บทที่ 408 สิ่งล้ำค่าในยุคสุดท้าย กับ การเปลี่ยนแปลงที่น่าตกใจ!
วัสดุที่ใช้สำหรับการสร้างกำแพงเมืองนั้นมีน้ำหนักประมาณหลายสิบตันได้
สำหรับผู้ปลุกพลังธรรมดาคนหนึ่ง นี่ไม่ใช้น้ำหนักที่เขาจะยกได้ด้วยตัวเอง หากจะทำก็ต้องมีช่วงพักที่ออกจะถี่กว่าปกติเสียหน่อย สำหรับคนที่อยู่ในขั้นจอมยุทธ์แล้ว ถึงจะแข็งแกร่งกว่าเพียงไหน หากต้องแบกพวกมันโดยไม่พักก็เหนื่อยเจียนตายได้เหมือนกัน
เรียกได้ว่าเป็นงานหินอย่างมาก
ถึงอย่างนั้นของรางวัลก็ช่างล่อตาล่อใจ มันทำให้คนเหล่านั้นเกิดประกายมุ่งมั่นไม่น้อย ตราบใดที่พวกเขาร่วมมือกันทำงาน เรื่องยากก็ใช่ว่าจะฝ่าฟันไปไม่ได้เสียหน่อย
อีกทั้ง นี่ไม่ใช่ทีมก่อสร้างกำแพงเมืองเพียงทีมเดียวที่มี
สำหรับกำแพงเมืองซึ่งทอดยาวเพียงสิบกว่ากิโลเมตร มีคนงานกำลังดำเนินการก่อสร้างดังกล่าวอยู่นับพันชีวิต เมื่อพวกเขาได้ยินว่าหากทำงานให้เสร็จก่อนถึงกำหนด ก็จะยิ่งได้รางวัลมากขึ้นจากที่ตกลงกันไว้ ทำให้พวกเขามีแรงฮึดกว่าที่เคย
เพียงไม่นาน เช้าวันใหม่ก็มาถึง
ณ เวลากลางวัน
รถอณูแห่งชีวิตหยุดลงเมื่อถึงจุดหมาย คนหลายคนก้าวเท้าลงมาคล้ายกองคาราวาน พวกเขาเปลี่ยนชิ้นส่วนบนรถให้กลายเป็นโรงอาหารขนาดใหญ่ พวกเขาเริ่มลงมือทำอาหาร วัตถุดิบหลักของมื้ออาหารนี้ได้แก่เนื้อของสัตว์อสูรระดับสูง ผสมกับสมุนไพรวิญญาณบางชนิด
ไม่นาน กลิ่นหอมจรุงก็ฟุ้งขจรไปทั่วบริเวณ ชวนให้ท้องของหลาย ๆ คนเริ่มหวั่นไหวไปตามกลิ่น
ผู้ปลุกพลังจากวิหารราชันย์เทพยุทธ์เข้ามาควบคุม ตรวจสอบการปรุงอาหารด้วยตัวเอง พวกเขาตรวจตราดูทั้งวัตถุดิบ ปริมาณของเนื้อสัตว์อสูรและหญ้าวิญญาณ เมื่อเห็นว่าทุกอย่างเป็นไปตามมาตรฐานก็พยักหน้าด้วยความพึงพอใจ
ผ่านไปครู่ใหญ่ อาหารก็เสร็จพร้อมเสิร์ฟ “อาหารเย็นพร้อมแล้ว!” ใครคนหนึ่งตะโกนขึ้นเสียงดัง
สิ้นเสียง บรรดาผู้ที่ถูกเกณฑ์แรงงานต่างโห่ร้องอย่างมีความสุข
จริงอยู่ที่เมื่อเป็นปรมาจารย์ยุทธ์แล้วข้าวก็หาใช่สิ่งที่จำเป็นต่อชีวิต ทว่าอาหารในมือนี้นั้นต่างออกไป ด้วยมันทำมาจากเนื้อสัตว์อสูรตั้งแต่ระดับหกขึ้นไปและสมุนไพรบางชนิด ซึ่งมีพลังที่แข็งแกร่งอย่างมาก เมื่อรับประทานเข้าไปแล้วจะออกฤทธิ์คล้ายยาเลือดผสม
เหตุนี้พวกเขาจึงทิ้งมาดของผู้ปลุกพลัง ฉีกกินเนื้อแต่ละชิ้นด้วยท่าทางหิวโหย
ผ่านไปสิบห้านาที เมื่อชายแซ่หลิวเห็นว่าทุกคนกินเสร็จแล้วและเริ่มดูดซึมยาเข้าสู่ร่างกาย เขาก็ออกคำสั่งแผดก้อง “เริ่มงานต่อได้!”
