เข้าสู่ระบบผ่าน

ระบบกลืนกินพรสวรรค์ นิยาย บท 92

บทที่ 92 ปราบนายพลเซี่ยเจิ้นเจียงและทำให้นายพลทั้งสามตกตะลึงด้วยประโยคเดียว

เมื่อเสียงดังขึ้น ร่างของคนคนหนึ่งก็ปรากฏขึ้นจากที่ที่แสนไกล

และเมื่อสิ้นเสียงของเขาลง

ร่างที่เคยอยู่แสนไกลก็มาปรากฏเบื้องหน้าทุกคนในพริบตา

แม้สายตาจะมองได้ไม่ชัด แต่ทุกคนตระหนักได้ถึงพลังที่แข็งแกร่งของชายคนนี้ได้ จนเผลอยกมือขึ้นบังคลื่นพลังที่แผ่ออกมานั้นโดยไม่รู้ตัว

ทว่าเป้าหมายของร่างนั้นคือการพุ่งเข้าชนเซี่ยเจิ้นเจียงต่างหาก!

ผู้ที่เพิ่งปรากฏตัวนี้คือ ฉู่โม่ว!

จังหวะที่เขาเห็นเสี่ยวจิน มันเป็นจังหวะที่พญาหงส์ปีกทองคำกำลังจะถูกจับตัวไปพอดี เช่นนั้นแล้วคิดว่าเขาจะสามารถข่มความโกรธไว้ได้งั้นเหรอ?

ทันทีที่ปรากฏตัว พรสวรรค์ธาตุไฟในร่างก็ถูกเปิดใช้งาน วงแหวนแห่งเพลิงปรากฏขึ้นรอบตัวเขา และกระจายตัวออกเป็นวงกว้างกว่าร้อยเมตร

ขณะเดียวกัน

อณูแห่งชีวิตในร่างและเลือดที่ไหลเวียนอยู่ทั้งกายก็ถูกกระตุ้นจนเดือดปุด ๆ เสมือนลาวาในภูเขาไฟที่กำลังจะปะทุ

“หมัดเพลิงสยบภูผา!”

ด้วยหมัดที่ถูกห่อหุ้มไว้ด้วยเปลวเพลิงเสมือนดวงอาทิตย์ขนาดเล็ก มันทำให้มิติรอบข้างเกิดการสั่นสะเทือนและแตกออกบางส่วน ก่อให้เกิดเสียงราวกับสายลมที่แทรกออกมาจากรอยแยกมิตินั้นห่อหุ้มไปทั่วทั้งร่างของฉู่โม่วอีกชั้นหนึ่ง

ยิ่งมีมิติเสียหายมากขึ้นเท่าไร กระแสลมปริศนาก็ยิ่งพวยพุ่งออกมามากขึ้นเท่านั้น มันส่งเสียงแสบแก้วหูประดุจกระแสไฟฟ้าที่วิ่งผ่านไปตามอากาศ

ในระยะร้อยเมตรรอบตัว อากาศกำลังถูกดูดเข้าไปรวมที่ร่างของฉู่โม่วเหมือนว่าเขากำลังดูดกลืนมันเข้าไป

“ไม่ดีแล้ว!”

รู้สึกได้ถึงความรุนแรงของพลังนั้น เซี่ยเจิ้นเจียงก็หน้าถอดสี

เขารีบกลับตัวและถอยกลับ ขณะเดียวกันก็ยกแขนขึ้นมาเพื่อคอยป้องกันการโจมตีนั้นเข้าถึงตัวเขาด้วย!

ครืน!

ทันทีที่หมัดและแขนเข้าปะทะกัน

แทบจะเป็นวินาทีเดียวกัน เซี่ยเจิ้นเจียงก็สัมผัสได้ถึงพลังมหาศาลที่มาจากกำปั้นปะทะแขนเขาอยู่ มันทำให้เลือดบริเวณนั้นราวกับถูกเผาไหม้ก่อนที่ร่างของเขาจะกระเด็นออกมา

หลังจากที่กระเด็นลอยไปหลายร้อยเมตร เขาก็ค่อย ๆ ตั้งตัวใหม่อีกครั้ง

“แกเป็นใคร? ทำไมถึงเข้ามาขวางฉันแบบนี้!”

