บทที่ 428 เทศกาลโคมไฟเฉลิมฉลองจบลงแล้ว!
เมื่อได้ยินคำพูดของฉู่โม่ว ทุกคนก็พลันมีรอยยิ้มบนใบหน้า
มนุษย์ถ้ำพวกนี้ได้มาถึงดาวเคราะห์สีน้ำเงินตั้งแต่หลายหมื่นปีก่อน พวกมันทั้งแข็งแกร่งและมีความลึกลับซ่อนอยู่เป็นจำนวนมาก หากไม่ระวัง ก็อาจถูกตอบโต้จนตายเสียเองได้ และมันจะกลับกลายเป็นความสูญเสียครั้งใหญ่ทันที
แต่ในเมื่อตอนนี้ฉู่โม่วได้ออกปากรับคำเข้าร่วม พวกเขาก็ไม่มีเรื่องให้ต้องกังวลมากอีกต่อไป แม้ว่าพวกมนุษย์ถ้ำจะมีผู้เชี่ยวชาญระดับสูงจริง ๆ
“เราจะไปกันเมื่อไหร่ดี”
ฉู่โม่วถาม
“ตามข้อมูลนั้น เราได้ค้นพบสถานที่ที่พวกมนุษย์ถ้ำซ่อนตัวอยู่ชั่วคราว แต่มันอาจจะไหวตัวทันเสียก่อน ดังนั้นแล้ว ยิ่งพวกเราบุกเร็วเท่าไหร่ก็ยิ่งดี… ฉันว่าเราควรจะโจมตีในวันพรุ่งนี้เลยดีไหม!”
ราชันย์เทพยุทธ์แสงบูรพากล่าว
“ดีเลยครับ งั้นพวกเราเจอกันพรุ่งนี้!”
ฉู่โม่วพยักหน้าเห็นด้วยกับการตัดสินใจของพวกเขา
ในเวลาต่อมา
ทุกคนร่วมหารือเกี่ยวกับรายละเอียดของการปิดล้อมโจมตีอีกครู่หนึ่ง
หลังจากเสร็จสรรพ การประชุมก็สิ้นสุดลง
…
ในห้องที่เงียบสงบ
สติของฉู่โม่วได้กลับคืนสู่ร่างของเขา
ขณะนี้เป็นเวลาเที่ยงวัน และบังเอิญว่าเฉินซีเวยยังอยู่ที่บ้านพอดี ดังนั้นฉู่โม่วจึงไม่ได้ฝึกซ้อม แต่มาพูดคุยเล่นกับอีกฝ่าย และไปทานอาหารเย็นด้วยกันที่ร้านอาหารในช่วงค่ำ
ระหว่างทางกลับก็มองขึ้นไปบนท้องฟ้าที่พร่างพราวด้วยดวงดาว พร้อมกับท้องถนนที่สว่างไสวจากโคมไฟประดับริมทาง ซึ่งยังมีผู้คนพลุกพล่านอยู่บ้าง
“ที่รักคะ ข้างหน้านี้ดูครื้นเครงกันมาก น่าจะเป็นงานเทศกาลโคมไฟ เราไปดูด้วยกันดีไหม”
เฉินซีเวยพูดอย่างออดอ้อน
“ได้สิ”
ฉู่โม่วไม่มีทางปฏิเสธ และรีบพยักหน้าเห็นด้วยทันที
ทั้งสองจูงมือกันเดินไปที่งานเทศกาลโคมไฟเหมือนคู่รักทั่วไป
งานรื่นเริงนี้ยังดูคึกคักกันมาก มีผู้คนอยู่ทุกหนทุกแห่ง แม้แต่ผู้ปลุกพลังจำนวนมากก็มาร่วมด้วยอยู่ท่ามกลางฝูงชน ทั้งหมดกำลังดูการแสดงแสงสีที่ใจกลางเวที
แสงไฟหลากสีสันสะท้อนประสานกันเป็นลวดลายงดงามตระการตา ส่องแสงสว่างไสวไปทั่วท้องฟ้ายามราตรี พร้อมเสียงโห่ร้องอย่างสนุกสนานเป็นครั้งคราว
แสงพร่างพรายตกลงมาปกคลุมท้องฟ้าเหนือฐานและส่องไปที่ร่างของทุกคน หากมองจากระยะไกล จะดูราวกับว่าถูกปกคลุมด้วยชั้นแสงแห่งความมงคล
“มันสวยมากเลย!”
