บทที่ 91 นายพลเมืองซี่เฟิง!
ภายในฐานลู่หยาง เหล่าผู้ปลุกพลังที่มาจากฐานจินหลิงกำลังพากันเดินเล่นอยู่บนถนน
พวกเขาเพิ่งจะกลับมาจากเทือกเขาพร้อมกับชัยชนะกองโต
ในตอนนี้คนเหล่านี้อารมณ์ดีขึ้นมากแล้ว เพราะงั้นพวกเขาเลยตั้งใจจะมาหาอะไรเพื่อดื่มกินกัน
ตอนนั้นเอง
ระหว่างที่กำลังเดิน
เมื่อผู้ปลุกพลังขั้นปรมาจารย์ยุทธ์หนุ่มมองตรงไปที่ด้านหน้า เขาก็ต้องตาลุกวาวขึ้นทันที
ตรงหน้าเขา มีหญิงสาวคนหนึ่งกำลังค่อย ๆ เดินเข้ามาจากด้านนอกฐานผ่านถนนเส้นนี้พอดี
ดูเหมือนเธอคนนี้จะเพิ่งกลับมาจากการต่อสู้ในป่าด้านนอก ด้วยความเหนื่อยล้าและอ่อนเพลีย มันทำให้เธอไม่ได้สนใจที่จะปิดบังใบหน้าที่งดงามไว้ด้วยสิ่งอื่นใด แถมยังเลือกเดินริมถนนด้วยตัวคนเดียวอีก
ด้วยความสวยอย่างไร้ที่ตินี้เอง แม้แต่เฟิงอี้ก็ไม่สามารถเทียบเท่าได้
การก้าวเดินช้า ๆ ของเจ้าหล่อนไม่ต่างอะไรกับนางฟ้าเดินดินที่ไร้ซึ่งกำลัง
ถึงแม้ว่าปรมาจารย์ยุทธ์ผู้นี้จะเกิดในฐานจินหลิงที่ยิ่งใหญ่ เขาก็ยังอดที่จะเบิกตาโพลงไม่ได้ นั่นเพราะเขาเองไม่เคยเจอผู้หญิงที่สวยงามเช่นนี้มาก่อน ความสวยของเธอทำให้เขาต้องชะงักไปครู่หนึ่ง
“ม… ไม่คิดเลยว่าจะได้มาเจอหญิงสาวที่สวยขนาดนี้ในฐานเล็ก ๆ แบบนี้!?”
เขาพูดพึมพำ
ทันใดนั้น แววตาที่เปี่ยมไปด้วยความราคะก็ปรากฏขึ้นมา เขาเดินตรงไปยังหญิงสาวและหยุดขวางหน้าเธอไว้ “เธอคนนั้นน่ะ ชื่ออะไร?”
หญิงสาวที่ว่าก็คือเฉินซีเวยที่เพิ่งกลับมาจากการฝึกซ้อมนั่นเอง!
เธอเหนื่อยล้าจากการต่อสู้ในป่าใหญ่ เพราะงั้นเลยอยากจะรีบ ๆ กลับบ้านเพื่อไปพักผ่อน ทว่าดันมาถูกคนแปลกหน้าหยุดไว้ที่กลางทางเสียได้
เมื่อสัมผัสได้ถึงแววตาเจ้าชู้ที่ส่งผ่านมาจากอีกฝ่าย เฉินซีเวยก็อดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้วน้อย ๆ แล้วพูดตอบด้วยน้ำเสียงเยือกเย็น “ช่วยหลีกทางที”
พลันเมื่อถ้อยคำนั้นหลุดออกมา
ก่อนที่ปรมาจารย์ยุทธ์หนุ่มคนนี้จะได้พูดอะไร เหล่าคนมากมายที่ตามเขามาอยู่ด้านหลังก็พากันพูดขึ้นมาทันที “กล้าดีนักนะ!”
“เธอรู้หรือเปล่าว่ากำลังยืนอยู่ต่อหน้าใคร? นี่น่ะ นายท่านเซี่ยอู๋เซี่ยแห่งฐานจินหลิงเลยนะ! เขาสามารถเข้าสู่ขั้นปรมาจารย์ยุทธ์ได้ตั้งแต่อายุยังน้อย แน่นอนว่าในอนาคตเขาจะต้องยิ่งใหญ่กว่านี้แน่ ๆ!”
“ในเมื่อรู้แล้วว่าเขาเป็นใครก็รีบ ๆ ขอโทษนายท่านเซี่ยมาเดี๋ยวนี้เลย!”
