บทที่ 51 ฆ่ามันให้หมด เปิดก่อนได้เปรียบเสมอ!
ชิ้ง! ชิ้ง! ชิ้ง!
สัตว์อสูรจำนวนมากที่ถาโถมเข้ามาใส่อย่างเกรี้ยวกราด ต้องจบชีวิตลงด้วยกระบี่วายุอสนีบาตกันถ้วนหน้า พวกมันกลายเป็นเศษเนื้อที่ร่วงกราวลงไปบนพื้นอย่างน่าเวทนา
มันพิสูจน์ได้แล้วว่า…
การเผชิญหน้ากับศัตรูกลุ่มใหญ่ ยิ่งทำให้พลังของกระบี่วายุอสนีบาตแสดงผลลัพธ์ได้ดีมากขึ้น!
คมกระบี่ที่รวดเร็วกว่าสายลม เฉียบคมยิ่งกว่ากระบี่ใดจะทัดเทียมได้
สายลมคำรามคลั่งดังมรสุม ทับซ้อนกันหลายต่อหลายชั้นจนกลายเป็นคมกระบี่ที่ยากจะหลบพ้น และพุ่งทลายทุกสิ่ง!
ไม่มีโอกาสให้ศัตรูได้โต้ตอบแต่อย่างใด
ข้างหลังเขามีซากของสัตว์ร้ายนับไม่ถ้วนที่ต้องตายลงโดยไม่ทันได้ลงมือทำอะไรเสียด้วยซ้ำ
“ไปพร้อม ๆ กันเลย!”
“ฆ่าไอ้มนุษย์อวดดีนี่ให้ได้!”
แม้แต่ราชาหมาป่าสวรรค์ยังต้องตกตะลึง
มันไม่คาดคิดเลยว่าฉู่โม่วจะแข็งแกร่งถึงขนาดนี้ ต่างไปจากผู้ฝึกยุทธ์คนอื่น ๆ อย่างสิ้นเชิง
หากปล่อยให้ฉู่โม่วจับลูกน้องของตนหั่นเป็นผักปลาง่าย ๆ แบบนี้ต่อไป ในไม่ช้ามันจะต้องเสียลูกน้องไปจนหมดเพียงเพราะมนุษย์คนเดียวแน่ ๆ
“ฆ่ามัน!”
“ฆ่ามันซะ!”
“ฆ่าไอ้มนุษย์นี่!”
ทันใดนั้นเอง
เหล่าสัตว์อสูรที่แต่เดิมเคยไปปะทะกับผู้ฝึกยุทธ์กลุ่มแรก ตอนนี้มันเบนเป้าหมายมาหาฉู่โม่วกันหมด!
อสูรกว่าสิบสองตนเข้ามาจากทุกทิศทางหมายจะไม่ให้ฉู่โม่วหนีไปไหนได้อีก พวกมันพยายามล้อมกรอบเขาไว้
ทว่าเผชิญหน้ากับสถานการณ์เช่นนี้ ชายหนุ่มก็ไม่ได้เกรงกลัวแต่อย่างใด
“ตะเกียบหลายท่อนมัดรวมกันย่อมหักไม่ได้สินะ ก็เอาซี่! ฉันจะหักมันให้ดู!”
เขาแสยะยิ้มอีกครั้ง
กระบี่ในมือไร้การหวั่นเกรง เขาตวัดมันขึ้นและลงอย่างรวดเร็ว
เลือดและลมปราณภายในร่างของเขาเดือดพล่านเช่นภูเขาไฟที่กำลังปะทุ รวมถึงอณูแห่งชีวิตที่ไหลเวียนอยู่บริเวณจุดตันเถียนก็เริ่มกระตุ้นพลังที่หลับใหลอยู่ในทุกส่วนของกล้ามเนื้อให้พร้อมใช้งาน
ตอนนั้น
ทั่วร่างของฉู่โม่วปลดปล่อยแรงกดดันของกระบี่ออกมาราวกับร่างกลายเป็นเหล็กกล้าที่แหลมคม
สัตว์อสูรตนใดก็ตามที่เข้ามาสัมผัสส่วนที่ถูกปกคลุมด้วยคลื่นแสงนี้ มันจะถูกคมกระบี่ที่มองไม่เห็นตัดจนกลายเป็นชิ้นเล็ก ๆ ในพริบตา!
