เข้าสู่ระบบผ่าน

ยอดนักรบจอมราชัน นิยาย บท 347

ตอนที่ 347 เหตุการณ์ที่ไม่คาดคิด

หลังจากนั้นเย่เชียนก็หันกลับไปและจ้องมองไปที่ชายหนุ่มและพูดว่า “เฮ้ยๆ ..นายตั้งใจชนรถของฉันแบบนี้อย่างน้อยๆ นายก็ต้องจ่ายค่าเสียหาย 200,000 หยวนบวกกับเงินเดิมพันอีก 200,000 หยวนหรือเท่ากับ 400,000 หยวนสิ”

“โถ่เอ้ย! ..ถ้าแกไม่หน้าด้านขี้โกงแบบนั้นแล้วแกจะชนะฉันได้มั้ย?” ชายหนุ่มพูดอย่างโกรธเกรี้ยวแต่ไม่ใช่เพราะว่าเขากังวลเรื่องเงินแต่มันเป็นเพราะศักดิ์ศรีและหน้าตาทางสังคมของเขา

เย่เชียนก็ฉีกยิ้มอย่างขี้เล่นและพูดว่า “แล้วนายจะไม่ยอมรับเหรอ?”

“ยอมรับอะไรกันวะ..แกมันหน้าด้าน..รถของแกมันก็เหมือนขยะ” ชายหนุ่มพูดอย่างหยิ่งผยอง

“นายรู้มั้ยว่าฉันเคยจัดการกับคนนิสัยแบบนายยังไง?” เย่เชียนพูดโดยไม่มีร่องรอยของความโกรธแต่เขาฉีกยิ้มอย่างชั่วร้าย

“อะไรนะ? ..นี่แกขู่ฉันเหรอ? ..แกกล้าขู่ฉันงั้นเหรอ..ฉันเป็นเจ้าชายแห่งหลี่เฟิงกรุ๊ปเชียวนะ..เชื่อมั้ยล่ะว่าฉันสามารถทำให้แกคลานกลับบ้านไปเหมือนหมาได้เลย!” ชายหนุ่มพูดอย่างหยิ่งผยองและเกรี้ยวกราด

“หลี่เฟิงกรุ๊ปเหรอ? ..หูย! ..ฉันกลัวมาก” เย่เชียนแสร้งพูดด้วยท่าทางที่ดูตกใจอย่างมาก

“แกกลัวก็ดีแล้ว..ถ้างั้นก็ไสหัวไปซะ! ..ฉันจะไปเที่ยวต่อ..ฉันไม่มีเวลามาไร้สาระกับแกหรอก!” ชายหนุ่มเดินกลับไปที่รถของเขาหลังจากที่เขาพูด

ใบหน้าของเย่เชียนก็มืดมนลงทันทีและเย่เชียนก็หันกลับมาและหยิบประแจในรถของเขาและเดินเข้าไปหาชายหนุ่มและพูดว่า “เฮ้ย! ..ถ้านายไม่จ่ายค่าเสียหายมาล่ะก็วันนี้ฉันจะแต่งรถของนายซ่ะ!”

“อะไร? ..นี่แกจะทำอะไร..พ่อของฉันคือยู่เจ้อฮงน่ะเว้ย! ..พ่อของฉันมีความสัมพันธ์ที่ไม่ธรรมดากับองค์กรเทียนเต๋าเลยนะ..การทำให้ฉันต้องขุ่นเคืองมันก็เท่ากับการทำให้องค์กรเทียนเต๋าขุ่นเคืองด้วย+..ถ้าแกไม่อยากตายก็ออกไปให้พ้นๆ ซะ!” ชายหนุ่มก็ยังคงพูดอย่างเกรี้ยวกราด ซึ่งในความเป็นจริงแล้วสิ่งที่เขาพูดเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างพ่อของเขากับองค์กรเทียนเต๋าที่มันไม่ธรรมดานั้นมันก็ไม่มีอะไรมากไปกว่าการที่หลี่เฟิงกรุ๊ปจ่ายเงินค่าคุ้มครองจำนวนมากให้กับองค์กรเทียนเต๋าในทุกๆ ปีเพื่อเป็นค่าคุ้มครองจากองค์กรใต้ดินอื่นเพียงเท่านั้นแล้วมันจะไปมีความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นกันได้อย่างไร? ซึ่งมันเป็นเพียงเพราะผู้ชายคนนี้ไม่รู้อะไรเลยแม้แต่น้อยและเขาก็คิดมาเสมอว่าคนขององค์กรเมียนเต๋านั้นจะฟังคำพูดและคำสั่งของเขาเองในฐานะผู้สืบทอดหลี่เฟิงกรุ๊ปของเขา

