เข้าสู่ระบบผ่าน

ระบบกลืนกินพรสวรรค์ นิยาย บท 412

บทที่ 412 กองทัพผู้ปลุกพลังสี่แสนคนออกเดินทาง!

มีภาพเช่นนี้เกิดขึ้นทั่วทั้งฐานแทบทุกหนแห่ง

กลุ่มผู้ปลุกพลังเข้ามารวมตัวกันที่จุดรวมพลและเดินทางมายังจัตุรัสขนาดใหญ่ที่หอคอยราชันย์เทพยุทธ์

หลังจากนั้นไม่นาน

ผู้คนมากมายก็หลั่งไหลเข้ามาอย่างเนืองแน่น ผู้ปลุกพลังมากมายที่ไม่มีใครรู้จักรวมตัวกันเป็นกลุ่ม ไม่ว่าจะมาจากตระกูลขนาดใหญ่หรือเป็นแค่ผู้ปลุกพลังธรรมดาทั่วไป กลุ่มผู้ปลุกพลังในตอนนี้ก็กลายเป็นมิตรสหายร่วมรบเคียงบ่าเคียงไหล่กันแล้ว

มีเรือบินและยานบินขนาดใหญ่มากมายที่เต็มไปด้วยทรัพยากรลอยอยู่กลางอากาศ มากเสียจนแทบปกคลุมท้องฟ้าและผืนโลกจนมิด

บนท้องฟ้า

ฉู่โม่วก้มลงไปมองด้านล่างและเห็นกองทัพผู้ปลุกพลังที่รีบเข้ามารวมตัวกันอย่างน้อยสองแสนถึงสามแสนคน แล้วเขาก็อดรู้สึกกังวลใจอยู่ลึก ๆ ไม่ได้

ในการโต้กลับฝ่ายสัตว์อสูรครั้งนี้ แม้ว่าจิตใจของทุกคนจะรวมกันเป็นหนึ่ง แต่แนวป้องกันชายฝั่งก็ยังอันตรายเกินไป!

แม้จะมีผู้ปลุกพลังมาร่วมรบกว่าหลายแสนคน แต่พละกำลังโดยรวมก็ไม่ได้แข็งแกร่งถึงขนาดนั้น เมื่อพวกเขาไปถึงแนวป้องกันชายฝั่ง หากไม่ระวังตัวให้ดี พวกเขาก็อาจได้รับบาดเจ็บสาหัสจนถึงตายได้

อย่างไรแล้วแนวป้องกันชายฝั่งนั้นอันตรายอย่างถึงที่สุด!

ฉู่โม่วเคยไปที่นั่นด้วยตัวเองและเห็นสัตว์อสูรทะเลนับไม่ถ้วนคืบคลานขึ้นมาจากท้องทะเลเพื่อบุกโจมตีอย่างไร้ที่สิ้นสุดมาแล้ว

ในตอนนั้น แนวป้องกันชายฝั่งยังคงอยู่ในสภาพดีและไม่ได้ลำบากที่จะต้านทานการโจมตี

แต่ตอนนี้

แนวป้องกันชายฝั่งถูกทำลายและยังไม่ได้รับการซ่อมแซม มีสัตว์อสูรที่น่าสะพรึงกลัวโจมตีอยู่นับไม่ถ้วนและแม้แต่ราชันย์เทพยุทธ์ระดับสูงสุดอย่าราชันย์เทพยุทธ์อสงไขยก็ต้องตายในการต่อสู้ เป็นไปได้ว่าในตอนนี้แนวป้องกันชายฝั่งอาจจะอันตรายยิ่งกว่าเก่าร้อยเท่าหรือพันเท่าเลยก็ได้

เมื่อสงครามจบลง ถึงจะเหลือผู้ปลุกพลังกลับมาแค่ครึ่งเดียวก็เป็นปาฏิหาริย์แล้ว!