“ไม่อย่างงั้นละก็…”
พูดเช่นนั้นแล้ว เหล่าปรมาจารย์ยุทธ์ตรงหน้าก็ยืดอกทำน้ำเสียงขึงขังออกมา
ชัดเจนเลยว่าพวกเขาพยายามข่มขู่เธอ
ระหว่างที่คนเหล่านี้กำลังพูด เซี่ยอู๋เซี่ยก็ไม่ได้หยุดหรือห้ามพวกเขาแต่อย่างใด เขาเพียงยืนมองและยืดอกราวกับกำลังภาคภูมิใจ
ชายคนนี้รอจนกระทั่งคนเหล่านี้พูดจบแล้วถึงโบกไม้โบกมือแสร้งทำเป็นไม่คิดอะไร “อย่าหยาบคายกับนางฟ้านักสิ!”
จากนั้นเขาก็หันกลับไปยิ้มให้เฉินซีเวย “ฉันกำลังขาดสาวใช้พอดี ถ้าเธอสนใจจะติดตามฉัน หรือแม้แต่จะช่วยอุ่นเตียงให้ฉัน ฉันสามารถรับประกันได้เลยว่าเธอจะต้องแข็งแกร่งขึ้น ได้กลายเป็นจอมยุทธ์ เผลอ ๆ อาจจะได้กลายเป็นถึงปรมาจารย์ยุทธ์ในอนาคตเลยก็ได้นะ ว่าไง สนใจหรือเปล่า อนาคตที่งดงาม อยู่เพียงเอื้อมมือเธอแล้วนะ!”
ชายหนุ่มมั่นอกมั่นใจในข้อเสนอของตนเองเป็นอย่างมาก เขาเชื่อว่ามันจะต้องทำให้สาวงามตรงหน้าคนนี้รู้สึกหวั่นไหวได้อย่างแน่นอน
ทว่า…
สิ่งที่เขาไม่คาดคิดก็คือ หลังจากที่เฉินซีเวยฟังข้อเสนอแล้ว นอกจากจะไม่ได้พูดอะไร เธอยังเดินปลีกตัวออกไปราวกับไม่ได้ยินอีกด้วย
เธอคนนี้!
แสดงให้เห็นชัดเจนเลยว่าเธอไม่สนใจสิ่งที่เซี่ยอู๋เซี่ยพูดแม้แต่น้อย และด้วยท่าทีของหญิงสาว มันทำให้เขาต้องรู้สึกอับอายราวกับโดนตบหน้า แม้จะไม่มีรอยฝ่ามือฝากทิ้งไว้ แต่มันก็เจ็บปวดและร้อนผ่าวไปถึงใจเลย!
“คิดว่าตัวเองเป็นใครกันน่ะ หา!”
แววตาของเซี่ยอู๋เซี่ยเปลี่ยนไปในทันที เช่นเดียวกับสีหน้าที่ดูมืดมนลงไปอย่างเห็นได้ชัดด้วย “ฉันอุตส่าห์ยื่นข้อเสนอดี ๆ ให้ แต่กลับเมินเฉยมันไปอย่างไม่แยแสงั้นเหรอ? ถ้าเป็นอย่างงั้นก็เตรียมรับโทษที่บังอาจมาย่ำยีความรู้สึกของฉันก็แล้วกัน!”
“วันนี้แหละ ฉันจะทำให้เธอต้องยอมก้มหัวให้ แล้วหลังจากที่ทำให้เธอมาเป็นของฉันได้แล้ว ฉันจะคอยดูซิว่ายังจะปากเก่งทำตัวเย็นชาแบบนี้ได้อีกหรือเปล่า!”
สิ้นเสียง
ปรมาจารย์ยุทธ์หนุ่มก็ปลดปล่อยรัศมีพลังออกมาปกคลุมร่างกาย เขาพุ่งหาเฉินซีเวยราวกับม้าหนุ่มที่วิ่งอยู่ข้างธารน้ำ
ความคิดในหัวของเขา คือการลักพาตัวเฉินซีเวยไป!
