บทที่ 462 การสร้างดินแดนโบราณ และ มรดกแห่งอารยธรรม
อสูรล่าอาภาเหรอ?!
เมื่อได้ยินคำพูดของซูเจาเจา ฉู่โม่วก็เบิกตากว้างทันที “เธอแน่ใจเหรอ?”
“แน่นอน! เพื่อนฉันเห็นมากับตาเลย!”
ซูเจาเจากล่าวด้วยความมั่นใจ
หลังจากที่ได้รับคำยืนยัน ชายหนุ่มก็ใจเต้นระรัวทันที
เขาไม่ปล่อยเวลาให้เสียเปล่าเลยตั้งแต่มาถึงดาวเคราะห์สีเงิน
ระหว่างช่วงเวลาที่ผ่านมา แม้ว่าฉู่โม่วจะใช้เวลาฝึกฝนและต่อสู้อยู่ในหอคอยท้าดารกะ เขาก็ได้เรียนรู้ข้อมูลและข่าวสารจากโลกเครื่อข่ายเสมือนจริงมามากมาย
หนึ่งในนั้นก็คือข้อมูลเรื่องอสูรล่าอาภา!
มันมีชื่อเสียงโด่งดังไม่น้อยในจักรวาลแห่งนี้!
เหตุผลก็เพราะอสูรล่าอาภานี้มีพรสวรรค์ห้วงเวลาและพรสวรรค์ธาตุแสง
สองพรสวรรค์เหล่านี้ส่งเสริมซึ่งกันและกัน อย่างหนึ่งนำหน้าและอีกอย่างคอยสนับสนุน หากเป็นพรสวรรค์ผู้นำจะต้องเป็นระดับตะวัน ในขณะที่พรสวรรค์ส่งเสริมมีระดับต่ำกว่าเล็กน้อยที่ระดับราชันย์
นั่นหมายความว่า
หากพรสวรรค์ห้วงมิติครอบครองร่างกายของอสูรล่าอาภา พรสวรรค์ห้วงมิติก็จะต้องเป็นระดับตะวัน และพรสวรรค์ธาตุแสงจะต้องเป็นระดับราชันย์
หากพรสวรรค์ธาตุแสงอยู่ในระดับตะวัน พรสวรรค์ห้วงมิติก็จะต้องอยู่ในระดับราชันย์เป็นอย่างน้อย!
‘สัตว์อสูรที่มีพรสวรรค์ห้วงมิติระดับราชันย์เป็นขั้นต่ำ ถ้าฆ่ามันได้ละก็…’
เมื่อคิดได้ดังนั้น
ฉู่โม่วก็กลั้นหายใจโดยไม่รู้ตัว
เพราะน้ำเลี้ยงดอกซากุระสวรรค์ พรสวรรค์ห้วงมิติของเขาจึงพัฒนาขึ้นเป็นระดับดาราลับฟ้า แต่มันก็เพิ่มขึ้นเพียงแค่ระดับเดียวและไม่สามารถพัฒนาต่อไปได้อีก
หากเขาสังหารสัตว์อสูรตัวนี้ได้
เขาก็จะพัฒนาพรสวรรค์ห้วงมิติไปได้ถึงระดับราชันย์หรือสูงกว่านั้น… ระดับตะวัน!
“นายต้องรู้ด้วยว่าอสูรล่าอาภามีค่ามากขนาดไหน ถ้านายจับมันได้แล้วเอาไปขายก็จะได้เงินอย่างน้อย 2 พันล้านเหรียญเงินครามเลยนะ หรือถ้านายไม่อยากขาย จะเก็บไว้ขี่เองก็ไม่แย่เลย… ทั้งหมดนี่อย่างน้อยก็หลายหมื่นล้านเหรียญเงินครามแล้ว ว่าไงล่ะ นายตัดสินใจได้รึยัง?!”
ซูเจาเจากล่าว
“ต้องบอกเลยว่าดินแดนลับที่มีมูลค่าหลายหมื่นล้านเหรียญเงินครามน่าสนใจจริง ๆ!”
ฉู่โม่วกล่าวช้า ๆ “ฉันสัญญาเลย เราจะไปสำรวจดินแดนลับด้วยกัน! แต่ว่า… ฉันขออสูรล่าอาภาตัวนั้น แล้วจะไปลดมูลค่าของทรัพยากรส่วนอื่น ๆ ก็ได้!”
“ไม่มีปัญหา!”
ซูเจาเจาตอบทันที
แม้ว่าอสูรล่าอาภาจะล้ำค่ามาก สุดท้ายมันก็เป็นแค่สัตว์อสูรตัวหนึ่งเท่านั้น ที่สำคัญกว่านั้นคือมันเป็นสัตว์อสูรที่ทรงพลังมาก และด้วยพรสวรรค์ห้วงมิติกับธาตุแสงที่ทำให้มันรวดเร็วเป็นอย่างมาก ผู้ปลุกพลังมากมายจึงจับมันมาฝึกเป็นสัตว์ขี่
แน่นอนว่าซูเจาเจาและคนอื่น ๆ ไม่ได้ใส่ใจเรื่องนี้มากนัก จึงปล่อยให้ฉู่โม่วเป็นฝ่ายรับไปได้โดยไม่มีปัญหา อย่างไรแล้ว หลังจากที่เขาได้มันไป ทรัพยากรส่วนที่เหลือก็จะลดลงตามูลค่าของมันอยู่แล้ว
เมื่อเห็นว่าซูเจาเจาตอบตกลง ฉู่โม่วก็อดถอนหายใจด้วยความโล่งอกออกมาไม่ได้
ในหัวใจของเขานั้นตื่นเต้นยิ่งกว่า
แต่สีหน้าของเขาก็ยังสงบนิ่ง เขาแค่สูดหายใจลึกและเอ่ยถาม “แล้วเราจะไปเมื่อไหร่เหรอ?”
