บทที่ 68 สถานการณ์อันสิ้นหวัง และความสงสัยของเฉินซีเวย
ตู้ม! ตู้ม! ตู้ม!
เสียงปืนยังคงกระหึ่มไม่ทิ้งจังหวะขาดห้วง
ผู้คนเหลือคณานับกำลังต่อสู้กับสัตว์อสูรอย่างดุเดือด
สัตว์อสูรจำนวนมากตกอยู่ใต้แนวกระสุน ร่างกายของพวกมันเละแหลกเป็นเศษซาก แขนขารยางค์ต่าง ๆ กองพะเนินทั่วพื้น
กระนั้นยังมีสัตว์อสูรตัวอื่น ๆ ที่เริ่มฝ่าปราการป้องกัน ปีนกำแพงขึ้นมาจัดการกับเหล่ามนุษย์
ผู้คนเหล่านั้นต่างได้รับการฝึกฝนด้านการใช้อาวุธปืน จนชำนาญมากพอจะจัดการกับสัตว์อสูร แต่เมื่อพวกมันฝ่าแนวเข้ามา ร่างกายที่อ่อนแอเหล่านั้นไม่อาจสู้รบตบมือได้อย่างสมน้ำสมเนื้อ
สุดท้ายพวกเขาก็ได้แต่รอความตายคืบคลานเข้ามา!
โชคยังดีที่มีผู้ปลุกพลังคอยให้การคุ้มครองทุกขณะ เมื่อใดก็ตามที่สัตว์อสูรกระโจนเข้ามา พวกเขาก็รับมือได้อย่างรวดเร็ว
ทว่า…
สถานการณ์นี้ไม่อาจคงอยู่ได้นาน!
การต่อสู้เพิ่งเริ่มต้นได้ไม่ถึงชั่วโมง
พวกมันส่งสัตว์อสูรทั้งระดับ 3 และ 4 มาร่วมร้อยตัวแล้ว ซึ่งท่ามกลางพวกมันเป็นสัตว์อสูรระดับ 4 อยู่หลายสิบตัว
พวกมันแต่ละตัวมีพลังทำลายล้างที่รุนแรง สามารถทะลวงผ่านแนวกระสุนได้อย่างรวดเร็ว เป็นเหตุให้มีผู้คนบาดเจ็บล้มตามจำนวนมากจากการบุกแต่ละครั้ง
คนธรรมดาล้มตายเป็นเบือ ในขณะที่ผู้ปลุกพลังไม่อาจทำอะไรกับพวกมันได้
คงจะมีเพียงปรมาจารย์ยุทธ์ที่สามารถต่อกรด้วยได้ ทว่าฐานลู่หยางมีปรมาจารย์ยุทธ์อยู่เพียงเจ็ดคน
นอกเหนือจากคุณเสิ่นจิ้นแล้ว บรรดาหกคนที่เหลือต่างก็ได้รับบาดเจ็บสาหัส
ดังนั้นถึงขณะนี้พวกเขาจะถูกส่งออกไปเพื่อสังหารสัตว์อสูร แต่ด้วยปริมาณที่มี พวกเขาจึงเสียเปรียบทุกทาง
ความพ่ายแพ้… คือสิ่งที่ประจักษ์ชัดในยามนี้!
…
ภายในอาคารฝึกยุทธ์
ฉู่โม่วที่กำลังฝึกวิชาในที่สุดก็ลืมตาขึ้น
“ใช้เวลามากกว่าที่คิดตั้งหกวันเพื่อบ่มเพาะเลือดสัตว์อสูรระดับ 4 !”
ตัวนิ่มแปดแถบยักษ์นี้สมแล้วที่เป็นสัตว์อสูรระดับ 4
ฉู่โม่วไม่เพียงกลืนกินพรสวรรค์และพลังกายจากมันเท่านั้น แต่ยังได้รับเลือดของอสูรมาอีกด้วย
ในการกลั่นเลือดอสูร พลังงานที่เคลื่อนอยู่ภายในนั้นกล้าแกร่งอย่างมาก
แม้แต่ฉู่โม่วยังใช้เวลาตั้งหกวันในการจัดการกับมัน!
ทว่า… การพัฒนาครั้งนี้ทำให้เขาแข็งแกร่งเป็นทวีคูณ!
พลังของเขาเพิ่มขึ้นกว่าเดิมอีก 250 ตัน!
นั่นเท่ากับว่ามันเพิ่มขึ้นเกือบจะวันละ 45.35 ตัน!