เซี่ยเจิ้นพยายามปรับสมดุลอณูแห่งชีวิตในร่างใหม่อีกครั้ง เขามองไปยังฉู่โม่วที่มายืนตรงหน้า และถามด้วยสีหน้าเคร่งขรึม

จากการต่อสู้ก่อนหน้า แม้มันจะค่อนไปทางการเข้าหาทีเผลอ แต่จากการพลังของอีกฝ่ายที่ทำให้เขาต้องรีบถอย มันก็ทำให้เขารับรู้ได้ว่า ชายที่แข็งแกร่งตรงนี้อย่างน้อยก็น่าจะมีพลังระดับนายพลเมืองได้เลย!

แล้วคนแบบนี้ ทำไมถึงเลือกที่จะสู้กับเขาน่ะ?

ไม่เห็นจะจำได้เลยว่าเคยไปหาเรื่องคนที่แข็งแกร่งระดับนี้มาก่อน?

คิดทบทวนแล้วทบทวนอีก เรื่องนี้ก็ยังทำให้เขาคิดไม่ตก ดังนั้น เซี่ยเจิ้นจึงอดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้วแล้วถาม “ท่านผู้แข็งแกร่ง พวกเราเคยมีอะไรขัดใจหรือเข้าใจผิดกันมาก่อนหรือเปล่า?”

“ก็เห็น ๆ กันอยู่ว่านายพยายามลงไม้ลงมือกับสัตว์เลี้ยงของฉัน แบบนี้เรียกว่าเข้าใจผิดอะไรหรือเปล่า?”

ฉู่โม่วพูดเสียงนิ่ง

“สัตว์เลี้ยง? หมายถึงเจ้านี่น่ะเหรอ?”

เซี่ยเจิ้นเจียนผงะไปครู่หนึ่ง และเมื่อได้สติ เขาก็ขมวดคิ้วและพ่นลมหายใจไม่พอใจออกมา “ฉันก็นึกว่าเป็นใครที่ไหน ที่แท้ก็เป็นคนที่ต้องกำจัดนี่เอง!”

“สัตว์เลี้ยงของแก ฆ่าลูกชายฉัน เพราะงั้นฉันก็เลยจะฆ่ามัน!”

“แต่ไหน ๆ แกก็มาอยู่ที่นี่แล้ว บางทีฆ่าแกแทนลูกชายฉันอาจจะมีความสุขมากกว่า!”

นายพลผู้มีความแค้นพูดเฉียบขาด

ในทันทีที่เสียงของเขาเงียบลง อณูแห่งชีวิตและเลือดในร่างก็กลับมาเสถียรเป็นที่เรียบร้อยแล้ว มันเริ่มปลดปล่อยพลังอันมหาศาลออกมาอีกครั้ง

ถึงแม้ว่าก่อนหน้านี้จะเหมือนว่าเขาพลาดท่าหนัก แต่จริง ๆ แล้วนั่นไม่ได้ใช้พลังอะไรมากขนาดนั้นในการดีดตัวออกมา

ดังนั้นตอนนี้ได้เวลาเอาจริงแล้ว

ชายสูงวัยชี้นิ้วลงไปกับพื้นขณะที่ปลดปล่อยพลังอณูแห่งชีวิตออกมาจนมันโถมใส่ตัวเขาเสมือนเป็นภูเขาลูกยักษ์

อากาศบริเวณรอบตัวเขาเริ่มแตกออก ราวกับว่ามันเกิดระเบิดที่มองไม่เห็นขึ้น และเป็นเช่นนี้ต่อกันไปอีกพักใหญ่

“นี่มัน… กระบวนท่าอันโด่งดังของท่านเซี่ยเจิ้นนี่! ว่ากันว่าสามารถทลายภูผาหรือไม่ก็สลายธารน้ำได้ด้วยนิ้วเดียวเลย! ขนาดสัตว์อสูรระดับ 5 ยังยากที่จะรับมือไหว!”

“ไอ้หนุ่มนั่นโดนฆ่าด้วยนิ้วพิฆาตนี่แน่ ๆ!”

“รู้ผลแล้วละมั้ง”

มุมหนึ่ง เหล่าปรมาจารย์ยุทธ์ที่รอดชีวิตหันคุยกันเองด้วยความตื่นเต้น พวกเขาพยายามถอยออกจากจุดนั้นมากขึ้นเรื่อย ๆ ราวกับกำลังหนีเพื่อไม่ให้โดนลูกหลง

“ไปตายซะ!”