“แน่นอนว่ายิ่งเร็วยิ่งดี!”
ซูเจาเจากล่าว “แต่ตอนนี้ยังมีกำลังคนไม่พอน่ะ เรายังต้องรออีกสักหน่อย… แต่ไม่ต้องห่วง ใช้เวลาไม่เกินครึ่งเดือนแน่นอน ระหว่างนั้นนายก็ไปเตรียมตัวได้เลย พอทุกอย่างเสร็จเรียบร้อยแล้วฉันจะบอกเอง!”
“ได้เลย!”
ฉู่โม่วพยักหน้า
หลังจากนั้น
เขาก็พูดคุยกับซูเจาเจาอีกสักพัก แล้วจึงขอตัวลากลับ
…
และหากเอาชนะได้ ก็จะได้รับมรดกแห่งอารยธรรมที่อยู่ในเขตแดนลับนั้น มรดกแห่งอารยธรรมนั้นจะทำให้ผู้ปลุกพลังได้รับผลประโยชน์มากมาย
เมื่อหลายหมื่นปีก่อน มีผู้ปลุกพลังได้รับบาดเจ็บสาหัสในดาวเคราะห์สีเงิน อายุขัยของเขาเหลืออีกไม่มากแล้ว เพื่อที่จะดูแลลูกหลานของตน เขาจึงออกเรือและเข้าร่วมกลุ่มสำรวจเขตแดนลับของตระกูลขนาดใหญ่
แต่ใครจะไปคิดว่าเขาจะโชคดีและสังหารสัตว์อสูรประดิษฐ์ หลังจากนั้นเขาก็ได้รับมรดกแห่งอารยธรรมข้างในนั้น ทำให้พละกำลังของเขาเพิ่มขึ้นมหาศาลและเข้าสู่ขั้นเทียมเทพได้สำเร็จ แม้แต่อายุขัยของเขาก็เพิ่มขึ้นจนเหมือนมีชีวิตที่สองเลยทีเดียว
และแล้ว
ในขั้นเทียมเทพ เขาก็สำรวจเขตแดนลับอีกหลายครั้ง ไม่รู้ว่าเพราะโชคหรือพละกำลังที่แข็งแกร่ง เขาไม่เคยพ่ายแพ้และได้รับมรดกแห่งอารยธรรมหลายต่อหลายครั้ง หลังจากนั้นพละกำลังของเขาก็แข็งแกร่งมากยิ่งขึ้นจนถึงขั้นเทวะยุทธ์
ว่ากันว่าตอนนี้เขาเป็นผู้ปลุกพลังในขั้นเทวะยุทธ์ระดับกลางแล้ว เขามีชื่อว่าจี๋ซ่าง และเป็นผู้ปกครองเมืองขนาดใหญ่ในแดนทิศตะวันออก
เรื่องนี้ดังไปทั่วทุกหนแห่ง ในช่วงเวลานั้น ผู้ปลุกพลังมากมายเข้าไปสำรวจเขตแดนลับอย่างบ้าคลั่ง ซึ่งนำไปสู่การค้นพบของเขตแดนลับอย่างต่อเนื่อง ผู้ปลุกพลังมากมายหลั่งไหลออกมา เรียกได้ว่าเป็นยุคทองสำหรับดาวเคราะห์สีเงินเลยทีเดียว
ในตอนนี้ เพราะเขตแดนลับมากมายถูกสำรวจไปจนเกือบหมดแล้ว บรรยากาศของการสำรวจเช่นนั้นจึงเบาบางลงกว่าเมื่อก่อนมาก
แต่ตราบใดที่ยังมีข่าวของเขตแดนลับแห่งใหม่ขึ้นมา ผู้ปลุกพลังมากมายก็จะแห่กันเข้ามาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ พวกเขาต่างก็อยากจะเป็นเทวะยุทธ์คนต่อไป
“สัตว์อสูรประดิษฐ์ของซากอารยธรรม…”
“ไม่รู้เลยว่ามันจะน่าเหลือเชื่อขนาดไหน!”
ฉู่โม่วคิดด้วยความคาดหวัง
หลังจากนั้น
ชายหนุ่มก็ฝึกฝนไปเรื่อย ๆ ระหว่างที่รอวันออกเดินทางไปสำรวจเขตแดนลับ
เวลาสิบวันดำเนินผ่านไปในชั่วพริบตา
ในวันนี้
ผู้ปลุกพลังคนหนึ่งมาที่คฤหาสน์ของฉู่โม่ว เขาเป็นคนที่ซูเจาเจาส่งมาเพื่อชวนเขาไปหา
“ดูเหมือนจะถึงเวลาเข้าไปในเขตแดนลับแล้วสินะ!”
ชายหนุ่มถอนหายใจและคิดกับตัวเอง

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ระบบกลืนกินพรสวรรค์