ทุกคนลุกขึ้นและทำงานต่อจากที่ค้างไว้
อาจจะด้วยสารอาหารที่มีสรรพคุณบำรุง พวกเขาจึงขะมักเขม้นยิ่งกว่าก่อนกินข้าวเป็นไหน ๆ ก่อนตะวันจะคล้อยต่ำ ในที่สุดเหล่าคนงานก็ทำงานจนสำเร็จ พวกเขาทดสอบกำแพงเมืองที่สร้างขึ้นอยู่หลายครั้ง เพื่อให้แน่ใจว่าจะไม่มีปัญหาในภายหลัง
“ทุกคนเก็บกวาดให้เรียบร้อย แล้วตามมารับรางวัลทางนี้!”
จอมยุทธ์หลิวพูดขึ้นพลางมองไปยังกำแมงเมืองที่ทอดยาวด้วยความภาคภูมิใจ
การก่อสร้างวันนี้ประสบความสำเร็จเกินคาด
พิจารณาจากความคืบหน้าในตอนนี้ คาดว่าพวกเขาจะซ่อมแซมได้เสร็จก่อนถึงกำหนดอย่างแน่นอน และถึงตอนนั้น พวกเขาไม่เพียงแค่จะได้รับรางวัลพิเศษเท่านั้น แต่ยังสามารถใช้ความสำเร็จนี้เป็นประโยชน์ในการทำสัญญารับเหมาก่อสร้างในส่วนอื่น ๆ ได้อีกด้วย
นอกจากนี้ โอกาสในการรวบรวมทรัพยากรเพื่อฝึกฝนวรยุทธ์ให้ลูกชายของเขาได้เข้าสู่ขั้นนายพลเมืองเองก็ไม่ไกลเกินฝัน
สำหรับจอมยุทธ์หลิวแล้ว พลังพรสวรรค์ของเขาจัดว่าไม่เลว กระนั้น ในช่วงปีแรก ๆ ของการฝึกวิชา เขาได้พบกับสัตว์อสูรที่ทรงพลังขณะออกไปยังโลกภายนอก แม้จะรอดมาได้อย่างหวุดหวิด แต่ฐานพลังของเขากลับถูกทำลายลงไปอย่างรุนแรง ทำให้ไม่สามารถก้าวไปสู่ระดับพลังที่สูงกว่านี้ได้อีก
บางทีพระเจ้าอาจจะเมตตาและพยายามชดเชยสิ่งที่เสียไปให้แก่เขา
จอมยุทธ์หลิวตัดสินใจแต่งงานเมื่อเห็นว่าหมดหวัง ไม่นานภรรยาของเขาก็ได้ให้กำเนิดลูกชายคนโตที่มากพรสวรรค์ เมื่อเด็กคนนั้นลองทดสอบฐานพลังตอนที่อายุได้สิบห้าปี ก็ปรากฏว่าเขามีพลังพรสวรรค์สองประการอยู่ในตัว โดยอย่างแรกอยู่ในระดับชั้นยอด ส่วนชนิดที่สองอยู่ในระดับกลาง ซึ่งตราบใดที่ฐานพลังไม่ถูกทำลาย ก็สามารถพัฒนาความแข็งแกร่งให้ไปถึงระดับนายพลเมืองได้ แม้แต่ระดับราชันย์ยุทธ์หรือราชันย์เทพยุทธ์เองก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้
ครั้นนึกภาพที่บุตรชายของตนได้เป็นจ้าวยุทธ์แล้ว เขาก็อดภาคภูมิใจไม่ได้
แต่แล้ว ความเสียใจก็มาเยือน