เวลาผ่านไปนาทีต่อนาที
รอบตัวของฉู่โม่วมีกองซากสัตว์อสูรที่ถูกหั่นเป็นชิ้นเหมือนก้อนเนื้อกระจัดกระจายอยู่เต็มไปหมดเสียแล้ว มันมีทั้งแขน ขา ลำตัว รวมถึงเลือดที่สาดกระจายกลายเป็นแอ่งน้ำสีแดงขนาดใหญ่ขังอยู่บนพื้น
…
อีกฝั่งหนึ่ง
เพราะการปรากฏตัวของฉู่โม่ว ดึงความสนใจจากพวกสัตว์อสูรไปเกือบหมด
มันเลยทำให้เหล่าผู้ฝึกยุทธ์ที่กำลังตึงมือมีโอกาสได้พักหายใจกันบ้าง
นอกจากนี้ พวกเขายังได้หมัวซานซานที่เข้ามาช่วยต่อสู้ด้วย ดังนั้นแล้ว จังหวะนี้จึงถือเป็นโอกาสที่ดีสำหรับการโต้กลับเลยก็ว่าได้
แม้ก่อนหน้านี้พวกเขาจะเป็นฝ่ายเสียเปรียบ
แต่เมื่อได้จุดยืนกลับคืนมา ด้วยความที่ยังไงเสียพวกเขาก็เป็นถึงผู้ฝึกยุทธ์ระดับสูงที่อยู่ภายใต้การชี้นำของเครือหอการค้าหยกแก้ว ดังนั้นแล้วเมื่อไม่เสียเปรียบ พวกเขาก็จะกลับมายืนหยัดได้อีกครั้ง
และนี่คือเวลาที่จะแสดงให้เห็นแล้วว่าพลังของพวกเขาแข็งแกร่งขนาดไหน!
กระบี่ หอก ทวน และง้าว ตลอดจนอาวุธมากมายต่างถูกงัดขึ้นมาใช้ หรือแม้กระทั่งวรยุทธ์กระบวนท่าหมัดมวยต่าง ๆ เองก็มีให้เห็นเช่นกัน เสียงการเข้าปะทะของผู้ฝึกยุทธ์ดังขึ้นอีกครั้งราวกับเสียงระเบิดขนาดย่อม ๆ
ทั่วทั้งสนามรบกลับมาโกลาหลอีกครั้ง!
ความรุนแรงของการปะทะกันนี้ทำให้พื้นดินต้องขาดแหว่ง ต้นไม้มากมายล้มตายจากคลื่นพลังอัดกระแทก จนสภาพแวดล้อมตอนนี้เปลี่ยนไปจนแทบจำสภาพเดิมไม่ได้แล้ว
ท่ามกลางผู้ฝึกยุทธ์กลุ่มนั้น หมัวซานซานยังคงเป็นผู้ที่แสดงศักยภาพได้สูงที่สุด
ร่างของเธอถูกปกคลุมไปด้วยคลื่นแสงกระบี่ที่ส่องประกายราวกับไม่มีที่สิ้นสุด ด้วยความเร็วที่สูงมาก ๆ ของเธอนั้นเอง ทำให้ทุกการเคลื่อนไหวราวกับเป็นการเทเลพอร์ต ทุกครั้งที่ร่างของหญิงสาวปรากฏขึ้นมา จะมีสัตว์อสูรล้มตายอย่างน้อยก็หนึ่งตัวจากการถูกฟันเสมอ
หากจะบอกว่าฉู่โม่วคือเครื่องจักรสังหารอสูร เธอเองก็ไม่ต่างกันนัก!
ผิดกันตรงที่ว่าหมัวซานซานจะมีความอ่อนช้อยและท่วงท่าพลิ้วไหวราวกับการร่ายรำเสียมากกว่า เธออ่อนโยนแต่ก็สง่างาม
แม้ทุกการร่ายรำของกระบี่จะไม่ได้เกิดแรงสะท้อนอะไรที่รุนแรง ทว่าแท้จริงแล้วคมกระบี่เหล่านั้นไม่ได้ด้อยไปกว่าฉู่โม่วเลย!
ด้วยพลังของทั้งสองคน
ราวกับธงแห่งชัยชนะได้โบกสะบัดให้ทางฝั่งมนุษยชาติอีกครั้งหนึ่ง
สัตว์ร้ายต่างทยอยล้มตายกันไปทีละตนสองตน
ไม่นานนัก
ความเสียหายทางฝั่งพวกมันก็เริ่มเกินกว่าที่คาดไว้มากเยอะขึ้นเรื่อย ๆ
เหลือสัตว์อสูรเพียงสิบกว่าตนเท่านั้นที่ยังคงดิ้นรนต่อสู้ แต่ถึงอย่างนั้นพวกมันก็ถูกเหล่าผู้ฝึกยุทธ์ล้อมไว้หมดแล้ว ดูจากสภาพการณ์ตอนนี้ พวกมันได้แต่รอเวลาพ่ายแพ้เท่านั้น
“เจ้าพวกน่ารังเกียจ!”
“ข้าไม่คิดเลยว่าเจ้าจะเอาชนะข้าได้ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ ฮึ่ม! ประมาทพวกเจ้าไปจริง ๆ!”
“แต่ไม่ว่าอย่างไร…ต่อให้จะแข็งแกร่งถึงเพียงไหน แต่อย่าได้หวังว่าจะเอาชนะพญาหงส์ปีกทองคำได้!”
“พวกเจ้าจะไม่มีวันเอาชนะเขาได้!”
