เข้าสู่ระบบผ่าน

ระบบกลืนกินพรสวรรค์ นิยาย บท 60

บทที่ 60 เลื่อนขั้นเป็นจอมยุทธ์!

หลังจากกลับมาที่บ้านแล้ว ฉู่โม่วก็เริ่มฝึกฝนต่อ

ในส่วนของพญาหงส์ปีกทองคำ ด้วยขนาดที่ใหญ่เกินไปของมัน ภายในบ้านจึงไม่มีที่ให้มันอยู่ได้ ครั้นจะให้ไปหาที่อื่นอยู่ภายในฐานก็จะกลายเป็นฝันร้ายของมวลมนุษยชาติไป ดังนั้นฉู่โม่วจึงให้พญาหงส์ปีกทองคำไปฝึกฝนและพักผ่อนอยู่ที่ป่าด้านนอกเมืองด้วยตนเอง

เพราะโลกภายนอกแห่งนี้ไม่มีข้อจำกัดแบบในเขตแดนลับแล้ว ดังนั้นมันจึงสามารถฝึกฝนเพื่อฟื้นพลังของตนเองได้

อันที่จริง

นี่เป็นครั้งแรกเลยที่ได้ออกจากเขตแดนลับ ยามที่ไม่มีอะไรมาคอยกดพลังของมันเอาไว้ พลังของนกยักษ์ตนนี้ก็ค่อย ๆ ฟื้นกลับคืนมา และเผยให้เห็นว่ามันเป็นถึงอสูรระดับ 3 เลยด้วยซ้ำ

ภายในป่าใหญ่ มีสัตว์อสูรมากมายที่ออกล่าเหยื่อหรือพยายามฝึกฝนตนอยู่ ดังนั้นการฆ่าแกงกันของเหล่าสัตว์อสูรจึงไม่ใช่เรื่องแปลก และเพราะแบบนี้ ฉู่โม่วจึงไม่ได้ห้ามให้พญาหงส์ปีกทองคำลงมือฆ่าสัตว์อสูรตนอื่นหากมันต้องการที่จะเป็นสัตว์อสูรระดับ 4 ระดับ 5 ให้เร็วที่สุด

ราชันย์ปีกทองคำพญาหงส์ปีกทองคำนั้นเป็นสัตว์อสูรที่มีความสามารถสูงมาก ๆ อยู่แล้ว ดังนั้นหากสามารถกลายเป็นสัตว์อสูรระดับ 4 หรือระดับ 5 ได้เมื่อไร มันจะกลายเป็นตัวช่วยที่พึ่งพาได้อย่างมากในอนาคต

ด้วยเหตุนี้

ฉู่โม่วจึงคอยตามดูการฝึกฝนของมันไปพักใหญ่ ๆ

และหลังจากวันที่ชายหนุ่มกลับมาที่บ้านได้วันเดียว เฉินซีเวยก็กลับบ้านมาด้วยเช่นกัน

ทั้งสองไม่ได้เจอกันพักใหญ่ ๆ แล้ว แต่กลับมาคราวนี้ เฉินซีเวยเข้าสู่ขั้นผู้ฝึกยุทธ์ระดับสูงแล้ว เธอมีกลิ่นอายที่ทรงพลังมาก ดูท่าการตามเสิ่นจิ้นไปฝึกฝนในป่าจะทำให้หญิงสาวได้อะไรมามากมายเลยทีเดียว

นอกจากนั้น

เฉินซีเวยยังนำข่าวที่น่าตกใจกลับมาฝากฉู่โม่วอีกด้วย

นั่นคือ บางสิ่งบางอย่างที่เกิดขึ้นภายในฐานฉางเฟิง!

เมื่อราว ๆ หนึ่งเดือนก่อน ภายใต้การสืบสวนหาข้อเท็จจริงในฐานฉางเฟิง ในที่สุด พวกเขาก็ได้คำตอบว่าทำไมสัตว์อสูรถึงได้เข้าไปโผล่ในเมืองได้!?