เมื่อคิดได้ดังนั้น

ฉู่โม่วก็อดถอนหายใจไม่ได้

เวลาเดินผ่านไปอย่างเชื่องช้า

กลุ่มผู้ปลุกพลังเบื้องล่างยังคงรวมตัวกัน และจำนวนผู้คนยังคงเพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ ผู้บัญชาการรักษาการณ์คนหนึ่งตะโกนเสียงดังลั่นเพื่อออกคำสั่งให้กลุ่มผู้ปลุกพลังจัดระเบียบ ทุกอย่างดำเนินไปอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย

ในไม่ช้า

ก็เป็นเวลาเย็นแล้ว

ในที่สุดฝนโลหิตก็หยุดตกลงมา หมู่เมฆสีดำสลายหายไป แสงอาทิตย์อัสดงได้ฉายลงมาจากที่ไกลออกไปและปกคลุมทั่วทั้งโลกด้วยชั้นแสงสีทอง

หลังจากผ่านไปไม่นาน ดวงอาทิตย์ก็ลับขอบฟ้าและโลกก็เข้าสู่ความมืดมิด แต่ฐานก็ยังสว่างไสวและเต็มไปด้วยเสียงของผู้คน

ผู้ปลุกพลังนับไม่ถ้วนต่างมารวมตัวกัน ทรัพยากรมากมายยังคงถูกเคลื่อนย้าย

ทรัพยากรเหล่านี้ได้รับการสนับสนุนจากวิหารราชันย์เทพยุทธ์ รวมไปถึงตระกูลและสำนักต่าง ๆ มากมาย แม้กระทั่งผู้ปลุกพลังที่แข็งแกร่งบางส่วนก็มีส่วนร่วมด้วยเช่นกัน ทรัพยากรเหล่านี้มีปริมาณมหาศาลโดยมีมูลค่าอย่างน้อย 1 พันล้านหินปฐมกาลเลยทีเดียว

และนี่เป็นเพียงแค่ชุดแรกที่ตามกองทัพไปยังแนวป้องกันชายฝั่งเท่านั้น

หลังจากที่ออกเดินทางก็จะมีทรัพยากรอีกจำนวนมากถูกส่งตามหลังไปอย่างต่อเนื่อง

เรียกได้ว่า

การโต้กลับฝ่ายสัตว์อสูรในครั้งนี้ สุดยอดฐานจงไห่แทบจะกว้านทรัพยากรทั้งหมดมาและรวบรวมผู้ปลุกพลังมากกว่าครึ่งหนึ่ง หากสูญเสียสิ่งเหล่านี้ไปทั้งหมด สุดยอดฐานก็คงไม่สามารถฟื้นฟูกลับมาได้ภายในสามสิบหรือห้าสิบปี

แต่

ไม่มีใครลังเลและไม่มีใครเสียใจเลยสักนิด

ทุกคนมีเพียงแค่ความหวังเดียว คือไปที่แนวป้องกันชายฝั่งเพื่อต่อต้านสัตว์อสูรและแก้แค้น!

ท่ามกลางยามค่ำคืน กลุ่มผู้ปลุกพลังทั้งหมดก็รวมตัวกันในที่สุด

ราชันย์เทพยุทธ์ธารดาราเดินมาหาราชันย์เทพยุทธ์ชิงชางและฉู่โม่วก่อนจะกล่าว “ท่านเจ้าวิหาร กลุ่มผู้ปลุกพลังที่ฐานรวมตัวกันแล้ว มีผู้ปลุกพลังทั้งหมดสี่แสนสองหมื่นคน โดยแบ่งออกเป็นขั้นผู้ฝึกยุทธ์สองหมื่นคน จอมยุทธ์แปดหมื่นคน ปรมาจารย์ยุทธ์สองแสนหกหมื่นคน ยอดยุทธ์สี่หมื่นคน นายพลเมืองหนึ่งแสนห้าหมื่นคน จ้าวยุทธ์สี่พันคน ราชันย์ยุทธ์สามร้อยหกสิบเจ็ดคน และราชันย์เทพยุทธ์สิบห้าคน!”

