บทที่ 396 คุณเป็นใคร… ถึงสมควรได้รับมัน?!
เมื่อได้ยินพระสุรเสียงที่อัดแน่นด้วยโทสะนี้
ทั่วทั้งโลกก็พลันเงียบลงทันที
ทว่าพริบตานั้นเอง
ตูม! ตูม! ตูม!
ในพื้นที่อันห่างไกลจากฐานจงไห่
บังเกิดการระเบิดอย่างรุนแรงครั้งแล้วครั้งเล่า ราวกับเสียงฟ้าผ่าลั่นกลองรบดังระรัวเป็นจังหวะ ทุกครั้งที่เกิดเสียง… แผ่นดินจะสั่นสะเทือนอย่างต่อเนื่อง
ผู้ปลุกพลังทั้งหมดที่ยืนอยู่บนพื้นจู่ ๆ ก็ทรงตัวไม่ได้ และเดินโซซัดโซเซไปมา
แม้แต่แผ่นเปลือกโลกชั้นใต้ดินก็เกิดการสั่นไหวอย่างรุนแรงจนพังทลายและตัดขาดเป็นหลุมลึก กระทั่งชนกันจนเกิดเป็นเนินเขาลูกใหม่
ทันใดนั้นก็มีหนึ่งเสียงอุทานดังขึ้น ด้วยความตกใจและหวาดกลัวอย่างสุดจะพรรณนา “พระเจ้า… นั่น… นั่นตัวอะไรน่ะ!”
ผู้ปลุกพลังคนหนึ่งชี้ไปข้างหน้า สีหน้าของเขาเต็มไปด้วยความสยดสยอง
ทุกคนมองตามไปโดยไม่รู้ตัว
และเมื่อเห็นสิ่งนั้น ทุกคนก็ตกตะลึงจนร่างแข็งทื่อในทันที
ตรงหน้าพวกเขา มันเป็นสิ่งมีชีวิตขนาดใหญ่… จนสามารถมองเห็นร่างนั้นแม้จะอยู่ห่างออกไปหลายหมื่นกิโลเมตร
ทั้งร่างเปล่งแสงสีทองเจิดจ้าราวกับดวงอาทิตย์ เท้าย่ำอยู่บนผืนดิน เปล่งแสงและกลิ่นอายที่ไร้ขอบเขตออกมา เสมือนเทพเจ้าผู้ฟื้นคืนชีพมาจากยุคบรรพกาล ซึ่งเต็มไปด้วยความยิ่งใหญ่และสง่างาม
เมื่อเห็นการดำรงอยู่ของตัวตนที่น่ากลัวเช่นนี้ ฉู่โม่วจึงอดไม่ได้ที่จะหรี่ตาลง
ผู้ปลุกพลังธรรมดาไม่สามารถมองผ่านแสงสีทองได้ แต่ฉู่โม่วสามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจน!
มันเป็นสัตว์อสูรที่ดูเหมือนจระเข้!
อย่างไรก็ตาม มันแตกต่างจากจระเข้ทั่วไปตรงที่ร่างกายของมันดูน่ากลัวกว่ามาก เพียงแค่ขนาดตัวที่นอนบนพื้น มันก็สูงถึงหนึ่งกิโลเมตร และยาวนับสิบกิโลเมตร!
โดยรวมแล้วมันดูไม่เหมือนร่างกายที่มีเลือดเนื้ออยู่เลย แต่เป็นเหมือนป้อมปราการเคลื่อนที่เสียมากกว่า!
และในขณะนี้
ร่างที่ถูกปกคลุมด้วยแสงสีทองไร้ที่สิ้นสุดกำลังเดินมาทีละก้าว ราวกับหลุดออกมาจากโลกยุคบรรพกาลอันห่างไกล
ทุกย่างก้าวที่เหยียบย่ำลงมา ทำให้แผ่นดินสั่นสะเทือน และเกิดเสียงระเบิดดังขึ้น ไม่ว่ารอยเท้าจะผ่านไปที่ใด ก็จะปรากฏหลุมลึกหลายสิบเมตรประทับไว้อยู่
ตอนนี้เอง
ทุกคนถึงตระหนักว่าเสียงระเบิดดังสนั่นที่ปรากฏก่อนหน้านี้ ต้นเหตุก็มาจากสิ่งมีชีวิตขนาดใหญ่ที่กำลังเดินอยู่บนผืนดินขณะนี้นี่เอง!
ตูม!
ตูม!