การที่ต้องมาเผชิญหน้ากับการจู่โจมที่อุกอาจเช่นนี้ เฉินซีเวยกลับไม่ได้ถอยหนีไปไหนแต่อย่างใด
หญิงสาวกัดริมฝีปากเบา ๆ และหยิบเอากระบี่มาถือไว้ให้มั่นเพื่อรับการเข้าปะทะนั้นไว้
การฝึกฝนภายในป่าที่ผ่านมาทำให้เธอสามารถทลายขีดจำกัดของผู้ฝึกยุทธ์ระดับสูงและก้าวเข้าสู่การเป็นจอมยุทธ์ได้ในที่สุด
แต่การที่ต้องมาเผชิญหน้ากับปรมาจารย์ยุทธ์เช่นนี้ มันก็ถือว่าต่างชั้นกันมากโขอยู่ดี!
ภายใต้แรงพลังอันมหาศาลของอีกฝ่าย เธอไม่ต่างอะไรกับเรือเล็กที่ต้องเผชิญหน้ากับพายุใหญ่ พายุที่โหมกระหน่ำที่พร้อมจะทำลายเธอลงได้ทุกวินาที
ในขณะที่สถานการณ์กำลังจะเพลี่ยงพล้ำ เฉินซีเวยกำลังจะตกไปอยู่ในกำมือของปรมาจารย์ยุทธ์ต่างถิ่น
เสียงร้องคำรามกึกก้องฟ้าก็ดังขึ้น
กรร!
จังหวะนั้น ด้วยเสียงคำรามดังกล่าว ร่างของพญาหงส์ทองคำที่กระทบกับแสงอาทิตย์พลันพุ่งลงมาเสมือนกับคมกระบี่สีทองขนาดใหญ่ที่โฉบลงมาจากฟากฟ้า
ด้วยการบินโฉบลงมานั้นเอง
มันทำให้เบื้องล่างของมันเกิดสายลมกระโชกแรงประดุจพายุกำลังจะก่อตัวพัดโหมกระหน่ำขึ้น
“นี่มัน…”
สายลมที่พัดไล่ทุกสิ่งอย่างทำให้เซี่ยอู๋เซี่ยต้องหันหลังหลบ
ทว่านั่นมันกลายเป็นช่องโหว่ที่ทำให้เขาต้องเผชิญหน้ากับกรงเล็บแหลมคมที่พุ่งลงมาที่ตัวเขาเอง
โผละ!
เสียงบางสิ่งบางอย่างแตกออก พร้อมกับภาพหัวของเซี่ยอู๋เซี่ยที่ระเบิดกระจายเหมือนแตงโมโดนหวด! ร่างไร้ศีรษะยืนสั่นอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะล้มพับลงไป
เขาหยุดสั่นในเวลาไม่นาน…
พญาหงส์ปีกทองคำเสี่ยวจินมองร่างที่ล้มลงไปจนมั่นใจว่าอีกฝ่ายตายแล้ว จากนั้นมันถึงค่อย ๆ บินไปคุ้มกันเฉินซีเวยให้หลบอยู่ด้านหลังมันเอาไว้
ร่างของเซี่ยอู๋เซี่ยยังคงนอนนิ่งไม่เคลื่อนไหว แต่เพราะชายคนนี้เป็นถึงขั้นปรมาจารย์ยุทธ์ มันจึงยากที่จะเชื่อว่าเขาพ่ายแพ้ได้ง่ายถึงเพียงนี้
เวลาผ่านไป ร่างนั้นยังคงนิ่งงัน
ไม่ไหวติงอีกต่อไป
ทุกสายตาที่ได้ประสบพบเห็นกับสถานการณ์ก่อนหน้า ต่างก็เต็มไปด้วยความสงสัยและตกตะลึง พวกเขาตื่นกลัว
ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานขนาดไหน
ถึงได้มีหนึ่งในคนเหล่านั้นพูดขึ้นมา
“นายท่านเซี่ย… ตายแล้วเหรอ?”
ด้วยคำถามนั้น ในที่สุดเหล่าผู้ติดตามของเซี่ยอู๋เซี่ยก็ได้สติกลับคืนมา
ทุกใบหน้าและแววตาเต็มไปด้วยความตกใจและหวาดกลัว
“บ้าไปแล้ว! เรื่องใหญ่แน่ ๆ!”
“นายท่านเซี่ยตายแล้ว!”
“เร็วเข้า! รีบบอกท่านเซี่ยเจิ้น!”
คนเหล่านี้อุทานและตะโกนเสียงดัง
เซี่ยอู๋เซี่ยนั้นมีสถานะสูงที่สุดในบรรดาพวกเขาเหล่านี้ แต่นั่นไม่ใช่เพราะคนคนนี้สามารถเป็นปรมาจารย์ยุทธ์ได้ทั้งที่อายุยังน้อยหรือมีอนาคตที่สดใสรออยู่ แต่เป็นเพราะพ่อของเขาเป็นถึงนายพลเมืองซี่เฟิงของของฐานจินหลิงต่างหาก!