“แล้วยังมียานบินและเรือบินอณูแห่งชีวิตอีกทั้งหมดเจ็ดร้อยลำ นอกจากครึ่งหนึ่งที่มาจากวิหารราชันย์เทพยุทธ์แล้ว ที่เหลือได้รับการสนับสนุนจากสำนักและตระกูลมากมาย รวมไปถึงผู้ปลุกพลังที่แข็งแกร่งด้วย”

เมื่อได้ยินดังนั้น ราชันย์เทพยุทธ์ชิงชางก็พยักหน้าเบา ๆ และขมวดคิ้วอีกครั้ง “ทำไมถึงมีผู้ปลุกพลังขั้นผู้ฝึกยุทธ์กับจอมยุทธ์เยอะอย่างนี้ล่ะ? ฉันบอกว่ามีแค่ผู้ปลุกพลังในขั้นสูงกว่ายอดยุทธ์ที่เข้าร่วมศึกครั้งนี้ได้ไม่ใช่เหรอ?”

ราชันย์เทพยุทธ์ธารดารายิ้มอย่างขมขื่นและกล่าว “ผู้ปลุกพลังเหล่านี้ส่วนมากเป็นนักเรียนจากหลากหลายโรงเรียนฝึกวิทยายุทธ์ในฐาน หลังจากที่รู้ว่าพวกเราจะไปต่อสู้กับสัตว์อสูร พวกเขาก็โห่ร้องว่าจะไปด้วย ตอนที่ได้ยินเรื่องนี้ ฉันเองก็พยายามโน้มน้าวพวกเขาแล้ว แต่ก็ไม่ได้ผลเลย!”

“ไร้สาระ!”

ราชันย์เทพยุทธ์ชิงชางแผดเสียงลั่น “นักเรียนพวกนี้ไม่รู้อะไรเลยรึไง? รู้ไหมว่าแนวป้องกันชายฝั่งเป็นสถานที่แบบไหน? พอนักเรียนพวกนี้ไปถึง พอได้เจอกับสัตว์อสูรที่ทรงพลัง ทุกคนจะต้องตายทันที!”

ราชันย์เทพยุทธ์ธารดาราไม่รู้จะพูดอย่างไรดี

โชคยังดีที่ฉู่โม่วพูดปลอบใจขึ้นมา “นักเรียนพวกนี้ก็เป็นอาสาสมัครที่มีเจตนาดีเหมือนกัน ผมว่าไม่ต้องไปขัดขวางความกระตือรือร้นของพวกเขาหรอก!”

“ถ้าแบบนี้ล่ะ เรายอมให้ผู้ฝึกยุทธ์กับจอมยุทธ์พวกนี้ไปด้วย แต่จะให้ไปที่แนวหน้าไม่ได้ ให้พวกเขาประจำการอยู่ที่ปราการสงครามและดูแลงานประจำวันอื่น ๆ พวกเขาจะได้มีหน้าที่ และไม่ต้องเผชิญหน้ากับอันตรายที่ยิ่งใหญ่นั่น!”

เมื่อได้ยินคำพูดของฉู่โม่ว สีหน้าของราชันย์เทพยุทธ์ชิงชางก็ผ่อนคลายลงเล็กน้อย

หลังจากที่ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง เขาก็เอ่ยขึ้น “ที่ราชันย์เทพยุทธ์กลืนกินสวรรค์พูดก็มีเหตุผล ถ้าเป็นอย่างนั้นก็ทำแบบนั้นแหละ! ราชันย์เทพยุทธ์ธารดารา คุณไปจัดการเรื่องนี้แล้วกัน!”

“รับทราบ”

ราชันย์เทพยุทธ์ธารดาราพยักหน้าและออกไปจากที่นี่ทันที

หลังจากที่เขาจากไป

ราชันย์เทพยุทธ์ชิงชางหันไปทางฉู่โม่ว “ราชันย์เทพยุทธ์กลืนกินสวรรค์ การเดินทางในครั้งนี้ ฉันชวนคุณมาเป็นรองผู้บัญชาการ!”