“เห้อ..อย่าใช้หลี่เฟิงกรีปหรือองค์กรเทียนเต๋าเพื่อมาขู่ฉันเลย..พี่ไม่กลัวหรอกไอ้หนู!” เย่เชียนพูดขณะที่เขากำลังใช้ประแจตีเข้าไปที่รถ Porsche ของชายหนุ่มและเย่เชียนก็ตะโกนว่า “ปอร์เช่เหรอวะ! ..แม่งเอ๊ย! ..รถที่ฉันซื้อมาจอดทิ้งเป็นขยะยังดีกว่านี้เลย!”

หลังจากนั้นไม่นานรถสปอร์ต Porsche รุ่นใหม่ก็ถูกเย่เชียนทุบจนจำแทบไม่ได้และชายหนุ่มก็กรีดร้องอย่างหดหู่จากด้านข้างและตะโกนว่า “ไม่! ..รถฉัน..รถของฉัน!”

เย่เชียนก็หยุดทุบรถและเขาก็รู้สึกสบายตัวขึ้นมากหลังจากนั้นเขาก็ใช้ประแจเคาะไปที่ไหล่ของชายหนุ่มเบาๆ แล้วพูดว่า “หลี่เฟิงกรุ๊ปใช่มั้ย? ..จำเอาไว้ด้วยล่ะว่าฉันชื่อเย่เชียน..ไปบอกให้พ่อของนายและคนจากองค์กรเทียนเต๋ามาหาฉันได้เลย..แม่งเอ๊ย! ..รถที่ฉันเพิ่งจะซื้อมาโดนนายชนแบบนี้เพราะงั้นฉันจะไปเหยียบหลีเฟิงกรุ๊ปของนายและไปเอาเงินค่าเสียหายในอีกไม่กี่วัน..บอกพวกของนายเตรียมตัวเอาไว้ให้พร้อมด้วยล่ะ?”

หลังจากพูดจบเย่เชียนก็หันกลับไปที่รถและขับรถตรงไปที่งานแจกลายเซ็นของดาราคนนั้น ซึ่งโชคดีที่ท้ายรถของเขานั้นแข็งแรงพอสมควรซึ่งถ้าหากมันเป็นรถนำเข้าจากญี่ปุ่นล่ะก็เกรงว่าการชนเมื่อครู่นี้อาจจะทำให้รถพังเสียหายยับเยินก็เป็นได้ ซึ่งตอนนี้มันเสียหายเพียงแค่เล็กน้อยและไม่ได้เป็นปัญหาอะไรมากนัก ซึ่งรถนำเข้าจากยุโรปนั้นมันถูกสร้างขึ้นเหมือนกับรถถังและทนต่อการชนได้เป็นอย่างดี

ใช้เวลาไม่นานนักเย่เชียนก็มาถึงหน้าประตูของโรงแรมและเขาก็เห็นว่าข้างนอกนั้นเต็มไปด้วยผู้คนเสียแล้วโดยเหล่าผู้ชายและผู้หญิงทั้งเด็กและผู้ใหญ่ซึ่งบางคนก็ถือป้ายที่เขียนว่า ‘เหยาซื่อฉี..ฉันรักคุณ!’ และฝูงชนต่างก็กรีดร้องกันอย่างกระตือรือร้น

