตแดนลับอยู่ ผมเผอิญเข้าไปเจอกับภูเขาที่ถูกปกป้องด้วยค่ายมนตราของสำนัก ก่อนจะได้หลุดเข้าไปในดินแดนที่เหนือเกินกว่าจะจินตนาการถึงได้”

จากนั้น

เขาก็ไม่ได้ปกปิดอะไรทั้งนั้น และเล่าเรื่องทุกอย่างที่เขาพบเจอให้ฟัง

“เป็นเช่นนั้นนี่เอง”

“สิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดนั้น เสมือนว่าอยู่ในฝันที่ยาวนาน คล้ายกับหยดน้ำค้างที่รวบรวมเรื่องราวเอาไว้ เป็นฝันร้ายที่ไม่น่าหวนคิดถึง… ฉันคาดการณ์ไว้ว่า สิ่งที่เธอเห็นนั้น น่าจะเป็นความทรงจำสุดท้ายของบรรพบุรุษของสำนักวิถีอากาศที่อยู่ในวาระนั้นก่อนที่พวกเขาจะสิ้นชีวิตไป แต่สำหรับพวกเราในที่นี้ สิ่งที่ได้รับรู้ คือความฝันที่ไม่อาจจะก้าวไปถึงได้…”

ผู้อาวุโสสูงสุดแห่งสำนักตระหนักและเข้าใจในสิ่งที่ฉู่โม่วพูด

ในส่วนของผู้อาวุโสระดับสูงกับบรรพบุรุษผู้ล่วงลับอีกมากมาย ณ ตอนนั้น พวกเขากำลังแสดงสีหน้าเหลือเชื่อแบบสุด ๆ ชัดเจนว่าพวกเขาเชื่อเรื่องนี้กันได้ค่อนข้างยาก

โชคดี

ที่พวกเขาไม่ใช่คนธรรมดาทั่ว ๆ ไป จึงสามารถฟื้นคืนสติได้อย่างรวดเร็ว

หลงเหลือไว้เพียงความเศร้าโศกบนใบหน้า

ยังไงเสีย

ไม่ว่าใคร หากครั้งหนึ่งเคยได้รู้ว่าสำนักที่สุดแสนจะยิ่งใหญ่และทรงพลังของพวกตนจะถูกทำลายจนย่อยยับในภายภาคหน้า ไม่มีทางเลยที่พวกเขาจะไม่รู้สึกหดหู่เช่นนี้

“ฉันไม่เคยคิดเลยว่าสำนักวิถีอากาศที่ยั่งยืนมาเกือบหมื่นปีของพวกเรา จะต้องถูกลบหายออกจากหน้าของประวัติศาสตร์เช่นนี้!”

“ยากที่จะคิดจริง ๆ ว่าวิกฤตกาลอันใดที่ทำให้อนาคตของพวกเรานั้นต้องล่มสลายได้ขนาดนี้ พวกเราเป็นสำนักขนาดใหญ่กันเลยนะ!”

“ไม่น่าเชื่อ!”

กลุ่มเสียงที่แสดงความตกตะลึง ประหลาดใจและยากที่จะยอมรับดังขึ้น

และในตอนนี้

ผู้อาวุโสสูงสุดแห่งสำนักผู้ได้สติกลับคืนมาก็พูดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่อบอุ่น “สหายน้อยฉู่โม่ว ฉันต้องขอบคุณเธอมากจริง ๆ ที่ช่วยให้พวกเราตระหนักถึงเรื่องนี้ ฉันขอบคุณมากจริง ๆ …อย่างไรก็ตาม ฉันเองก็มีเรื่องที่อยากจะขออีกหนึ่งอย่าง และหวังว่าสหายน้อยของฉันจะสามารถตอบรับมันได้”

“ได้โปรดเอ่ยมาเลยครับ”

ในตอนนั้น ฉู่โม่วรู้อยู่แล้วว่าอีกฝ่ายต้องการจะพูดอะไร ดังนั้นเขาจึงพยักหน้าและยินยอมโดยไม่ลังเล

“ในเมื่ออนาคตของสำนักวิถีอากาศของฉัน ย่อมต้องถูกทำลายลง มันคงยากที่สิ่งตกทอดของพวกฉันจะถูกส่งต่อให้ถึงมือของผู้ที่คู่ควรกับมันจริง ๆ”

“ฉันในฐานะผู้ปกครอง อยากจะส่งมอบมรดกแห่งสำนักวิถีอากาศให้แก่เธอ และหวังว่าสักวันหนึ่งในอนาคต หากเธอได้พบกับศิษย์ผู้เหลือรอดแห่งสำนักวิถีอากาศเข้า เธอจะมอบสิ่งนี้ให้แก่เขา… ฉันไม่อยากให้สำนักที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นถึงมหาอำนาจ… ต้องหยุดลงแต่เพียงเท่านี้!”