ทรัพยากรเหล่านี้ล้ำค่าก็จริง แต่มันจะไม่ถูกแจกจ่ายให้แก่หัวหน้าคนงานแต่อย่างใด ไม่อย่างนั้นแล้วจะกลายเป็นว่าได้รับทรัพยากรมากกว่าคนอื่นจนเกินไป
จากที่เขาไปหาสาเหตุ พบว่านี่เป็นการแทรกแซงจากทางวิหารราชันย์เทพยุทธ์ที่ต้องการให้เป็นไปเช่นนั้น โดยผู้ดูแลหลายคนของวิหารเข้ามาดูแลเรื่องนี้เป็นการเฉพาะ
เมื่อวานนี้จอมยุทธ์หลิวเห็นทุกอย่างด้วยตาของตัวเอง มีจอมยุทธ์คนหนึ่งที่ไม่ฟังคำสั่งนั้น และเขาก็ถูกผู้ดูแลปลิดชีพลงต่อหน้าต่อตา ศพของชายผู้นั้นยังคนถูกแขวนอยู่เหนือกำแพงเมืองอยู่เลย
ช่างเป็นวิธีจัดการที่รุนแรงและข่มขวัญได้ดีทีเดียว
การจัดสรรทรัพยากรแบบนี้ทำให้เขาซึ่งมีบทบาทกึ่ง ๆ ผู้รับเหมาก่อสร้างได้รับค่าตอบแทนเพียงเฉพาะในส่วนของตนเท่านั้น
ถึงอย่างนั้นก็ยังเรียกว่าได้กำไรอยู่ไม่น้อย
“ช่างเถอะ! มาสนุกกันดีกว่า!”
เขาเตือนตัวเองไม่ให้ยื่นมือไปคว้านั่นโฉบนี่ตามอำเภอใจ ด้วยต้องรักษาหัวไว้ไม่ให้ขาดจากคอ
สำหรับคนอื่น พวกเขาไม่รู้เลยว่าผู้เป็นหัวหน้ากำลังคิดอะไรอยู่ คนนับร้อยพากันเก็บข้าวของของตน ก่อนจะติดตามอีกฝ่ายไปรับรางวัลทั้งใจที่คาดหวัง
อาคารหลังหนึ่งถูกก่อสร้างเป็นการชั่วคราวข้าง ๆ กำแพงเมือง
แม้จะถูกสร้างเพื่อใช้ในระยะสั้น ๆ แต่ก็มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน
ตอนนี้ที่อาคารดังกล่าว ปรากฏผู้คนมากมายกำลังนั่งอยู่ภายใน
พวกเขาสวมเครื่องแบบของผู้รักษากฎหมายและความสงบประจำฐาน ขณะที่อีกฟากหนึ่งคือชายซึ่งกำลังนั่งหลับตาทำสมาธิ คล้ายกำลังสงบจิตใจ
อาภรณ์บนกายของเขาเป็นรูปแบบของวิหารราชันย์เทพยุทธ์ เห็นได้ชัดว่าเขาเป็นผู้ปลุกพลังจากวิหาร
ผู้ปลุกพลังผู้รักษากฎหมายกำลังสนทนากัน
หนึ่งในกลุ่มของพวกเขาเหลือบมองไปทางผู้ดูแลประจำวิหารราชันย์เทพยุทธ์ซึ่งนั่งอยู่ไม่ห่างนัก เขาก้มหน้าลงเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยขึ้น “พวกเราทุกคน อย่าเพิ่งลงมือตอนนี้!”