เหตุผลก็คือ ใกล้ ๆ ฐานแห่งนั้นมีสัตว์อสูรระดับ 4 ปรากฏตัวขึ้นมา อีกทั้งมันกำลังจะพัฒนากลายเป็นระดับ 5 อีกด้วย!

หลังจากรู้เช่นนั้นแล้ว เหล่าผู้อาวุโสภายในฐานฉางเฟิงต่างพากันตกตะลึงกันทั้งสิ้น

หากว่าอสูรตนนี้สามารถทลายขีดจำกัดแล้วก้าวขึ้นเป็นอสูรระดับ 5 ได้ พลังของมันจะยิ่งมหาศาล และถ้าสิ่งนี้เกิดขึ้นจริง นั่นหมายถึงสภาพแวดล้อมโดยรอบบริเวณร่วม ๆ หนึ่งพันห้าร้อยกิโลเมตรจะเปลี่ยนไปมากแน่ ๆ!

และฐานฉางเฟิงที่เป็นถิ่นฐานของมนุษย์จะต้องถูกทำลายลงอย่างแน่นอน!

เพราะงั้นแล้ว

เพื่อที่จะจัดการสถานการณ์ ณ ตอนนี้ให้สามารถควบคุมได้ เหล่าปรมาจารย์ยุทธ์จากฐานฉางเฟิงจึงต้องออกมารับหน้ากัน รวมถึงมีการขอความช่วยเหลือจากฐานลู่หยางไปเพิ่มด้วย

นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมเมื่อวาน ปรมาจารย์ยุทธ์มากถึงสี่คนถึงออกจากฐานไปพร้อมกัน นั่นก็เพื่อเข้าร่วมกับทางฐานฉางเฟิงในการกำจัดสัตว์อสูรตนนี้ก่อนที่มันจะสามารถทลายขีดจำกัดได้สำเร็จ พวกเขาต้องช่วยกันรั้งมันไว้ก่อนที่มันจะกลายเป็นภัยพิบัติในภายหลัง

“ฐานฉางเฟิงอยู่ห่างกับฐานลู่หยางถึงหนึ่งพันกิโลเมตร ต่อให้ฐานฉางเฟิงจะถูกทำลาย ที่นี่ก็ยังปลอดภัยไปได้อีกสักระยะ เป็นไปได้ เราควรระมัดระวังตัวไว้จะดีกว่า”

ในตอนท้าย เฉินซีเวยก็กล่าวเตือน “ในอนาคตฐานลู่หยางเองก็น่าจะต้องเจอปัญหาไม่ต่างกัน ระหว่างนั้นนายเองก็อยู่บ้านไปก่อนแล้วกัน พยายามอย่าออกไปที่ไหนหากไม่จำเป็นเพื่อหลีกเลี่ยงเหตุการณ์ไม่คาดฝันด้วย”

“แล้วเธอล่ะ?”

ฉู่โม่วได้โอกาสถามกลับ

“ฉันเป็นผู้ฝึกยุทธ์นะ เพราะงั้นถ้าช่วงวิกฤตมาถึง ฉันย่อมยืนหยัดสู้อยู่แล้ว!”

เฉินซีเวยพูดเสริม “ถึงแม้ว่าครั้งนี้จะมีปรมาจารย์ยุทธ์เกือบสิบคนที่เข้าร่วมยุทธการกำจัดสัตว์อสูรตนนี้ สถานการณ์มันไม่น่าจะมีอะไรน่าเป็นห่วง แต่ยังไงพวกเราก็ต้องเตรียมตัวไว้ก่อนเผื่อว่ามีอะไรผิดพลาด!”

“ฐานลู่หยางในตอนนี้เหลือปรมาจารย์ยุทธ์เพียงคนเดียว นั่นคือ อาจารย์ใหญ่เสิ่น เขาจะคอยควบคุมและจัดการผู้ฝึกยุทธ์ในฐานแห่งนี้เพื่อให้คอยรับมือหากมีสัตว์ร้ายบุกเข้ามาในช่วงเวลานี้”

“เพราะงั้น…”

“ฉันเองก็อาจจะไม่ค่อยได้กลับบ้านสักพักหนึ่งเหมือนกัน นายต้องไม่ลืมที่จะดูแลตัวเองให้ดีด้วยล่ะ!”

