บทที่ 59 กลับฐาน
เหนือฟากฟ้า
พญาหงส์ปีกทองคำกำลังโบยบินสร้างเสียงกระพือดังไกลออกไปเป็นวงกว้าง
ปีกความยาวหลายเมตร กรงเล็บที่แหลมคม จะงอยปากที่โค้งได้รูปและขนที่ส่องประกายอร่าม
ภายใต้ดวงอาทิตย์สาดส่อง มันสะท้อนแสงระยิบระยับออกมาอย่างงดงาม
พรึบ!
เทียนเผิงสยายปีกอย่างภาคภูมิใจ มันทำให้นกน้อยที่บินรอบข้าง หรือแม้แต่สัตว์อสูรที่มองขึ้นมาจากบนพื้นดินยังต้องหลบหนีกันออกไปอย่างหวาดผวายามที่บินผ่าน
อันที่จริง มันไม่ได้สนใจสัตว์อสูรหรือนกน้อยที่อ่อนแอกว่าตนเลย
ร่างของพญาหงส์ตัวยักษ์นี้ทวีความเร็วขึ้นเรื่อย ๆ ราวกับเป็นลำแสงพุ่งผ่านห้วงนภา
เพียงแค่ชั่วพริบตา ร่างของมันก็เคลื่อนจากจุดเดิมมาไกลมากแล้ว
พญาหงส์ปีกทองคำที่ขึ้นชื่อว่าเป็นราชันย์สีทองแห่งฟ้าไกลนั้น ไม่เพียงแค่มีร่างกายที่ใหญ่โตเท่านั้น แต่ยังปลดปล่อยกลิ่นอายที่น่าสะพรึงกลัวออกมาจากร่างกายตลอดเวลา เพิ่มความน่ากลัวของมันไปด้วย!
ทว่า
แม้จะเป็นสัตว์อสูรที่น่ากลัวขนาดนี้แล้วก็จริง
แต่ ณ เวลานี้ บนหลังของมันมีชายหนุ่มผู้สวมชุดดำ… ที่น่ากลัวยิ่งกว่ากำลังยืนอยู่
แววตาของเขาสงบนิ่งราวกับไม่ได้สนใจอะไรบนโลกใบนี้เลย
รูปลักษณ์ภายนอกของคนผู้นั้นค่อนข้างหล่อเหลาดูดี อารมณ์ที่สงบไม่ไหวติงนั้นราวกับเทพเจ้าในร่างมนุษย์ที่ลงมาสอดส่องเหตุการณ์บนโลก
คนผู้นี้เป็นใครอื่นไม่ได้อีกนอกเสียจาก… ฉู่โม่ว
ไม่นาน พญาหงส์ปีกทองคำก็ค่อย ๆ ร่อนลงบนเทือกเขาอันซึ่งเป็นที่อยู่ของมัน
“ฉู่โม่ว ในที่สุดนายก็กลับมา!”
ขณะนั้น หมัวซานซานเดินเร็วเสมือนวิ่งเข้ามาด้วยความร้อนใจ “อีกไม่ถึงชั่วโมงเขตแดนลับแห่งนี้จะปิดตัวลงแล้ว ฉันคิดว่านายจะกลับมาไม่ได้แล้วซะอีก กะว่าจะไปตามหาพอดีเลย โชคดีที่กลับมาก่อน ไม่งั้นพวกเราจะกลับออกจากที่นี่ไม่ได้อีกแน่ ๆ!”
“พอดีเจอสถานที่เหมาะ ๆ สำหรับฝึกฝนน่ะ ก็เลยลืมเวลาไปซะสนิทเลย”
ฉู่โม่วพูดตอบพร้อมขอโทษขอโพย
ได้ยินดังนั้น หมัวซานซานก็มองชายหนุ่มตั้งแต่หัวจรดเท้าอีกครั้ง ก่อนพูดออกมาด้วยรอยยิ้ม “ดูเหมือนนายเองก็จะได้อะไรมาเยอะเลยนี่นา ยินดีด้วยนะ!”