“แต่ผมไม่เคยนำทัพผู้ปลุกพลังในการต่อสู้เลย ผมกลัวว่าจะทำได้ไม่ดีน่ะ”

ฉู่โม่วส่ายหน้า

ถ้าให้เขาต่อสู้ก็ไม่มีปัญหาอะไร แต่หากจะให้เป็นผู้บัญชาการก็คงไม่ใช่เรื่องที่ถนัดนัก

“คุณไม่ต้องดูแลเรื่องการต่อสู้ก็ได้ ตำแหน่งรองผู้บัญชาการของคุณมีไว้เพื่ออำนวยความสะดวกน่ะ ที่สำคัญกว่านั้น ในสุดยอดฐานจงไห่มีผู้ปลุกพลังเคารพนับถือคุณมหาศาล มันจะช่วยเพิ่มขวัญกำลังใจให้พวกเขา!”

“แก้แค้น!”

สายตาของผู้ปลุกพลังกลายเป็นสีแดงขณะที่เขาคำรามออกมา

น้ำเสียงเหล่านั้นประสานกันเป็นหนึ่งและเต็มไปด้วยความเชื่อมั่นในเผ่าพันธุ์มนุษย์ที่แข็งแกร่งเหนือจินตนาการ มันก่อเกิดเป็นคลื่นเสียงที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่าและฉีกหมู่เมฆบนท้องฟ้านับไม่ถ้วน

เมื่อเห็นภาพเช่นนี้ ราชันย์เทพยุทธ์ชิงชางข้างกายเขาก็โบกมือและแผดเสียงลั่นโดยไม่ลังเล “ตั้งแต่นี้ไป ทุกคนขึ้นเรือบินและเตรียมตัวออกเดินทาง!”

ตูม!

หลังจากที่เขาพูดจบ

ผู้ปลุกพลังนับไม่ถ้วนในจัตุรัสก็เริ่มเคลื่อนไหวขึ้นไปยังเรือบินและยานบินตามคำสั่งทันที

เมื่อเห็นภาพนี้ คนธรรมดามากมายที่มองดูอยู่ใกล้ ๆ ก็อดน้ำตาไหลออกมาไม่ได้

ลูกหลาน ญาติพี่น้อง พ่อแม่ หรือสามีภรรยาของพวกเขาอยู่ในหมู่ผู้ปลุกพลังที่กำลังจะไปที่แนวป้องกันชายฝั่ง

แม้ว่าพวกเขาจะสนับสนุนครอบครัวของตน

แต่อย่างไรแล้วก็ยังรู้สึกกังวลอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

แนวป้องกันชายฝั่งนั้นอันตรายอย่างถึงที่สุด หากไปแล้วก็อาจจะไม่ได้กลับมาอีก!

“อาเฉิง”

ในตอนนี้

ระหว่างที่ผู้คนมากมายกำลังส่งสายตาอำลา เด็กสาวคนหนึ่งพลันตะโกนลั่น

ทุกคนหันไปตามเสียงนั้นและเห็นว่าเป็นหญิงสาวคนหนึ่งที่อยู่ในขั้นผู้ฝึกยุทธ์เท่านั้น เธอยังสาวและสง่างามโดยมีอายุราวสิบแปดปี เธอมองตรงไปด้วยน้ำตานองหน้าและตะโกนด้วยเสียงสั่นเครือ “นายต้องรอดกลับมาให้ได้นะ ฉันจะรอนายกลับมาแต่งงานกับฉัน!”

ห่างไกลออกไป

ผู้ปลุกพลังหนุ่มคนหนึ่งที่รอขึ้นไปบนยานบินพลันหลั่งน้ำตาออกมาทันทีที่ได้ยินเสียงนี้

แต่เขาก็ไม่หยุดเดินหรือแม้แต่กลับหลังหันไปมอง

ไม่ใช่ว่าเขาไม่อยากทำ

แต่เขาไม่กล้าทำ!

เขากลัวว่าหากกลับหลังหันไปเห็นหญิงสาวผู้เป็นที่รักร่ำไห้แล้วจะไม่สามารถเดินทางไปที่แนวป้องกันชายฝั่งได้อีก

เขาจึงไม่มีทางเลือกนอกจากกัดฟันขึ้นไปบนยานบินโดยไม่หันหลังกลับไปมอง

‘ไฉ่อี!’

‘รอฉันกลับมานะ!’

เขาคิดอยู่ในใจ

ประวัติการอ่าน

No history.

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ระบบกลืนกินพรสวรรค์