ภายใต้สายตาที่จับจ้อง ปลายนิ้วนั้นพุ่งไปพร้อมร่างของเซี่ยเจิ้นเจียงและปะทะเข้ากับร่างของฉู่โม่ว มันเกิดเสียงระเบิดดังพร้อมทั้งเกิดควันและฝุ่นลอยคลุ้งออกมา

ทุกคนเสมือนว่าได้หยุดหายใจไปแล้ว

พวกเขารีบปิดจมูกกันโดยสัญชาตญาณและรอจนกระทั่งกลุ่มควันจางหายไปเอง

ส่วนคนที่รู้จักเซี่ยเจิ้นเจียงดีก็จะรู้ได้ว่า เขาฝึกฝนกระบวนท่านี้มาตั้งแต่ที่ขึ้นเป็นขั้นปรมาจารย์ยุทธ์แล้ว ดังนั้นคนคนนี้เชี่ยวชาญกระบวนท่าดังกล่าวมาร่วมทศวรรษแล้ว ด้วยเหตุนี้ พลังโจมตีของมันถึงได้รุนแรงและน่ากลัวสุด ๆ!

เรียกได้ว่า เมื่อไรที่ปลายนิ้วได้สัมผัสกับศัตรู เมื่อนั้นก็คือวันตายของอีกฝ่ายด้วย!

ก็สมควรแล้ว!

เพราะงั้น

นี่เองจึงเป็นที่มาของฉายาที่เซี่ยเจิ้นเจียงถูกกล่าวขาน “นายพลเมืองจอมทำลายล้าง!”

อย่างไรก็ตาม

ในสายตาของคนอื่นที่คิดว่าฉู่โม่วคงจะต้องตายจากการโจมตีด้วยนิ้วพิฆาตของเซี่ยเจิ้นเจียง พวกเขาไม่รู้เลยว่าบางสิ่งบางอย่างไม่ปกติ

คนที่รู้ดีที่สุดคงหนีไม่พ้นเซี่ยเจิ้นเจียง

เขาสัมผัสถึงมันได้

ว่านิ้วของเขามันไม่ได้โดนเป้าหมายเลย!

นายพลผู้เสียขวัญขมวดคิ้วแล้วหันมองรอบตัว

ตอนนั้นเอง

ครืน!

มิติข้าง ๆ ตัวเขาจู่ ๆ ก็เกิดช่องว่างขึ้นมา

ทันทีทันใด

ก่อนที่เขาจะได้โต้ตอบอะไร ร่างร่างหนึ่งก็โผล่ออกมาจากช่องว่างมิตินั้น

ร่างดังกล่าวสะบัดดาบฟันใส่เขา!

ด้วยความเร็วที่อยู่เหนือสัญชาตญาณนี้ แม้ว่ามือจะยกมาแล้วหมายจะปัดป้อง แต่มันกลายเป็นว่าทุกสิ่งอย่างมันช้าเกินไปหมด เสียงฉัวะที่ดังตามมาเป็นเครื่องยืนยันว่ามือของเขาถูกตัดขาดไปแล้วจากตวัดดาบของอีกฝ่ายเมื่อครู่และตกลงไปบนพื้นดิน!

เลือดสีทองไหลออกมา และเลือดเหล่านี้ก็ค่อย ๆ กัดกร่อนผิวโลกจนกลายเป็นหลุมบ่อเล็ก ๆ ปรากฏขึ้นมาด้วย

“อะไร… !”

ภายใต้ความเจ็บปวด เซี่ยเจิ้นเจียนอดไม่ได้ที่จะอุทานออกมา เขาตกใจและโกรธสุด ๆ

ความโกรธนี้ เกิดขึ้นจากการที่อีกฝ่ายกล้าที่จะมาตัดมือของเขาเช่นนี้!

และสิ่งที่ทำให้ตกใจนั่นก็คือ การที่ตนเองได้รับบาดเจ็บ!

แบบนี้หมายถึง… อีกฝ่ายสามารถฆ่าเขาได้งั้นเหรอ!?