เฉินซีเวยเงยหน้าขึ้นมองและพึมพำกับตัวเอง
เมื่อได้ยินคำพูดนั้น
ฉู่โม่วก็หันศีรษะไปมองหน้าหญิงสาว เขาสังเกตเห็นใบหน้าอันบอบบางซึ่งกำลังถูกย้อมไปด้วยแสงสีต่าง ๆ และขับความงามของเธอออกมาจนน่าตกตะลึง
“สวยจริง ๆ แหละ”
ฉู่โม่วพูดเบา ๆ แต่เขาไม่ได้หมายถึงแสงโคมไฟที่สวยงามหรือคนรอบข้าง
“ที่รัก ชมฉันเหรอ”
เฉินซีเวยถามอย่างหยอกเย้า
“ไม่ใช่สักหน่อย เธอนี่หลงตัวเองชะมัด”
ฉู่โม่วโบกมือและยิ้มเล็กน้อย จากนั้นเขาก็โอบเธอมาไว้ในอ้อมแขน และชมแสงโคมที่สว่างไสวบนท้องฟ้าด้วยกัน
…
ค่ำคืนแห่งความสุขคล้อยผ่านไป
ในที่สุดการแสดงแสงสีก็จบลง และฝูงชนก็เริ่มแยกย้ายกันกลับ
ฉู่โม่วกับภรรยาก็กลับไปที่คฤหาสน์เช่นกัน
“ที่รัก คืนนี้คุณจะมานอนด้วยกันไหม”
หลังจากกลับถึงบ้าน เฉินซีเวยก็นวดไหล่ให้ฉู่โม่วและถามออกไปด้วยดวงตาที่เป็นประกาย
เมื่อเห็นฉากนี้ฉู่โม่วก็รู้โดยทันทีว่าเธอหมายถึงอะไร หัวใจของเขาพลันรู้สึกหวั่นไหว แต่เมื่อนึกถึงภารกิจสำคัญที่จะทำในวันพรุ่งนี้ เขาก็ส่ายหัวและนึกในใจ ‘สงบจิตสงบใจเอาไว้ฉู่โม่ว คุณควรพักผ่อนก่อน พรุ่งนี้ยังต้องทำงาน’
“ครับ… อ๋อใช่ ฉันลืมไปว่าพรุ่งนี้มีธุระสำคัญที่ต้องทำ”
ฉู่โม่วอธิบายกับเฉินซีเวยถึงแผนการเกี่ยวกับการปิดล้อมและกวาดล้างพวกมนุษย์ถ้ำในวันพรุ่งนี้
หลังจากได้ยินเรื่องราวนี้ เธอก็เข้าใจสามีทันที
ในเวลาต่อมา
หญิงสาวกล่าวอย่างเป็นห่วงว่า “พรุ่งนี้นายต้องระวังนะ”
“เข้าใจแล้ว งั้นเธอไปพักผ่อนก่อนเลย เดี๋ยวฉันจะไปที่ห้องเงียบ เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับวันพรุ่งนี้” ฉู่โม่วพูด
เฉินซีเวยพยักหน้าเล็กน้อย ก่อนจะกลับไปที่ห้องอย่างเชื่อฟัง
หลังจากที่เธอจากไป ชายหนุ่มก็กลับไปที่ห้องฝึกและนั่งสมาธิอย่างเงียบ ๆ เตรียมพร้อมร่างกายให้อยู่ในสภาพที่ดีที่สุด
แม้เขาจะเตรียมแผนการอย่างรอบคอบเพื่อปิดล้อมมนุษย์ถ้ำ แต่ตามการประเมินของฉู่โม่ว พลังของอีกฝ่ายไม่ควรจะอ่อนแอ ดังนั้นพรุ่งนี้จะต้องเป็นศึกอันหนักหน่วงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้แน่นอน
ฉู่โม่วได้แต่ข่มตาลงและปรับลมหายใจต่อไป
เวลาล่วงเลยผ่านไป จนถึงเช้าวันรุ่งขึ้น
ดวงอาทิตย์ลอยขึ้นเปล่งแสงสีทองนับพัน พร้อมหมอกจาง ๆ ที่ลอยอยู่ปกคลุมระหว่างท้องฟ้าและโลกเหนือฐานจงไห่
ภายใต้แสงแดดที่ราวกับเป็นชั้นเรืองรองทอดยาวมา
ยังคงมีน้ำค้างอยู่บนถนน และผู้คนที่ตื่นเช้าบางส่วนได้เริ่มออกมาใช้ชีวิตกันแล้ว หลายคนกำลังรับประทานอาหารเช้าหรือไปทำงานอย่างไม่เร่งรีบ