มันมากพอจะเทียบได้กับความเร็วเมื่อครั้งที่ได้รับพลังกายอสนีบาตคงกระพัน ขณะที่อยู่ในเขตแดนลับซึ่งทำให้พลังเพิ่มพูนอย่างรวดเร็ว
ในอีกแง่หนึ่ง ร่างพลังสายฟ้าของชายหนุ่มยามดูดซับพลังฟ้าดินก็น่าสะพรึงไม่น้อย
แต่พลังจากเลือดอสูรระดับ 4 ก็ให้ผลลัพธ์ที่น่าทึ่งเช่นกัน
“เดิมเลือดอสูรระดับ 4 นับว่าทรงพลังมากอยู่แล้ว หากมีมากกว่านี้อาจเทียบได้กับระดับ 5 ด้วยซ้ำ… หากได้ระดับ 5 มาละก็…”
ความมุ่งหวังเกิดขึ้นในใจ
แต่เขาก็รู้ดีว่าเลือดอสูรพวกนี้เป็นของราคาแพงลิบ และคงหาไม่ได้จากสถานที่เช่นฐานลู่หยางแห่งนี้
คาดหวังมากเกินไปคงไม่ดี
สิ้นสุดการฝึกวิชา ฉู่โม่วเตรียมตัวที่จะกลับบ้าน
กระนั้น ชายหนุ่มพลันได้ยินเสียงคำรามลั่นจากภายนอก กึกก้องไปทั่วโสตประสาท
“นี่มัน…”
“เป็นไปได้ไหมว่าสัตว์อสูรเริ่มโจมตีแล้ว” ใบหน้าเขาเปลี่ยนสีไป
“เทียนเผิง ข้างนอกเกิดอะไรขึ้น”
ฉู่โม่วส่งกระแสจิตถึงพญาหงส์ปีกทองคำ
หลังจากที่ทำพันธสัญญาวิญญาณ เขาก็สามารถสื่อจิตกับมันได้
“มีสัตว์อสูรนับไปถ้วนนอกฐานกำลังโจมตีเมืองมนุษย์… คาดว่าคงต้านต่อไปไม่อยู่แล้ว!” ในไม่ช้าพญาหงส์ปีกทองคำก็ส่งข่าวกลับมา
สิ้นคำตอบ ฉู่โม่วพลันมีท่าทีตะลึงลาน “ข่าวใหญ่ขนาดนี้ ทำไมไม่บอกให้เร็วกว่านี้!”
“ก็ท่านเป็นคนบอกว่าต้องการจะพักนี่ ข้าก็เลยไม่กล้ารบกวน…” เทียนเผิงทำเสียงอ่อนด้วยรู้สึกแย่
ฉู่โม่วอดอ่อนใจไม่ได้ อย่างไรเขาก็รู้ดีว่าพญาหงส์ปีกทองคำตนนี้แม้จะมีสติปัญญา ก็หาใช่มนุษย์โดยกำเนิด
“ไม่รู้เลยว่าเกิดอะไรขึ้นที่แนวหน้า! แล้วซีเวยละ… ไม่ได้ เธอต้องไปเป็นอะไร!”
คิดได้เช่นนี้ ในอกก็พลันแน่นขนัดคล้ายบีบรัด เขารีบไปที่ประตูเมืองทันที
ตอนนี้สัตว์อสูรระดับ 4 ยังคงเพิ่มจำนวนขึ้นคล้ายจะซ้ำเติมพวกนาง…
“สู้มัน!”
“โจมตีสัตว์อสูร!”
“ถึงตายก็จะถอยไม่ได้!”
ใครบางคนตะโกนขึ้น
สุ้มเสียงที่ทั้งเศร้าและมุ่งมั่นสะเทือนอารมณ์ผู้ฟัง ชั่วขณะหนึ่งพวกเขาคล้ายมีแรงฮึดขึ้นมา
เฉินซีเวยไม่ได้กล่าวสิ่งใด เพียงกระชับกระบี่ในมือแน่น
เธอกินยาอีกเม็ดหนึ่งก่อนจะต่อสู้กับสัตว์อสูร
ไม่นาน หญิงสาวก็ตกเป็นเป้าของสัตว์อสูรระดับ 4 เสียแล้ว
แม้ว่าเฉินซีเวยจะรับมือกับสัตว์อสูรระดับ 3 ได้ แต่เธอก็เป็นเพียงผู้ฝึกยุทธ์ อีกทั้งมาถึงขีดจำกัดแล้ว เมื่อต้องเผชิญกับสัตว์อสูรที่มีพลังเทียบเท่ากับปรมาจารย์ยุทธ์ เธอคงไม่อาจต้านทานได้
เด็กสาวสัมผัสถึงไอสังหารที่แผ่ซ่าน จนเธออดไม่ได้ที่จะหลับตาลง
เธอคงทำได้เพียงรอคอยความตายอย่างเงียบเชียบ
“เสียดาย… ฉันยังทำตามสัญญาที่ให้ไว้กับเขาไม่ได้เลย”
ใบหน้าของฉู่โม่วผ่านเข้ามาในความคิด เธอได้เพียงถอนหายใจ
ตึ้ง!
ทันใดนั้น
เสียงร้องเล็กแหลมก็สะเทือนทั้งโสตประสาท พร้อมสัมผัสแห่งลมแรงที่ปะทะเรือนหน้า!
เฉินซีเวยลืมตาด้วยสัญชาตญาณ…
ภาพอันน่าประทับใจปรากฏยังสายตา!
หมาป่ายักษ์ซึ่งกำลังกระโจนเข้ามาถูกขวางไว้โดยพญาหงส์ปีทองคำที่มีประกายขนอร่ามทั้งตัว
กรงเล็บของมันจิกลงยังหัวของหมาป่ายักษ์ พลังนั้น ทำให้ผู้ที่อยู่ใต้ฝ่าเท้าล้มตึงหลังจากที่มันถูกสังหาร
พญาหงส์ปีกทองคำเหลือบมองยังหญิงสาวคราหนึ่ง ก่อนจะส่งเสียงร้องและโผบินเหนือผืนฟ้าอีกครั้ง
“นี่… เกิดอะไรขึ้นกันแน่?”
เฉินซีเวยสับสน
เหตุใดสัตว์อสูรปีกทองตัวนี้ถึงได้ช่วยเธอไว้กัน?

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ระบบกลืนกินพรสวรรค์