เมื่อตระหนักได้เช่นนั้น

นายพลเมืองเซี่ยเจิ้นเจียงก็ไม่กล้าที่จะดูหมิ่นฝีมือของชายหนุ่มตรงหน้าอีก เขารีบตั้งตัวใหม่แล้วถอยจากจุดเดิมอย่างรวดเร็ว

ซึ่งในขณะเดียวกัน เขาก็ใช้พลังอณูแห่งชีวิตรวบรวมและสร้างขึ้นเป็นโล่แข็งมาคอยคุ้มกันตนเองไว้ด้วย

แม้จะอายุเยอะ แต่ก็ยังเร็วอยู่

เมื่อเทียบกับระดับความเร็วแล้ว ผู้ปลุกพลังขั้นนายพลเมืองนั้นน่าจะรวดเร็วได้ราว ๆ ห้าสิบเท่าของความเร็วเสียงเป็นอย่างต่ำ

ยิ่งถ้ามีธาตุลมอยู่ด้วย ต่อให้เป็นระดับ 2 มันก็ยังทำให้เขาเคลื่อนที่ได้เร็วกว่าคนอื่นอยู่ดี!

เซี่ยเจิ้นหมายจะใช้ความเร็วที่เหนือกว่าของเขาเป็นไม้ต่อและทิ้งระยะห่างออกจากฉู่โม่ว

แต่

สิ่งที่เขาไม่รู้เลยนั่นก็คือ… ฉู่โม่วเร็วกว่าเขาอีกเยอะ!

เมื่อเห็นอีกฝ่ายถอยออกจากสมรภูมิ ฉู่โม่วก็ไม่รอช้า ใช้พลังแห่งห้วงมิติเพื่อตามเขาต่อไปทันที!

เทเลพอร์ต!

เพียงพริบตาเดียว ร่างของฉู่โม่วก็มาปรากฏตัวอยู่ข้าง ๆ เซี่ยเจิ้นเจียงอีกครั้งแล้ว!

ชายหนุ่มยกกระบี่ยาวขึ้นและฟันลงไปที่อีกคน

ด้วยเสียง ‘ชิ้ง!’ โล่พลังอณูแห่งชีวิตของเซี่ยเจิ้นเจียงก็แตกเป็นเสียง แต่นั่นก็ใช่ว่าทุกอย่างจะจบ เพราะด้วยความที่กระบี่เล่มนี้เป็นกระบี่ยาว ความยาวที่เหลือหลังจากไม่มีโล่มาคอยขวางทางแล้วนั้น มันก็ฟาดฟันโดนร่างของเซี่ยเจิ้นเจียงในที่สุด

ฉัวะ!

เสียงคมกระบี่เชือดเฉือนชิ้นเนื้อ มาพร้อมกับรอยบาดแผลเหวอะหวะน่ากลัวที่ปรากฏขึ้นกลางอกของเซี่ยเจิ้นเจียง แผลนั้นลึกขนาดที่มองเห็นกระดูกได้เลย!

ขณะเดียวกันนั้น

แต่ด้วยความที่มีผู้คนมากมายกำลังรับชมอยู่เช่นนี้ พวกเขาได้ยินเสียงที่ว่านั้นราวกับสายฟ้าฟาดที่ดังลงมากลางใจ

หัวใจของพวกเขาทุกคนเต้นแรงเสมือนสัญญาณกลอง ใบหน้าที่ซีดเผือดนั้นหันมองกันเองราวกับได้ฟังการประกาศสงครามระหว่างเทวาและซาตานก็มิปาน

ทุกคนทำอะไรไม่ถูกกันไปพักใหญ่ ๆ

เสมือนว่าทุกคนในที่นี้ได้ตายไปหมดแล้ว!

ไร้ซึ่งเสียงอื้ออึง …หมดสิ้นซึ่งการเคลื่อนไหว!

สายตาของพวกเขาจับจ้องไปที่ฉู่โม่ว พวกเขาไม่อาจเข้าใจได้เลยว่าฉู่โม่วไปเอาความมั่นใจมากมายขนาดนี้มาจากไหน ทั้งที่เขากำลังเผชิญหน้าอยู่กับนายพลเมืองถึงสามคน แต่กลับไม่เกรงกลัวอะไรเลย!?

อย่างไรก็ตาม

สิ่งที่ไม่คาดคิดมากที่สุดมันอยู่หลังจากนี้

ภายหลังจากที่ได้ฟังฉู่โม่วพูดแล้ว ชายชราทั้งสามกลับหรี่ตาลงไปชั่วขณะหนึ่ง และในท้ายที่สุด พวกเขาก็พากันก้มหัวลง

จากนั้น…

ก็ค่อย ๆ ถอยจากไปช้า ๆ!