นายพลเมืองซี่เฟิง!
ทุกคนย่อมรู้กันเป็นนิจอยู่แล้วว่า ปรมาจารย์ยุทธ์นั้นแข็งแกร่ง พวกเขามีพลังมากพอที่จะก่อตั้งกองกำลังหรือแม้แต่จะเป็นเสาหลักให้แก่ฐานเล็ก ๆ ฐานหนึ่งได้ เสมือนเป็นผู้พิทักษ์เมืองเลย
แต่ทุกคนยังรู้ด้วยว่าเหนือกว่าปรมาจารย์ยุทธ์ คือผู้ปลุกพลังขั้นนายพลเมือง!
แล้วขั้นนายพลเมืองคืออะไรกันล่ะ?
ตัวตนของพวกเขานับว่าแข็งแกร่งทรงพลัง ทั้งเหาะเหินเดินอากาศ ดำดิน หรือแม้แต่ทุบทำลายภูผาก็ทำได้ไม่ยาก!
เปรียบเสมือนกระดูกสันหลังของมวลมนุษยชาติก็ไม่เกินไปนัก!
หากนายพลเมืองคนนั้นเป็นคนดี เขตแดนที่เขาดูแลก็จะปลอดภัย และประชาชนก็จะได้รับผลประโยชน์มากมายกันถ้วนหน้า
แต่ถ้าไม่ แผ่นดินจะลุกเป็นไฟ และไฟนั้นจะลามออกไปยังพื้นที่ข้างเคียงเสมือนเป็นวันสิ้นโลกไปเลย!
ในขณะที่เหล่าปรมาจารย์ยุทธ์สามารถเอาชนะจอมยุทธ์นับร้อยคนได้ไม่ยาก นายพลเมืองนั้น ต่อให้ปรมาจารย์ยุทธ์รวมพลกันมา พวกเขาก็ไม่อาจจะรับมือนายพลเมืองเพียงคนเดียวได้ หนำซ้ำจะกลายเป็นฝ่ายถูกฆ่าเองอีกด้วย!
ด้วยตัวตนที่ยิ่งใหญ่เช่นนี้
มันจึงถือว่าอยู่เหนือการคาดเดาของเหล่าจอมยุทธ์ตามฐานเล็ก ๆ มากเลยทีเดียว!
ในส่วนของปรมาจารย์ยุทธ์อีกสองคนที่เหลือเองก็รีบคุกเข่าลงและก้มกรายเซี่ยเจิ้นเจียนด้วยความกลัวไม่ต่างกัน
หลังรับรู้เช่นนั้น
เซี่ยเจิ้นเจียนก็กวาดตามองไปทางอื่น
และสิ่งที่ตกเป็นเป้าสายตาของเขานั้น
ก็คือพญาหงส์ปีกทองคำตัวใหญ่ที่กำลังยืนอยู่เบื้องหน้าเขา!
ร่างกายที่ปกคลุมไปด้วยเส้นขนสีทองภายใต้แสงอาทิตย์นี้ดูสูงส่งและสง่างาม ร่างกายขนาดใหญ่แสดงให้เห็นถึงพลังอำนาจ ดวงตาสีทองเปล่งประกายและพลังมหาศาลที่แผ่ซ่านออกมาจากตัวของมันเอง
“ไม่ผิดแน่… เจ้านี่ มีเชื้อสายของพญาหงส์ปีกทองคำ… เป็นสัตว์อสูรนักล่าที่แท้จริง!”
ความโกรธภายในใจของเซี่ยเจิ้นแทบจะมลายหายไปจนหมดแล้วหลังเห็นสัตว์อสูรสีทองตนนี้
มันถูกแทนที่ด้วยความโลภ!
พญาหงส์ปีกทองตัวนี้น่าจะยังเติบโตได้อีกมากในอนาคตอันใกล้นี้ เพราะตอนนี้มันก็เป็นระดับ 4 แล้ว หากปล่อยให้เติบโตอีกสักหน่อย ไม่เกินยี่สิบปีก็น่าจะเป็นระดับ 5 ได้!
ถ้าเขาได้มันมาเป็นสัตว์เลี้ยง ต่อจากนี้ไปก็จะไม่มีผู้ใดที่จะสามารถมาทัดเทียมเขาได้อีก!