“แน่นอนว่า ฉันมีสิ่งของตอบแทนมอบให้ สหายน้อยฉู่โม่ว เธอยังสามารถฝึกฝนได้… พรสวรรค์ของเธอนั้นล้ำเลิศ แม้แต่สวีอวิ้นเอ๋อร์ก็ไม่อาจทัดทานเธอได้ ฉันเองก็อยากจะให้เธอเป็นผู้สืบทอดมรดกชิ้นนี้ แต่ดูเหมือนว่าพวกฉันคงไม่ได้เห็นความสำเร็จและแสดงความยินดีให้เธอได้”

พูดเช่นนั้น รอยยิ้มก็ปรากฏขึ้นบนมุมปากของชายชรา

ซึ่งทางฉู่โม่วเองก็เผยรอยยิ้มน้อย ๆ ออกมาด้วย

เขาพูดตอบ “ท่านผู้อาวุโสสูงสุด ผมจะจดจำเอาไว้ครับ ถ้าเมื่อใดที่ผมได้พบลูกศิษย์แห่งสำนักวิถีอากาศในอนาคต ผมจะส่งต่อมรดกชิ้นนี้ไปให้อย่างแน่นอน!”

ผู้อาวุโสสูงสุดแห่งสำนักพยักหน้าช้า ๆ จากนั้นจึงเริ่มทำการส่งต่อมรดกสืบทอด

ชายชรายกมือขวาขึ้นและชี้ไปที่หว่างคิ้วของฉู่โม่วที่อยู่ห่างออกไปเล็กน้อย

ทันใดนั้น

ฉู่โม่วก็รู้สึกได้ว่ามีข้อมูลของบางสิ่งบางอย่างค่อย ๆ ถูกสร้างขึ้นภายในห้วงความคิดของเขา

สิ่งนี้เป็นข้อมูลของเจตจำนงลับและวิธีเข้าถึงพร้อมกับวิธีการฝึกฝนร่างกายลับอีกมากมาย และสิ่งนี้ถือเป็นมรดกสืบทอดแห่งสำนักวิถีอากาศ ซึ่งปริมาณของวิธีการเหล่านี้สามารถรองรับการฝึกฝนได้จนถึงขั้นเทวะยุทธ์หรือมหาเทวะยุทธ์ได้เลย

มันเป็นสิ่งที่สำนักวิถีอากาศค้นพบและเป็นกองกำลังสำคัญที่ยิ่งใหญ่มาได้ตลอดหลายพันปีนี้

หากสิ่งนี้แพร่กระจายออกไป แม้จะเป็นเพียงเศษเสี้ยวก็สามารถทำให้ผู้ปลุกพลังอีกมากมายรวมถึงกองกำลังอีกมากมายตกอยู่ในภวังค์แห่งความโลภแน่นอน

แต่ในตอนนี้

ผู้อาวุโสสูงสุดแห่งสำนักวิถีอากาศผู้นี้ กำลังถ่ายทอดมาให้คนนอกอย่างฉู่โม่วโดยที่ไม่ปิดบังแต่อย่างใด

ทว่า

ด้วยความที่มันเป็นสิ่งที่ชายหนุ่มไม่เคยรู้จักมาก่อนซึ่งถูกเติมเต็มในชั่วพริบตา มันเลยทำให้เรื่องบางอย่างเขาก็ไม่สามารถเข้าใจได้ในทันที ส่งผลให้สมองของเขาทำงานอย่างหนักเพื่อขจัดความขมุกขมัวที่ไม่สามารถเข้าถึงนี้ได้ และเพราะแบบนี้มันเลยทำให้เขาสูญเสียความนิ่งสงบไปครู่หนึ่งด้วย

โชคดีที่ความรู้สึกเหล่านี้มลายหายไปอย่างรวดเร็ว

พักหนึ่ง

ฉู่โม่วก็สามารถแบกรับสิ่งสืบทอดทั้งหมดมาได้ และห้วงจิตของเขาก็ค่อย ๆ ฟื้นสภาพกลับคืนมา

“ฟู่…”

“ใช่แล้ว!”

“ความฝันในอีกหลายพันปีต่อจากนี้คงหนีไม่พ้นแล้ว และฉันที่ตื่นขึ้นมาในฐานะอดีตกาลควรจะหายไปกับสายลมเสียที ทุกอย่างควรกลับสู่อดีตที่ควรอยู่… สหายน้อยฉู่โม่ว ฉันต้องไปแล้ว!”