ภาพที่เห็นนี้

มันทำเอาทุกคนเหลือเชื่อกันแบบสุด ๆ พวกเขาแทบจะไม่เชื่อสิ่งที่สายตาเห็นอยู่นี่เลย!

นี่มันหมายความว่ายังไงกันแน่?

นายพลเมืองทั้งสามคนนี้ยำเกรงฉู่โม่วงั้นเหรอ!?

“ท่านเจา ท่านฝู ท่านเล่ย พวกท่าน…”

เห็นเช่นนั้น

เซี่ยเจิ้นที่นอนอยู่บนพื้นก็ฝืนใจพูดออกมาด้วยความโกรธเคือง

ทั้งสามคนนี้เป็นเพื่อนเขาทั้งหมด หากพวกเขาร่วมมือกันละก็ ไม่มีทางที่จะพ่ายแพ้ให้ใครอยู่แล้ว ทว่าในเวลานี้ ทั้งสามคนกลับเลือกที่จะถอยออกจากที่นี่ราวกับกำลังเกรงกลัวเด็กหนุ่มคนนี้!

เขาสิ้นหวังสุด ๆ!

“ฉัน… จะสู้ตายกับแกเอง!”

ร่างที่รอวันตายลุกขึ้นมาอีกครั้ง เขาไม่สนว่าร่างกายของตนเองจะบาดเจ็บและเสียเลือดมากขนาดไหน เมื่อพอจะประคองตนเองได้ เซี่ยเจิ้นก็พุ่งเข้าใส่ฉู่โม่วทันที!

ทว่านั่นยังคงไร้ประโยชน์

ฉู่โม่วกระชากกระบี่ของตนขึ้นมาจากดิน สะบัดพลิ้วไปบนฟากฟ้าด้วยปลายแหลมอย่างรวดเร็วราวกับฟ้าแลบ

คมกระบี่เปล่งแสงสีแดงราวกับหยาดเลือด

และแล้วร่างของผู้ดื้อดึงก็ถูกคมกระบี่แหลมแทงทะลุไปกลางอากาศ!

“อั่ก…!”

เลือดสีทองอันเป็นเอกลักษณ์ของเขาไหลอาบลงมามากขึ้นกว่าเดิม

ฉู่โม่วชักกระบี่ออกจากร่างนั้นและนำกลับลงฝักดังเดิม เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายไม่เคลื่อนไหวต่อแล้ว เขาจึงหันไปทางอื่น

ทุกสายตาที่อยู่โดยรอบต่างก็พอกันถอยออกไปด้วยสีหน้าที่หวาดกลัวสุด ๆ

“เธอไม่บาดเจ็บอะไรใช่ไหม?”

เขาไม่สนใจใครอื่น ฉู่โม่วเดินตรงไปหาเฉินซีเวยและถามเธอด้วยความเป็นห่วง

“ฉ… ฉันไม่เป็นอะไร …ขอบใจนะ เอ่อ… ขอบคุณ”

หญิงสาวส่ายหน้าน้อย ๆ

เธอสบตามองเขาด้วยแววตาที่อ่อนโยน

“ไม่ต้องมาพูดเพราะกับฉันเลยน่า ไปเถอะ กลับบ้านกัน!”

ฉู่โม่วจับมือของเฉินซีเวยไว้พร้อมพูดกับเธอด้วยรอยยิ้ม

หลังจากที่ทั้งสามคนจากไป

สถานที่แห่งนี้เงียบสงัดอย่างไรก่อนหน้า มันก็ยังคงเงียบสงัดอยู่เช่นนั้น

ทุกคนที่ได้เห็นการตายของเซี่ยเจิ้นกับได้เห็นฉู่โม่วปฏิเสธเหล่านายพลทั้งสาม ยังคงจดจำภาพและเสียงที่เกิดขึ้นได้ดี

ไม่ต้องสงสัยเลย

ในวันรุ่งขึ้น เรื่องที่เกิดนี้จะต้องแพร่กระจายไปทั่วทั้งฐานอย่างแน่นอน!

และชื่อของฉู่โม่ว จะโด่งดังเสมือนเสียงของฟ้าผ่า จะไม่มีใครคนไหนจำเขาไม่ได้อีกต่อไป!

ประวัติการอ่าน

No history.

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ระบบกลืนกินพรสวรรค์