สิ้นคำพูด บรรดากลุ่มคนเหล่านั้นต่างชะงักไปครู่หนึ่ง ไม่นานพวกเขาก็คืนสติอีกครั้ง
“ในเมื่อผู้ตรวจการจางพูดเช่นนั้น พวกเราก็จะทำตามที่คุณว่า!”
พวกเขาพยักหน้าเห็นด้วย
หลักจากที่พลังฟื้นฟู จอมยุทธ์ผู้ทรงพลังต่างก็หันเหความสนใจไปที่การเสริมความแข็งแกร่ง สำหรับพวกเขาซึ่งเป็นจอมยุทธ์ธรรมดาที่มีหน้าที่ดูแลผู้คนและความสงบเรียบร้อยของฐานย่อมต้องพัวพันกับการทุจริต และการยักยอกทรัพยากรอย่างเลี่ยงไม่ได้
ในอดีต ตราบใดที่พวกเขาทำงานสำเร็จ หลาย ๆ คนที่เกี่ยวข้องก็มักจะแสร้งเมินเฉย ทำเป็นหลับตาข้างหนึ่งต่อการกระทำผิดที่ดูเล็กน้อยเหล่านั้น เรียกได้ว่าเป็นกฎที่ไม่ได้พูด
ทว่าครั้งนี้ แม้จะเป็นเพียงข้อสันนิษฐาน ก็ถือว่าเป็นความผิดได้ง่าย ๆ!
และถ้ามีอะไรผิดพลาดขึ้นมา พวกเขาจะต้องรับผิดชอบ!
นั่นเป็นคำเด็ดขาดจากวิหารราชันย์เทพยุทธ์ แน่นอนว่าไม่มีใครกล้าลงมือกระทำผิด
ไม่อย่างนั้นแล้ว ก็ไม่มีใครรับประกันได้ว่าชีวิตของตนจะรอดพ้นแรงโทสะจากเบื้องบนได้หรือไม่
คนที่ได้รับแล้วล้วนมีรอยยิ้มประทับบนใบหน้า ขณะที่คนยังไม้ได้ของก็ตั้งตารออย่างใจจดใจจ่อ
เมื่อดวงอาทิตย์ลับของฟ้า คนงานทุกคนก็ได้รับทรัพยากรสำหรับฝึกฝนครบถ้วน พวกเขาต่างก็มีความสุขไม่น้อย
วิกฤตสุดยอดฐานจงไห่ในครั้งนี้ทำให้ผู้คนตกอยู่ใต้ความหวาดกลัว โชคดีที่ราชันย์เทพยุทธ์กลืนกินสวรรค์สังหารสัตว์อสูรลงได้ สามารถปกป้องชีวิตผู้คนให้รอดพ้นเภทภัย ในตอนนี้ ผู้คนที่เหลือรอดได้รับทรัพยากรสำหรับการฝึกฝน ส่งผลให้พลังของพวกเขามีโอกาสพัฒนา บางที หลังจากการฟื้นฟูเสร็จสิ้นลง พวกเขาก็อาจจะพัฒนาขั้นพลังให้สูงกว่าเดิมได้ แน่นอนว่านั่นหมายถึงชีวิตดี ๆ ในอนาคตด้วย
เมื่อคิดได้เช่นนั้น มีหรือที่ใครจะไม่ขวนขวายอนาคตอันสวยงาม
…
ณ กลางแผ่นฟ้า
ฉู่โม่วและราชันย์เทพยุทธ์ชิงชางจ้องมองยังกลุ่มคนที่เต็มเปี่ยมด้วยรอยยิ้มเบื้องล่าง
“ได้เห็นแล้ว ราชันย์เทพยุทธ์กลืนกินสวรรค์มีความคิดว่าอย่างไร”
ราชันย์เทพยุทธ์ชิงชางถามด้วยรอยยิ้ม
“มันกินใจผมมากครับ!”