สิ้นเสียง ชายชราก็ขยับแขนเสื้อของตน

จากนั้น

พายุใหญ่ก็พัดพาเอาโถงทั้งหมดนี้ให้กลับกลายเป็นเพียงฝุ่นผง ไม่เพียงเท่านั้น แม้แต่โลกใบใหญ่ที่สร้างจากความฝันนี้เองก็ค่อย ๆ แตกสลายไปทีละนิด ๆ ด้วย

มันดูน่ากลัว แต่ก็ไม่สามารถทำอะไรได้

ในตอนนั้น ฉู่โม่วรู้สึกได้ว่าสายลมที่รุนแรงนี้กำลังพัดพาสติของเขาให้เลือนรางลง

ดวงตาของเขามืดดับลง และภาพตรงหน้าก็ค่อย ๆ สลายหายไป

มันใช้เวลาไม่นานกว่าภาพทั้งหมดจะจางหายไปโดยสมบูรณ์

ฉู่โม่วเห็นได้เพียงภาพของผู้อาวุโสสูงสุดแห่งสำนักวิถีอากาศค่อย ๆ หายไปพร้อมสายตาที่แสดงถึงความสบายใจ ชายคนนั้นลุกขึ้นด้วยขุมพลังอันยิ่งใหญ่ประดุจมังกรยักษ์และมุ่งหน้าขึ้นไปยังฟากฟ้า เช่นเดียวกับเหล่าบรรพบุรุษและผู้อาวุโสที่ทะยานตามไปด้วยดั่งแสงจากฟ้าที่กลับคืนสู่สถานที่ที่ตนจากมา

ขณะเดียวกัน

ฉู่โม่วก็สังเกตเห็นได้ถึงสวีอวิ้นเอ๋อร์ผู้ที่สวมชุดกระโปรงสีขาวสะอาด กำลังยืนอยู่บนจุดสูงสุดของยอดเขา ระหว่างที่มวลเมฆมากมายเบื้องหลังเธอนั้นกำลังถูกหลุมดำกลืนกินเข้าไป หญิงสาวไม่ได้หันกลับไปมองแต่อย่างใด เธอเพียงเงยหน้าและมองไปยังฉู่โม่วอย่างไม่วางตา

ชายผ้าที่สวมของเธอนั้นพลิ้วไปตามแรงลมเช่นเดียวกับเส้นผม มือหนึ่งถือกระบี่ยาวไว้อย่างมั่นคง ในขณะที่ทั่วทั้งร่างกำลังปลดปล่อยพลังที่น่าเกรงขามออกมา ราวกับเป็นผู้ที่มีชีวิตนิรันดร์

ทว่า

สตรีผู้ยืนตระหง่านบนยอดเขาผู้นั้น แววตาที่มองไปยังฉู่โม่วกลับเป็นแววตาที่เปี่ยมด้วยอารมณ์และความรู้สึกมากมายจนยากที่จะจำแนก ริมฝีปากเรียวบางกล่าวถ้อยคำบางอย่างที่ไร้ซึ่งเสียง

แต่

ฉู่โม่วก็สามารถเข้าใจได้ผ่านจิตสัมผัสและการอ่านปาก

“ศิษย์พี่ รอฉันก่อนนะ ฉันจะต้องหาท่านให้เจอได้อย่างแน่นอน!”

หาฉันเหรอ?

เขาประหลาดใจ

ก่อนที่จะได้คิดทบทวนเรื่องนี้อย่างถี่ถ้วน ภาพของเธอตรงหน้าก็แตกสลายไป เช่นเดียวกับที่ดวงตาของเขามองเห็นเพียงความมืดมนอีกครั้งพร้อมกับสติที่ดับวูบ

“อุก ปวดหัวชะมัด…”

เมื่อฉู่โม่วตื่นขึ้นมาอีกที สมองของเขาก็รู้สึกงุนงงไปหมด ความเจ็บปวดวิ่งพล่านไปทั่วราวกับโดนค้อนปอนด์ทุบเข้ามาแรง ๆ

เมื่อมองไปรอบ ๆ

เขาก็พบว่าสถานที่ที่เขาอยู่ ณ ตอนนี้คือสวรรค์และโลกแล้ว

มันยังคงเป็นที่เดิมก่อนที่เขาจะเข้าไปในความฝันนั้น อันที่จริง มันก็เป็นที่เดียวกับที่ปรากฏในฝันเลย ทว่ามันไม่ได้งดงามและยิ่งใหญ่เหมือนอย่างที่เคยเห็นแล้ว ทุกสิ่งอย่างเป็นเพียงซากปรักหักพังจนไม่เหลือชิ้นดี

ภายหลังจากที่ฉู่โม่วจัดการตัวเองได้แล้ว เขาก็อดไม่ได้ที่จะคิดถึงสถานที่อันงดงามที่ได้พบเจอในความฝัน

“เหมือนฝันจริง ๆ แฮะ…”

เขาอดไม่ได้ที่จะถอนหายใจ

ทว่า

สิบสามปีที่ได้ใช้ชีวิตอยู่ในโลกแห่งความฝัน ผนวกเข้ากับความทรงจำที่ตกทอดอยู่ในหัวของเขา ความทรงจำที่ทรงพลังและยิ่งใหญ่ ชี้ให้เขาเห็นชัดเจนว่าสิ่งที่เขาคิดว่าเป็นความฝันนั้น แท้จริงแล้วมันคือความจริงที่ซ้อนทับอยู่ในฝันอีกทีหนึ่ง!

ประวัติการอ่าน

No history.

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ระบบกลืนกินพรสวรรค์