จระเข้ยักษ์บรรพกาลที่สุดแสนจะน่ากลัว กำลังวิ่งตรงมาด้วยความเร็วสูง!
ยิ่งมันเข้ามาใกล้มากขึ้น… แสงสีทองบนร่างของมันก็ยิ่งเจิดจ้ามากขึ้นเท่านั้น
ลำแสงจำนวนนับไม่ถ้วนที่สะท้อนตกลงมา ทำให้โลกพลันถูกปกคลุมด้วยชั้นของแสงสีทอง และด้วยสิ่งนี้จึงทำให้ผู้ปลุกพลังลืมตาไม่ขึ้น มือของทุกคนพยายามบังแสงนั้นไว้
ในไม่ช้า จระเข้ยักษ์บรรพกาลก็ได้เดินข้ามผ่านหลายพันกิโลเมตรมาถึงตรงหน้าพวกเขาแล้ว
ที่กล่าวกันว่าอยู่ตรงหน้า แต่แท้จริงแล้วมันยังอยู่ห่างจากสุดยอดฐานจงไห่หลายสิบกิโลเมตร
ศีรษะของมันก้มต่ำลงเล็กน้อย
เป็นดวงตาคู่หนึ่งที่พร่างพราวราวกับดวงอาทิตย์ ซึ่งเต็มไปด้วยกลิ่นอายที่เย็นยะเยือกและน่าพรั่นพรึง กำลังจับจ้องไปที่ทุกคน
“เฮือก…”
โลกคล้ายกับหยุดหมุนไปชั่วขณะ
เพียงแค่การจ้องมองก็ทำให้ลมหยุดพัด เมฆฝนเลือนหาย และแม้แต่ดวงอาทิตย์ก็หรี่แสงลงมาก ราวกับเกรงกลัวการดำรงอยู่ของตัวตนตรงหน้านี้
ณ ตอนนี้
ผู้ปลุกพลังทุกคนรู้สึกเหมือนกำลังถูกจับจ้องจากเทพองค์จริง มีความเย็นยะเยือกไม่รู้จบค่อย ๆ ครอบงำพวกเขาโดยไม่รู้ตัว จนบังเกิดความรู้สึกเกรงขามจากก้นบึ้งของจิตใจ
ทั้งหมดต่างเริ่มหดหัวลง โดยไม่มีความกล้าที่จะเผชิญหน้ามอง ราวกับพวกเขากำลังเคารพนอบน้อมต่อจักรพรรดิ ด้วยความรู้สึกที่แตกต่างกัน
กลัว!
ผวา!
ระทึก!
เหลือเชื่อ!
ตื่นตระหนก!
อารมณ์ด้านลบนับไม่ถ้วนตามหลอกหลอนผู้ปลุกพลังของเผ่าพันธุ์มนุษย์ทุกคน!
แม้ว่าพวกเขาจะสามารถต่อสู้กับสัตว์ดุร้ายได้ โดยไม่ห่วงชีวิตหรือหวาดกลัวต่อความตาย และก้าวไปข้างหน้าอย่างกล้าหาญ
นั่นเป็นเพราะพวกเขารู้ว่า
ตนเองยังพอมีโอกาสที่จะฆ่าหรือทำร้ายสัตว์อสูรให้บาดเจ็บสาหัส ดังนั้นพวกเขาจึงไม่เกรงกลัวและกล้าที่จะใช้ชีวิตเป็นเดิมพัน!
แต่ตอนนี้พวกเขากลับมีความคลางแคลงเกิดขึ้นในใจ
สัตว์ดุร้ายที่ส่องแสงเจิดจ้าราวกับดวงอาทิตย์อันยิ่งใหญ่ ซึ่งเป็นเหมือนเทพเจ้าที่ฟื้นคืนชีพจากยุคโบราณ มันเป็นสิ่งที่พวกเขาสามารถต่อกรรับมือด้วยพลังของมนุษย์ตัวจ้อยได้จริง ๆ หรือ?!
ทุกคนมีความสงสัยอยู่ในใจ
…
ราชาอสูรได้เบนดวงตาที่เหมือนกับดวงอาทิตย์จากเผ่าพันธุ์มนุษย์จำนวนมาก ก่อนจะหันมาจับจ้องร่างของฉู่โม่ว และกล่าวด้วยน้ำเสียงอันยิ่งใหญ่ “มนุษย์ตัวน้อย เจ้าแข็งแกร่งมากก็จริง แต่เจ้าล้ำเส้นเกินไปแล้ว!”