เธอไม่รู้ว่าฉู่โม่วนั้นกลายเป็นผู้ฝึกยุทธ์ไปแล้ว เพราะงั้นเธอจึงเตือนเขาไว้ด้วยความหวังดี

และเมื่อได้ยินเช่นนั้น

ฉู่โม่วก็ครุ่นคิด เขาวางแผนที่จะสารภาพกับเฉินซีเวยเรื่องที่เขากลายมาเป็นผู้ฝึกยุทธ์อยู่แล้ว

ยังไงเสียพลังกายของชายหนุ่มในฐานะผู้ฝึกยุทธ์ตอนนี้ก็แข็งแกร่ง ไม่มีภัยอันตรายใด ๆ ที่นอกฐานลู่หยางที่เขาต้องเกรงกลัว และเขาเองก็อยากจะแสดงความแข็งแกร่งของตนให้เธอได้เห็นบ้างแล้วด้วย

ทว่าในขณะที่คิดจะพูดเรื่องนี้ออกไป ฉู่โม่วก็ได้ยินเฉินซีเวยชิงพูดขึ้นมาเสียก่อน “อันที่จริง ตอนที่อาจารย์ใหญ่เสิ่นจิ้นกับฉันออกไปนอกเมืองกัน พวกเราเจอสถานที่ที่อาจจะมีหญ้าวิญญาณลมที่ใช้สำหรับมอบพลังให้คนอื่น ๆ ได้ ฉันตั้งใจจะเอามันกลับมาให้นายแล้ว แต่เพราะมีเรื่องนี้เกิดขึ้นก่อนก็เลยยังไม่ได้หาให้เลย”

“แต่ไม่ต้องห่วง!”

“หลังจากเรื่องนี้จบลง ฉันจะขอให้อาจารย์ใหญ่เสิ่นจิ้นพาฉันออกไปหาสิ่งนี้กลับมาให้นายใหม่อีกครั้งเอง!”

หลังพูดมาเช่นนั้น

เฉินซีเวยก็มองมายังฉู่โม่วด้วยความมั่นอกมั่นใจบนใบหน้าที่สวยสง่า และกล่าวอย่างหนักแน่น “เพราะงั้น…นายต้องไม่ยอมแพ้นะ! ต้องมีชีวิตอยู่ต่อไปให้นานที่สุด!”

“อ… อืม…”

เขาทำอะไรไม่ได้นอกเสียจากพยักหน้าและสูดหายใจเข้าลึก ๆ

ฮึ่ม!

อณูชีวิตและเลือดเนื้อภายในร่างของฉู่โม่วเริ่มเดือดพล่านเหมือนลาวาในภูเขาไฟที่กำลังปะทุร้อนอีกครั้ง ควบคู่ไปกับเส้นลมปราณและการดูดกลืนอณูแห่งชีวิตจากรอบ ๆ กาย พละกำลังหลั่งไหลเข้ามาจากทั่วทุกทิศทาง! เสมือนสายน้ำที่เทเข้ามาเติมเต็มร่างของฉู่โม่วจากหัวจรดเท้า

ครืน!

เสียงคำรามในอากาศราวกับมิติรอบตัวกำลังสั่นสะเทือนและบิดเบี้ยว คลื่นพลังที่ยิ่งใหญ่และหนักหน่วงกำลังแทรกออกมา ไหลเข้ามารวมกันที่จุดตันเถียน ก่อนจะวิ่งกระจายไปตามเส้นลมปราณอย่างต่อเนื่อง!