เย่เชียนก็รู้สึกหดหู่ใจอย่างมากเพราะถ้าหากเขาต้องเข้าคิวรอแล้วล่ะก็เกรงว่าเขาคงจะต้องรอไปจนถึงปีหน้า ซึ่งหลังจากคิดเรื่องนี้แล้วเย่เชียนก็เดินเข้าไปท่ามกลางฝูงชนโดยแสร้งทำเป็นไม่สนใจสิ่งใดและก็ก้าวเข้าไปเรื่อยๆ แต่ทว่าหลังจากที่เย่เชียนก้าวเข้าไปได้ไม่กี่ก้าวนั้นจู่ๆ เด็กผู้หญิงคนหนึ่งก็สังเกตเห็นความไร้มารยาทของเขาในทันทีและเธอก็ดุว่า “นี่พี่ชายจะทำอะไรกันคะเนี่ย? ..ทำไมถึงไม่ไปเข้าแถวล่ะ..คุณจะแซงคิวเข้าไปหรอคะ?”

เสียงของเด็กผู้หญิงคนนั้นก็ดังเป็นพิเศษราวกับฟ้าผ่าในวันที่แดดจ้าจนไปดึงดูดสายตาของผู้คนนับไม่ถ้วนในทันทีและพวกเขาก็เริ่มวิพากษ์วิจารณ์การกระทำอันไร้มารยาทของเย่เชียนในทันที และถึงแม้ว่าเย่เชียนนั้นจะหน้าด้านแค่ไหนก็ตามแต่เมื่ออยู่ท่ามกลางฝูงชนเช่นนี้แล้วเขาก็ต้องจำใจยอมถอยกลับมาอย่างหดหู่

ในทันใดนั้นจู่ๆ ก็มีเสียงผู้หญิงกรีดร้องอย่างบ้าคลั่งและแสบหูอย่างมากและเธอก็ตะโกนอย่างเสียงดังว่า “อ๊ายยย! …เย่เชียน! ..เขาคือเทพบุตรเย่เชียนจากสโมสรศิลปะการต่อสู้ของเครือน่านฟ้ากรุ๊ปหนิ! ..ว้าว! ..เขาหล่อมาก!” เรื่องนี้ช่างน่าทึ่งอย่างมากเพราะปรากฏว่าฝูงชนเหล่านี้ทั้งชายและหญิงและทุกเพศทุกวัยกลับจำเย่เชียนได้เป็นอย่างดีและหลังจากนั้นพวกเขาก็รุมล้อมเย่เชียนในทันที

“เย่เชียนคะ..คุณช่วยเซ็นให้ฉันตรงนี้ได้มั้ยคะ?” หญิงสาวคนหนึ่งพูดขณะที่เธอยกเสื้อคลุมของเธอขึ้นมาเพื่อให้เย่เชียนเซ็นลายเซ็นใส่เสื้อของเธอจนเผยให้เห็นเสื้อในและหน้าออกของเธออย่างชัดเจน

“ฉันด้วยๆ ..ฉันก็อยากได้เหมือนกัน..พี่ชายช่วยเซ็นให้ฉันหน่อยนะคะ!” หญิงสาวอีกคนก็ยกเสื้อของเธอขึ้นซึ่งเธอนั้นใส่กางเกงเอวต่ำขาสั้นจนเผยให้เห็นก้นอย่างชัดเจน

“เย่เชียนคะ! ..คุณมีแฟนรึยังคะ! ..ฉันขอเป็นแฟนคุณได้มั้ย!” หญิงสาวอีกคนก็ตะโกนอย่างเสียงดัง

“เย่เชียนคะ..รับฉันเป็นลูกศิษย์ของคุณได้มั้ยคะ..หลังจากที่ฉันเรียนรู้กับคุณแล้วในอนาคตฉันก็จะเป็นผู้หญิงของคุณด้วยค่ะ”

…..