ทุกถ้อยคำนั้นเต็มไปด้วยความเกรี้ยวกราว จนสามารถทำให้บรรยากาศโดยรอบปั่นป่วน และเต็มไปด้วยเสียงฟ้าร้องฟ้าผ่า
“พวกสัตว์อสูรป่าเถื่อนเข้ามาโจมตีเราก่อน ในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง ฉันก็ต้องตอบโต้ออกไปบ้างเป็นเรื่องธรรมดา!”
ฉู่โม่วพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
อย่างไรก็ตาม คำพูดนั้นกลับเต็มไปด้วยไอสังหารที่รุนแรง จนกระบี่ในมือสั่นคลอนตอบรับ เห็นได้ชัดว่ามันสัมผัสได้ถึงเจตนาสังหารในใจของเจ้านายมัน
“รนหาที่ตายซะแล้ว!”
ราชาอสูรรู้สึกเดือดดาลยิ่ง
มันมีชีวิตอยู่มาไม่รู้กี่ปี และด้วยสถานะปัจจุบัน ไม่เคยมีใครกล้าขัดความประสงค์ของมันแม้แต่น้อย ทว่าตอนนี้กลับมีมนุษย์ตัวเล็กเท่ามดผู้หนึ่ง กำลังเผชิญหน้ากับมันแบบตรง ๆ และยังกล้าที่จะปล่อยเจตนาสังหารออกมาโดยไม่ได้รับอนุญาต
ก็แค่คนโง่ไม่ประมาณตนผู้หนึ่ง!
เมื่อตระหนักได้เช่นนั้น สัตว์อสูรจระเข้ยักษ์ก็ส่งเสียงร้องคำรามทันที
ทันใดนั้นเอง
การสะกดข่มที่น่าพรั่นพรึงปรากฏขึ้น ก่อนจะแผ่กระจายไปทั่วโลกอย่างรวดเร็ว จนปกคลุมพื้นที่โดยรอบหลายพันกิโลเมตร
“โฮก!”
จารึกเวทขนาดใหญ่ที่ปกป้องฐานทัพจงไห่ทั้งหมด ซึ่งเคยรับมือกับการโจมตีของสัตว์อสูรนับไม่ถ้วนอย่างแข็งแกร่ง ในขณะนี้ ภายใต้รัศมีคำรามอันทรงพลัง มันแตกร้าวก่อนจะระเบิดในท้ายที่สุดทันที
คลื่นกระแทกมหาศาลกวาดออกไป ทำให้ผู้ปลุกพลังนับไม่ถ้วนไม่สามารถยืนได้อย่างมั่นคงหรือบินถอยไปโดยตรง
ยิ่งไปกว่านั้น ผู้ปลุกพลังหลายคนเริ่มล้มลงคุกเข่าด้วยเสียงตุ้บ และไม่สามารถลุกขึ้นได้ ราวกับว่าเขาแบกภูเขาหลายลูกไว้บนหลัง
กลิ่นอายที่น่าหวาดหวั่นเช่นนี้ ทำให้เผ่าพันธุ์มนุษย์หน้าถอดสีไปในทันที
“เพียงแค่ลมหายใจเดียว ก็เพียงพอที่จะหยุดการโจมตีอย่างเต็มกำลังของราชันย์เทพยุทธ์ระดับสูงสุดแล้ว!”
“สิ่งมีชีวิตที่น่าพรั่นพรึงเช่นนี้ เผ่าพันธุ์มนุษย์ของเราจะชนะได้จริง ๆ เหรอ!?”
“ไม่ดีแล้ว พลังมันแตกต่างเกินไป!”
ทันทีที่คำพูดนั้นหลุดออกมา
จักรพรรดิสัตว์อสูรก็ผงะด้วยสีหน้าบิดเบี้ยวไปชั่วครู่ ก่อนจะแสดงอารมณ์โกรธเกรี้ยวออกมาจนโลกสั่นสะเทือน
มันไม่คิดว่าชายหนุ่มจะกล้าตอบกลับออกมาเช่นนี้
เดิมทีมันต้องการช่วยชีวิตเจ้ามดตัวนี้ เพราะชื่นชอบในพรสวรรค์ แต่มันไม่คิดเลยว่ามดตัวจ้อยนี้จะทำตัวเย่อหยิ่งถึงขนาดกล้าต่อปากต่อคำ
“มนุษย์ เจ้าเลือกแสวงหาความตายเองนะ!”
มันคำรามด้วยความเดือดดาลพร้อมกับปะทุรัศมีอันน่าพรั่นพรึง
“แกนั่นแหละที่แสวงหาความตาย!”