“เหล่านี้คือทางออกทั้งหมด ดังนั้นฉันจะขอแบ่งพวกเราออกเป็นหลายกลุ่ม ราชันย์เทพยุทธ์สุริยันสีชาด ราชันย์เทพยุทธ์ชิงหง และราชันย์เทพยุทธ์ทุ่งขจี แต่ละคนจะนำทีมมาเฝ้าระวังในจุดนี้เพื่อคอยป้องกันไม่ให้พวกเขาหลบหนี ราชันย์เทพยุทธ์เหมันต์เยือกแข็ง ราชันย์เทพยุทธ์แม่ทัพเหนือ ราชันย์เทพยุทธ์เปลวเพลิง และราชันย์เทพยุทธ์กลืนกินสวรรค์ เป็นกองกำลังหลัก นำเหล่าราชันย์เทพยุทธ์ระดับ 9 ดาวส่วนใหญ่ โจมตีจากทางด้านหน้าและทะลวงเข้าไปในถ้ำภายในอึดใจเดียว… ทุกคนเข้าใจไหม”
“เข้าใจแล้วครับ”
ทุกคนพยักหน้ารับ
“เอาละ ในเมื่อเป็นเช่นนั้น เราจะไม่รีรออยู่อีกต่อไปแล้ว…ปฏิบัติการล้างแค้นครั้งนี้ จุดประสงค์คือกวาดล้างมนุษย์ถ้ำและล้างแค้นให้เพื่อนร่วมชาติสามสิบห้าล้านคน และท่านราชันย์เทพยุทธ์อสงไขยของพวกเรา!”
“พวกเราต้องทุ่มอย่างสุดกำลังและบรรลุภารกิจทั้งหมดในการบุกทะลวงเพียงครั้งเดียวเท่านั้น!”
เมื่อเสร็จเรียบร้อย
ราชันย์เทพยุทธ์แสงบูรพาจึงหายใจเข้าลึก ๆ แล้วตะโกนขึ้นว่า “ไปกันเถอะ!”
ตู้ม!
สายธารแห่งลำแสงพุ่งขึ้นไปบนท้องฟ้า และเมื่อกำหนดทิศทางได้ พวกเขาก็บินทะลุหายไปในกลีบเมฆทันที ลากผ่านก้อนเมฆสีขาวเป็นทางยาว และเลือนหายไปอย่างรวดเร็ว
…
เดิมทีเทือกเขาไท่หัวแม้จะไม่ใหญ่โตมากนักเมื่อก่อนเกิดหายนะครั้งใหญ่ แต่ก็ถือว่าเป็นดินแดนที่ชาวพุทธรู้จักกันดี และเมื่อได้รับการฟื้นฟูตามกาลเวลา ก็ได้แผ่ขยายออกไปกลายเป็นภูเขาขนาดใหญ่กว่าแสนตารางกิโลเมตร
นี่คือสถานที่แสวงบุญของพุทธศาสนาในอดีต ปัจจุบันถูกครอบครองโดยสัตว์อสูรจำนวนนับไม่ถ้วน บางตัวทรงพลังถึงระดับ 7 และระดับ 8 ซึ่งเทียบได้กับราชันย์เทพยุทธ์ระดับ 9 ดาว พื้นที่นี้ได้กลายเป็นเขตหวงห้ามภายในรัศมีหลายล้านกิโลเมตรทันที และยังได้กลายเป็นสถานที่ลึกลับที่ผู้ปลุกพลังมนุษย์จำนวนนับไม่ถ้วนเมื่อได้ยินต่างต้องหน้าซีดไปตาม ๆ กัน
เนื่องจากมันอันตรายเกินไป สถานที่แห่งนี้จึงถูกทิ้งร้าง
แต่ไม่มีใครคาดคิดว่า
ที่ด้านล่างของภูเขาไท่หัวอันแสนอันตราย มีทางเดินใต้ดินเชื่อมต่อกันขนาดใหญ่ที่ครอบคลุมเทือกเขาไท่หัวทั้งหมดและทอดยาวลงไปใต้ดินหลายร้อยกิโลเมตร ราวกับเป็นมหานครแห่งหนึ่ง
เวลานี้ ณ ส่วนลึกที่สุดของถ้ำขนาดใหญ่
ชายชราที่มีผมและเคราสีขาวกำลังนั่งอยู่ ซึ่งมีผู้คนรายรอบ รูปร่างสูงใหญ่ กลิ่นอายของแต่ละคนช่างน่าพรั่นพรึง พวกเขาเหล่านี้ต่างก็เป็นราชันย์เทพยุทธ์ระดับ 9 ดาว
หนึ่งในนั้นก็คือ มั่วลา ผู้นำแห่งลัทธิเพลิงโลกา
“ท่านนักบวช พวกเราล้มเหลว!”