ระหว่างนั้น ร่างกายภายนอกของฉู่โม่วก็เปล่งประกายแสงระยิบระยับราวกับว่าร่างกายถูกชุบไปด้วยแสงสีต่าง ๆ อยู่อีกพักหนึ่งก่อนมันจะค่อย ๆ ดับหายไป เหลือทิ้งไว้เพียงความแข็งแกร่งที่ห่อหุ้มร่าง

“อณูแห่งชีวิตไหลผ่านเข้ามาได้ขนาดนี้… หรือว่า ฉันกลายเป็นจอมยุทธ์แล้ว!?”

ผู้ปลุกพลังและผู้ฝึกยุทธ์นั้นถือเป็นเพียงเบื้องต้นเท่านั้น พวกเขายังต้องดูแลและฝึกฝนหล่อเลี้ยงเลือดลมกับร่างกายไว้ให้ดี

แต่ถ้าเข้าสู่ขั้นจอมยุทธ์ได้ พวกเขาจะเริ่มฝึกควบคุมอณูแห่งชีวิตที่สามารถช่วยพัฒนาร่างกายได้โดยตรง ด้วยอณูแห่งชีวิตที่แผ่ซ่านไปทั่วทั้งร่าง เลือดลมทั่วทั้งร่างกายจะเกิดการพัฒนาอย่างไม่มีวันจบ!

ว่ากันว่าในขั้นนี้ เหล่าจอมยุทธ์มีพลังมากพอที่จะเคลื่อนภูเขาหรือถล่มทะเลกันได้เลย!

นอกจากนั้น เขายังมีความสามารถมากพอที่จะสร้างกองกำลังของตนเอง รวมไปถึงฝึกสอนเด็กนักเรียนได้อีกด้วย!

เพราะงั้นแล้ว นี่จึงเป็นที่มาของชื่อขั้นนี้

จอมยุทธ์!

หากจะบอกว่า

จากผู้ฝึกยุทธ์มาเป็นจอมยุทธ์ถือเป็นก้าวกระโดดที่ยิ่งใหญ่เลยก็ได้ ไม่เพียงแต่พลังกายที่เพิ่มมากขึ้น แต่ทุกสิ่งทุกอย่างยังเติบโตขึ้นเสียจนเทียบกันไม่ได้เลย

อย่างที่ได้กล่าวไว้ว่า ไม่เพียงแค่พลังกายที่เพิ่มมากขึ้น แต่จอมยุทธ์ยังสามารถสร้างพลังจิตขึ้นมาได้ด้วย! เพราะงั้นต่อให้ไม่ต้องใช้ตามอง เขาก็สามารถ ‘มองเห็น’ สิ่งที่อยู่รอบตัวได้

ในตอนนี้

ฉู่โม่วลองสร้างพลังจิตของตนและแผ่กระจายมันออกไปรอบ ๆ ตัวเพื่อตรวจดูว่ามีอะไรเกิดขึ้นบ้าง แต่ไม่คาดคิดเลยว่าจะแผ่กว้างไปได้ไกลถึงห้าร้อยเมตรนับจากตัวเขาเป็นแกนกลาง

“ว่ากันว่า จอมยุทธ์ที่เพิ่งจะทลายขีดจำกัดขึ้นมาได้ พลังจิตของพวกเขาจะครอบคลุมพื้นที่ราว ๆ สิบเมตรเท่านั้น มีเพียงผู้ที่มีพรสวรรค์เท่านั้นถึงจะครอบคลุมได้หลายสิบเมตร… แต่นี่สามารถเห็นได้ไกลถึงห้าร้อยเมตร… นี่มันระดับสุดยอดของจอมยุทธ์เลยนะ!”

“ดูเหมือนว่า…”

“พลังของฉันจะแกร่งเกินไปมาก ๆ เลยสินะ เพราะงั้นทันทีที่เลื่อนขั้นเป็นจอมยุทธ์ได้ ฉันถึงสามารถใช้พลังจิตได้มากถึงขนาดนี้!”

ฉู่โม่วคิดตาม จากนั้นรอยยิ้มก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของเขา

ประวัติการอ่าน

No history.

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ระบบกลืนกินพรสวรรค์