“นิดหน่อยเองน่า” เขายิ้มตอบโดยไม่ได้อธิบายอะไรมาก
หมัวซานซานคล้ายจะอ่านสถานการณ์ออกจึงไม่ได้ถามอะไรต่อเช่นกัน
หลังจากคุยกันคร่าว ๆ แล้ว หญิงสาวก็พูดขึ้นมา “พวกเราเริ่มสายกันแล้ว รีบกลับออกไปกันเถอะ”
แน่นอนว่าฉู่โม่วไม่ปฏิเสธ
เมื่อตกลงกันเรียบร้อย หมัวซานซานก็หยิบเอาแผ่นหยกที่ใช้เปิดเขตแดนลับหมื่นบุปผาออกมา ก่อนปล่อยอณูแห่งชีวิตเข้าไปหล่อเลี้ยงมัน ทันใดนั้นแผ่นหยกก็เปล่งแสงสว่างขึ้นมาตรงหน้าเธอ
ฟุบ!
เหมือนกับเมื่อตอนเข้ามา
เสียงของอากาศที่บิดเบี้ยวไปมาจนแสบแก้วหูดังให้ได้ยิน และขยายออกไปเป็นวงกว้าง
ด้วยสิ่งที่เกิดขึ้นนี้
เสียงของประตูมิติที่เปิดออก พร้อมกับประตูแห่งความมืดปรากฏขึ้นมา
“ไปกันเถอะ!”
หมัวซานซานพูดและเดินเข้าไปภายในนั้นพร้อมกับเหล่าผู้ฝึกยุทธ์ที่มากับเธอ
และฉู่โม่วเป็นคนเดินปิดท้ายไปพร้อมกับพญาหงส์ปีกทองคำ
…
ครืน!
ท่ามกลางพื้นที่โล่งแจ้ง พลันปรากฏรอยแตกออกมา
พริบตาเดียวมันก็เปลี่ยนเป็นมิติที่เปล่งแสงสว่างพร้อมกับเงาของผู้คนที่กำลังเดินออกมาจากด้านใน
เงาเหล่านี้คือหมัวซานซานและกลุ่มของฉู่โม่ว
“หือ?”
“พวกเราออกมาได้แล้ว!?”
“พวกเรากลับมาที่ฐานแล้ว!”
ผู้ฝึกยุทธ์หลายคนที่เดินตามหลังหมัวซานซานออกมา ถอนหายใจด้วยความโล่งอก ความผ่อนคลายปรากฏขึ้นบนใบหน้าของพวกเขา
ภายในเขตแดนลับนั้นมีเรื่องอันตรายเกิดขึ้นมากมาย
จากแต่เดิมที่มีผู้ฝึกยุทธ์ระดับสูงกว่าสี่สิบคน ณ ตอนนี้ มีพวกเขาไม่ถึงสิบคนเท่านั้นที่รอดออกมาได้
หากจะบอกว่าพวกเขาไม่มีความกังวลเลย มันคงจะดูเป็นการโกหกมากเกินไป
โชคดีขนาดไหนแล้ว
ที่เอาชีวิตรอดออกมาได้!
ทุกคนอดไม่ได้ที่จะยิ้มออกมาและคิดที่จะกลับไปยังบ้านของตนเพื่อที่จะพักผ่อน
แม้แต่ฉู่โม่วยังดูจะอารมณ์ดีขึ้นจากก่อนหน้านี้เยอะ
“ฉู่โม่ว หลังจากนี้นายคิดจะไปทำอะไรต่อหรือเปล่า?”