“มีมหาอำนาจระดับสูงปรากฏตัวขึ้นในเผ่าพันธุ์มนุษย์ และได้สังหารราชาแห่งสัตว์อสูรทั้งเจ็ดจนตกตายไป พวกเขาทรงพลังมากเสียจนทำแผนการเราพังหมด!”
“มิหนำซ้ำยังได้ขับไล่ฝูงสัตว์อสูรแห่งท้องทะเล และยึดครองผืนทะเลไปอีกหลายทศวรรษ จนเกิดสันติภาพขึ้นในเผ่าพันธุ์มนุษย์ ทำให้มีเวลาเพียงพอที่จะพัฒนาศักยภาพจนถึงระดับที่ยากจะหยั่งถึง ในอนาคตหากพวกเขารู้ว่าเราทรยศ พวกเขาจะไม่มีวันปล่อยเรื่องนี้ไปเด็ดขาด… ท่านนักบวชได้โปรดบอกเราทีว่า ควรจะทำอย่างไรต่อไป”
เจ้าลัทธิมั่วลากล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ พร้อมสีหน้าที่เศร้าหมอง
เบื้องหน้าของเขาที่กำลังพูดด้วยในขณะนี้คือ ท่านนักบวชผู้เผยพระวจนะ
เมื่อเทียบกับครั้งก่อน ท่านนักบวชในวันนี้ดูจะมีอายุมากขึ้น กลิ่นอายที่เคยน่าเกรงขามบัดนี้ได้ลดลงจนเห็นได้ชัด ถึงกับมีกลิ่นอายแห่งความตายเล็ดลอดออกมา ราวกับว่าเขาจะสิ้นชีพลงได้ทุกเมื่อ
ชายชรามองไปที่มั่วลาซึ่งคุกเข่าอยู่บนพื้นพร้อมสีหน้าหวาดกลัว “มั่วลาเอ๋ย… ฉันเคยบอกแล้ว การตัดสินใจของคุณจะเป็นการฉุดให้เผ่าพันธุ์มนุษย์ถ้ำของเราจมดิ่งลงสู่ก้นบึ้งอันไร้ที่สิ้นสุด แต่คุณก็ตั้งใจแน่วแน่ที่จะทำตามทางของคุณจนไปชนเข้ากับทางตัน!”
ผู้เผยพระวจนะถอนหายใจอย่างหดหู่
“ท่านนักบวช ท่านคือผู้เผยพระวจนะแห่งเผ่าพันธุ์มนุษย์ถ้ำเรา หากปราศจากการชี้นำจากท่าน พวกเราก็คงเป็นเหมือนเด็กที่หลงทางไปตลอดกาลในม่านหมอก ท่านจะไม่ช่วยอะไรเลยเหรอ”
มั่วลากล่าวออกไปอย่างตื่นตระหนก และอดไม่ได้ที่จะร้องไห้ออกมา ก่อนจะขอความเมตตาจากท่านนักบวชให้ทรงชี้นำทางรอด

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ระบบกลืนกินพรสวรรค์