สายตาของฉู่โม่วเต็มไปด้วยความชื่นชม “ทั้งที่การบุกโจมตีของสัตว์อสูรนับเป็นหายนะครั้งใหญ่ซึ่งสร้างความเสียหายอย่างแสนสาหัส แต่หากมองอีกมุมแล้ว มันก็ทำให้มนุษยชาติเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันโดยสมบูรณ์ ในโลกใบนี้ ถ้าจะรักษาแผ่นดินเอาไว้ก็ต้องเสียสละชีวิตผู้คน แต่ถ้าจะปกป้องผู้คนเอาไว้ก็ต้องปกป้องแผ่นดิน และหากคิดจะปกป้องทั้งสองสิ่ง เราก็จะสูญสิ้นมันไปทั้งหมดไม่มีเหลือ หลังจากเหตุการณ์นี้ผ่านไป ผมคิดว่ามันมีคุณค่าต่อมนุษยชาติไม่มากก็น้อย บางที ในช่วงเวลาสั้น ๆ จากนี้ สุดยอดฐานจงไห่อาจจะแข็งแกร่งและมีศักยภาพยิ่งกว่าเคย!”
“คุณพูดถูกแล้ว”
คำพูดของฉู่โม่วทำให้ราชันย์เทพยุทธ์ชิงชางพยักหน้าพอใจ เขามองลงไปด้านล่างอีกครั้งอย่างทอดอารมณ์ “โลกเราต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงที่นำไปสู่การฟื้นฟู เป็นความจริงที่เผ่าพันธุ์มนุษย์ของเรายังคงเสียเปรียบเมื่อต้องต่อสู้กับบรรดาสัตว์อสูร ทว่าเหตุผลที่เรามีพัฒนาการที่รวดเร็วยิ่งกว่าพงศ์เผ่าใด ๆ บนดาวเคราะห์สีน้ำเงินนั้น หาใช่เพียงความได้เปรียบทางภูมิศาสตร์เท่านั้น แต่เป็นเพราะความหวงแหนในบ้านเกิดเมืองนอนด้วย!”
“มันเป็นสำนึกซึ่งสถิตในร่างกายและจิตวิญญาณ ล้ำค่าเกินกว่าจะอยู่ได้โดยปราศจากมันอย่างยิ่ง!”
น้ำเสียงของเขาล้ำลึกด้วยอารมณ์
ฉู่โม่วฟังพลางตกตะกอนความคิด
ในชีวิตก่อน ชายหนุ่มพยายามดิ้นรนเพื่อเอาชีวิตรอดในเหตุการณ์วันสิ้นโลก เพื่อต่อลมหายใจอันอ่อนแอ ผู้คนต่างริษยาและเห็นแก่ตัว ซึ่งในท้ายที่สุด ความหวังที่จะสร้างอารยธรรมมนุษย์ขึ้นมาใหม่ก็ยิ่งเลือนรางลงทุกที และนั่นก็เป็นเพราะสำนึกรักในมาตุภูมิและความสามัคคีล้วนปลาสนาการสิ้น
แต่ที่นี่ ในตอนนี้
มนุษยชาติยังคงดำรงอยู่และแข็งแกร่งยิ่งขึ้น
ชายทั้งสองเปี่ยมด้วยความคิดอัดล้นในห้วงจิต หากพวกเขาเลือกที่จะไม่พูดออกมาและมองลงไปอย่างเงียบเชียบ
ทันใดนั้น
จู่ ๆ ฉู่โม่วพลันเกิดอาการใจสั่น ประหนึ่งวิบัติภัยได้ก่อกำเนิดขึ้น สติของเขาเลือนรางและเริ่มมึนงง แม้แต่อารมณ์ก็มืดหม่น มีเพียงความหดหู่
ขณะเดียวกันนั้นเอง
ใบหน้าของราชันย์เทพยุทธ์ชิงชางพลันซีดเผือด เขาใช้ฝ่ามือกุมหัวใจของตนแน่น
“นี่มันเกิดอะไรขึ้น!?”
ราชันย์เทพยุทธ์ชิงชางร้องขึ้นโดยไม่รู้ตัว ความตื่นตระหนกปกคลุมทั้งดวงหน้าซีดเซียว
…

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ระบบกลืนกินพรสวรรค์