เหล่าผู้ปลุกพลังภายในฐานที่เห็นได้ถึงสิ่งที่เกิดขึ้นนี้เริ่มพูดคุยกัน
ผู้ที่เพิ่งจะออกจากฐานไปนั้นเป็นถึงเหล่าปรมาจารย์ยุทธ์
พวกเขาถึงเป็นเสาหลักของฐานลู่หยาง ดังนั้นตามปกติแล้วจะต้องประจำการอยู่ภายในฐานไม่ออกไปไหนง่าย ๆ
ดังนั้นในทุกครั้งที่เหล่าปรมาจารย์ยุทธ์มีอันต้องออกจากฐานไป นั่นหมายถึงมีบางสิ่งบางอย่างที่เป็นเรื่องใหญ่มาก ๆ เกิดขึ้นแล้ว
ยิ่งในวันนี้ จอมยุทธ์สี่ในห้าคนที่ควรจะประจำฐานต่างพากันเดินทางออกนอกเมืองไปพร้อมกัน มันแทบจะทำให้ฐานแห่งนี้ไม่เหลือผู้มีฝีมือไว้คอยดูแลเลย
แสดงว่าต้องมีเหตุการณ์อะไรบางอย่างเกิดขึ้นแน่ ๆ
ขณะที่กำลังถกเถียงกันอยู่นั้น ความไม่สบายใจก็เริ่มปรากฏขึ้นมาภายในใจของพวกเขา
ในส่วนของฉู่โม่ว เขาเองก็ขมวดคิ้วให้กับภาพที่เห็นเช่นกัน
“หรือมันจะมีอะไรเกิดขึ้นจริง ๆ นะ?”
มองไปยังทิศทางที่เหล่าผู้อาวุโสกระจายตัวกันออกไป ดูเหมือนว่า… พวกเขาจะมุ่งหน้าไปยังฐานฉางเฟิงกัน!
ฉู่โม่วนึกถึงสิ่งที่เขาพบเจอในฐานฉางเฟิงก่อนหน้านี้ขึ้นมาทันที
หรือว่าจะ… มีอะไรเกิดขึ้นที่ฐานนั้น?
ชายหนุ่มคิดกับตนเอง
แต่ในตอนนี้เขายังไม่ได้ข่าวอะไรทั้งนั้น เพราะงั้นจึงไม่อยากจะยืนยันอะไร
มีเพียงแค่ใจที่รู้สึกหนักอึ้งอย่างบอกไม่ถูกขึ้นมาเท่านั้น
‘แข็งแกร่ง!’
‘ฉันต้องแข็งแกร่งขึ้นอีก!’
‘ตราบใดก็ตามที่แข็งแกร่งจนมากพอ ไม่ว่าจะเป็นสถานการณ์แบบไหน ฉันก็จะสามารถรับมือได้โดยไม่ไหวติง!’
‘เมื่อกลับไปแล้ว ฉันจะต้องพยายามให้ถึงที่สุด จนกว่าจะก้าวผ่านขั้นผู้ฝึกยุทธ์ไปได้ ฉันจะไม่ไปไหนทั้งนั้น!’
คิดได้ดังนั้น ฉู่โม่วก็รีบหันหน้ากลับแล้วเดินเข้าบ้านไป
เมื่อกลับเข้ามาในบ้าน ภายในนั้นยังคงเงียบสงบ
เฉินซีเวยยังไม่กลับมา
หลังจากที่เธอฝากตนเป็นศิษย์อาจารย์ใหญ่เสิ่นจิ้นแล้ว เธอก็ไปฝึกอยู่กับเขาคนนั้น
แล้วเมื่อครู่นี้ ในบรรดาเหล่าปรมาจารย์ยุทธ์ที่ท่องนภาออกจากฐาน ไม่มีเสิ่นจิ้นรวมอยู่ด้วย นั่นหมายถึงเฉินซีเวยกับเสิ่นจิ้นน่าจะยังคงฝึกกันอยู่ที่ด้านนอก
“ป่านนี้เธอจะเป็นยังไงบ้างนะ?”
ฉู่โม่วคิดกับตนเอง

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ระบบกลืนกินพรสวรรค์