คิดได้ดังนั้น ความโลภที่เคยเลือนรางก็ปรากฏร่างชัดเจนและกัดกินจิตใจเขาไปเสียหมด
“อสูรร้ายที่โง่เขลา กล้าดีนี่ที่เข้ามาอาละวาดในเขตฐานของมนุษย์เช่นนี้!”
“ฉันคือนายพลเมืองซี่เฟิงจากฐานจินหลิง เข้าใจแกอยู่นะว่าอยากจะพัฒนาฝีมือตนเอง เพราะงั้นฉันจะยอมไม่ปล่อยให้แกตายเปล่าด้วยฝีมือฉันตรงนี้ก็ได้ถ้ายอมจำนน!”
“แต่ถ้าไม่…”
เขาพ่นลมหายใจทิ้งเสียงดังราวกับจะบอกให้รู้คร่าว ๆ แล้วว่าอีกฝ่ายจะโดนอะไร
“หัวฟาดพื้นตอนฝึกฝนหรือไงเจ้าน่ะ? เจ้าหรือเปล่าที่ต้องยอมจำนนให้ข้า?”
เสี่ยวจินพ่นลมหายใจกลับและต่อปากต่อคำ
“ไอ้นกเวรนี่!”
ได้ยินเช่นนั้น เซี่ยนเจิ้นเจียงก็กลับมาเกรี้ยวกราดอีกครั้ง “สมแล้วที่เป็นสัตว์อสูรโง่เขลา!”
“ในเมื่อเจรจาดี ๆ แล้วเจ้าไม่ชอบ ข้าก็จะใช้กำลังทำให้เจ้ารับรู้ถึงจุดยืนของตัวเจ้าเองก็แล้วกัน จากนั้นก็จะทำให้เจ้ามาเป็นสัตว์เลี้ยงของข้าซะ!”
สิ้นเสียงบอกกล่าว
นายพลผู้เกรี้ยวกราดไม่พูดอะไรเพิ่มอีก เขาทะยานเข้าใส่เสี่ยวจินอย่างรวดเร็ว
ระหว่างทาง คลื่นพลังที่แข็งแกร่งค่อย ๆ ปกคลุมร่างของเขา และทำให้ร่างนี้มีสภาพเหมือนคลื่นสึนามิที่กำลังกลืนกินผืนดินอยู่!!
การที่ต้องเผชิญหน้ากับสัตว์อสูรที่ดื้อรั้นเช่นนี้ ต่อให้เป็นนายพลเมืองก็ไม่คิดจะยับยั้งพลังใด ๆ ทั้งนั้น
ถึงแม้ว่าเสี่ยวจินจะถือเป็นสัตว์อสูรระดับ 4 ที่พิเศษกว่าตนอื่น
แต่ยังไงเสีย มันก็ยังเป็นเพียงสัตว์อสูรระดับ 4 ชั้นต้นเท่านั้น
การที่ต้องเผชิญหน้ากับนายพลเมือง มันก็ยังถือว่าต่างชั้นกันมาก ๆ อยู่ดี
ลำพังเพียงแค่สัมผัสถึงกลิ่นอายพลังของอีกฝ่าย มันก็ทำให้ความกลัวเริ่มกัดกินขึ้นมาในใจเขาแล้ว
‘นายท่าน ช่วยข้าที!’
ตอนนั้นเอง
เสี่ยวจินเลือกที่จะเรียกหาฉู่โม่วจากภายในใจอย่างไม่รอช้า
เป็นจังหวะเดียวกับ
เซี่ยเจิ้นเจียงที่ตบฝ่ามือลงมา มันทำให้เกิดฝ่ามือขนาดใหญ่มากมายนับไม่ถ้วนพุ่งตามทิศทางที่อีกฝ่ายควบคุมไว้เข้าหาเสี่ยวจิน ราวกับเป็นมือของเทพสวรรค์ที่หมายจะจับมันให้อยู่หมัดให้ได้
ท่ามกลางฝ่ามือเหล่านั้น
เสี่ยวจินที่มีร่างกายใหญ่โตก็ยากที่จะหลบให้พ้นทาง
และในช่วงที่เสี่ยวจินจะตกอยู่ภายใต้เงื้อมมือของอีกฝ่ายนั้นเอง
ช่วงเวลาหน้าสิ่วหน้าขวาน
“อย่ามาแตะต้อง…”
“สัตว์เลี้ยงของคนอื่นนะโว้ย!”

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ระบบกลืนกินพรสวรรค์