เห็นสถานการณ์ไม่สู้ดีและกำลังจะเข้าขั้นวิกฤต
ราชาหมาป่าสวรรค์ก็ตัดสินใจถอยกลับ
ยิ่งได้เห็นความน่ากลัวของฉู่โม่ว มันก็ยิ่งกลัวอีกฝ่ายมากขึ้นไปอีก มันเกรงว่าตัวเองจะต้องมาจบชีวิตลงที่นี่
คมกระบี่สีเงินพุ่งลงมาจากฟากฟ้าสู่พื้นดินด้วยความเร็วสูง โดยมีลำคอของราชาหมาป่าสวรรค์เป็นทางผ่าน!!
เสียงของคมมีดปะทะเข้ากับผิวกาย… ตามด้วยหัวของสัตว์อสูรที่กระเด็นลอยขึ้นไปบนฟ้า และตามมาด้วยเลือดแดงฉานที่พุ่งออกมาจากเส้นเลือดใหญ่ที่ถูกตัดขาด
ราชาหมาป่าสวรรค์
สิ้นชื่อ!
…
ในทันทีที่ราชาหมาป่าสวรรค์ถูกกำจัดลง แม้พวกสัตว์อสูรตนอื่น ๆ จะรับรู้ได้ถึงชีพจรที่ขาดหายไป
แต่พวกมันก็ไม่มีโอกาสได้แสดงความรู้สึกอาลัย
เพราะเมื่อได้จังหวะ เหล่าผู้ฝึกยุทธ์ที่ล้อมอยู่ต่างเข้ามาเด็ดหัวปลิดชีพพวกมันตามไปทันที!
ด้วยสาเหตุนี้ การต่อสู้จึงมาถึงจุดจบในที่สุด
ถึงอย่างนั้น
ชัยชนะครั้งนี้ไม่ได้สร้างความยินดีอะไรนัก เพราะความสูญเสียนับว่ายิ่งใหญ่ไม่แพ้กัน
แต่เดิมกลุ่มของผู้ฝึกยุทธ์นี้มีทั้งหมดราว ๆ สามสิบคน แต่ตอนนี้เหลือเพียงไม่ถึงสิบคนเท่านั้น
และนั่นเป็นเพราะฉู่โม่วกับหมัวซานซานเข้ามาได้ทันเวลา…
หากไม่ใช่เพราะการนี้แล้วละก็ บางทีพวกเขาอาจจะถูกกำจัดไปจนหมดเลยก็ได้!
เหล่าผู้ฝึกยุทธ์ทั้งหมดต่างพากันปัดกวาดสมรภูมิกันอย่างเงียบงัน
พวกเขานำร่างของสหายร่วมรบที่ตายจากมาเก็บใส่ห่อไว้ เพื่อที่จะนำกลับออกจากเขตแดนลึกลับนี้ไปด้วย ไม่ว่าจะกลับไปในสภาพไหนก็ตาม
‘ไม่มีใครสมควรถูกทิ้งไว้ในต่างถิ่นแม้ยามสิ้นลม’
จากนั้น
ฉู่โม่วก็กลับมารวมกลุ่ม เขาเข้าไปพูดคุยกับหมัวซานซาน
“มีอสูรหมาป่าตัวหนึ่งพูดชื่อของ ‘พญาหงส์ปีกทองคำ’ ก่อนที่มันจะตาย ฟังจากถ้อยคำของมัน ฉันคิดว่าพญาหงส์ปีกทองคำน่าจะเป็นหัวหน้าใหญ่ของพวกมันอีกที!”
เขาพูดเบา ๆ แต่ก็เปี่ยมไปด้วยจิตสังหารจนล้นปรี่
ได้ยินเช่นนั้น
หมัวซานซานก็ผงะไปครู่หนึ่ง ทันทีที่ได้สติกลับมา หญิงสาวก็กล่าวถามด้วยน้ำเสียงไม่อยากจะเชื่อนัก “ฉู่โม่ว หรือว่านาย…”
“ฉันจะชิงลงมือก่อน… เราต้องชิงฆ่าพญาหงส์ปีกทองคำนั่นก่อนให้ได้!”
ฉู่โม่วพูดต่อด้วยจิตสังหารที่สะท้อนออกมาผ่านแววตา “มีสมบัติยุคบรรพกาลมากมายอยู่ในเขตแดนลับแห่งนี้ พวกเรายังไม่ได้สำรวจกันเลย จะยอมปล่อยโอกาสนี้ไปเพราะการมีอยู่ของสัตว์อสูรพวกนี้ได้ยังไง?”
“ต่อให้พวกมันจะแข็งแกร่งกว่าสัตว์อสูรระดับ 2 ทั่วไป แต่พวกมันก็ไม่ได้แข็งแกร่งที่สุดนี่!”
“แทนที่จะปล่อยให้พวกมันเฝ้ามองพวกเรา สู้พวกเราเป็นฝ่ายไปหาแล้วชิงฆ่าพวกมันก่อนจะดีกว่า!”
“ถ้าเป็นแบบนี้…”
“พวกเราก็ไม่ต้องกังวลอะไรอีก!”

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ระบบกลืนกินพรสวรรค์