ฉู่โม่วคำรามด้วยเช่นกัน และระเบิดไอสังหารบนร่างออกจนถึงขีดสุดทันที
โดยไม่พูดพร่ำทำเพลง
เขาคร้านจะสนทนาเรื่องไร้สาระพรรค์นี้กับสัตว์อสูรยุคบรรพกาลตัวนี้
ร่างของเขาหายวับดุจภูติพราย แล้วไปอยู่ต่อหน้าราชาอสูรทันที
พลังปราณ เลือดและอณูแห่งชีวิตในร่างไหลเวียนพุ่งพล่านอย่างรุนแรง จนเกิดควันไอร้อนขึ้น มันระเบิดออกมาด้วยพรสวรรค์ทุกอย่างที่เขามี พร้อมพลังกาย 9.3 ล้านพลังมังกร
“สะบั้น!”
ร่างของฉู่โม่วเต็มไปด้วยเจตจำนงแห่งกระบี่และจิตวิญญาณแห่งการต่อสู้อย่างถึงขีดสุด พร้อมกระชับถือกระบี่ดาราทมิฬ และฟันไปที่จักรพรรดิสัตว์อสูรอย่างไม่ออมแรง
เคร้ง! เคร้ง! เคร้ง!
แสงสีดำทมิฬตัดผ่านไปทั่วทั้งโลก
ไม่ว่าจะผ่านไปที่ใด มิติความว่างเปล่าก็จะถูกตัดออก เผยให้เห็นความปั่นป่วนโกลาหลสีดำเล็ดลอดออกมา เป็นรัศมีกระบี่สีดำทมิฬที่กลืนกินแสงของโลกหล้าจนมืดหม่นลงราวกับหลุมดำ
“ในเมื่อเจ้าอยากตาย ข้าก็จะให้เจ้าได้สมหวัง!”
เมื่อสัมผัสได้ถึงคมกระบี่และกลิ่นอายสังหารที่เต็มไปด้วยเจตจำนงมหาศาล
ราชาอสูรจระเข้ยักษ์ก็ไม่รอช้า รีบเคลื่อนไหวตอบโต้เข้าห้ำหั่นโดยตรง ไม่มีการประนีประนอมอีกต่อไป
เพียงมันอ้าปาก กลุ่มแสงพลันก่อตัวขึ้นเป็นลูกบอลสายฟ้าไร้ที่สิ้นสุดอย่างเต็มกำลัง
ตู้ม!
พร้อมกับเสียงดังลั่น ลำแสงสายฟ้าหนาหนึ่งร้อยเมตร พลันระเบิดออกมา พลังที่สามารถทำลายล้างทุกสิ่งในโลก พุ่งเข้าหาร่างฉู่โม่วอย่างรวดเร็ว
“ฉู่โม่ว!”
“ไม่นะ ท่านราชันย์เทพยุทธ์กลืนกินสวรรค์!”
บนท้องฟ้าเหนือฐานจงไห่ ราชันย์เทพยุทธ์ชิงชาง และคนอื่น ๆ พลันหน้าถอดสีกะทันหัน
ในมุมมองของพวกเขา
ช่วงเวลานี้ ฉู่โม่วซึ่งกำลังควงกระบี่ เผชิญหน้ากับสัตว์อสูรจระเข้ยักษ์บรรพกาลที่มีลำตัวยาวหลายพันเมตร
มันราวกับว่ามนุษย์ที่ไร้ซึ่งพลัง กำลังยั่วยุเทพเจ้าผู้ทรงฤทธานุภาพไม่ก็ปาน!
และเสาสายฟ้าที่มีพลังทำลายล้างโลกนี้ คือการลงทัณฑ์อย่างโกรธเกรี้ยวจากเหล่าทวยเทพ!
ไม่มีใครสงสัยเลย
หากเสาสายฟ้านี้โดนร่างของฉู่โม่ว เขาจะไม่มีโอกาสรอดชีวิตอย่างแน่นอน เพราะแม้แต่ผืนแผ่นดินในรัศมีแสนกิโลเมตรก็ยังถูกบดขยี้จนราบเป็นหน้ากลอง
แต่…
ยังมีสิ่งหนึ่งที่พวกเขาไม่รู้ก็คือ
ในวันนี้ ฉู่โม่วจะแสดงให้พวกเขาเห็นว่า
การสังหารเหล่าทวยเทพด้วยร่างมนุษย์มันเป็นอย่างไร!

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ระบบกลืนกินพรสวรรค์