เสียงตะโกนและกรีดร้องกันอย่างบ้าคลั่งและหนวกหูนั้นทำให้เย่เชียนรู้สึกหดหู่ใจอย่างมากจนทำให้เขาคิดในใจว่าเสียงเหล่านี้มันเหมือนกับคลื่นของฟ้าร้องจกาพายุลูกใหญ่ที่จะระเบิดออกได้ตลอดเวลาและเขาก็เกือบจะเป็นลมอยู่ตรงนั้น

ฉากนี้นั้นน่าตกใจยิ่งกว่าการปรากฏตัวของดาราเสียอีกและไม่ต้องสงสัยเลยว่าตำแหน่งของเย่เชียนในใจของเหล่าหนุ่มสาวในตอนนี้นั้นเขาสำคัญและร้อนแรงอย่างมากจนพวกเขาเหล่านั้นยกเย่เชียนเป็นไอดอลและเป็นคนในฝันของพวกเขาไปแล้ว

ในที่สุดเย่เชียนก็กระเสือกกระสนดิ้นรนเข้ามาในล็อบบี้โรงแรมได้อย่างยากลำบากและเมื่อเย่เชียนก้มหน้ามองลงไปแล้วเขาก็แทบจะเป็นลมเพราะเสื้อผ้าของเขานั้นขาดเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยจนดูเหมือนขอทานอย่างมาก

ไม่กี่นาทีต่อมาในที่สุดเย่เชียนก็ดิ้นรนจนมาถึงเหยาซื่อฉีได้แล้วและเขาก็หยิบอัลบั้มเพลงที่เพิ่งจะซื้อมายื่นให้เธอแล้วพูดว่า “สวัสดีครับ..นี่อัลบั้มเพลงที่ผมเพิ่งจะซื้อมาและอยากให้คุณเซ็นให้น่ะครับ”

ในงานนิทรรศการครั้งหนึ่งนั้นที่ยู่เจ้อฮงได้พบกับเหยาซื่อฉีและเขาก็ตกตะลึงไปกับความงดงามของเธอและเขาก็ต้องการที่จะกักขังเธอเอาไว้เป็นของเขาแต่เพียงผู้เดียว ซึ่งในความคิดของเขานั้นเหล่าดาราคนดังนั้นก็ไม่มีอะไรมากไปกว่าของเล่นของเศรษฐีอย่างพวกเขา ซึ่งหลังจากการตายของหลี่ลู่หลานนั้นเขาก็ไม่ได้เสวยสุขมาเป็นเวลาหนึ่งเดือนแล้ว

ซึ่งงานในครั้งนี้นั้นถูกจัดขึ้นเป็นพิเศษโดยเขาจงใจเชิญเหยาซื่อฉีมาเป็นแขกรับเชิญและพรีเซนเตอร์ของร้านขายเครื่องประดับของเขาเองโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ได้ใกล้ชิดกับเธอมากขึ้นและล่อลวงเธอ

เมื่อเห็นเย่เชียนกับเหยาซื่อฉีคุยกันและหัวเราะด้วยกันเขาก็รู้สึกไม่สบอารมณ์อย่างมาก ซึ่งหลายปีที่ผ่านมานี้เขาได้ใช้เงินไปจำนวนมากเพื่อลงทุนธุรกิจเครื่องประดับและทำให้เหยาซื่อฉีมาร่วมงานอีเวนท์ในครั้งนี้ได้ แต่ทว่าตอนนี้เธอกลับกำลังพูดคุยและหัวเราะไปกับคนที่ดูเหมือนขอทานเช่นนี้ ซึ่งมันทำให้เขารู้สึกคับแค้นใจและไม่สบอารมณ์อย่างมาก

“นี่พวกนายมัวทำอะไรกันอยู่! ..พวกนายปล่อยให้คนขอทานเข้ามาได้ยังไง! ..ถ้าคุณเหยาซื่อฉีเป็นอะไรขึ้นมาพวกนายจะรับผิดชอบยังไง?” ยู่เจ้อฮงก็ตะโกนอย่างเกรี้ยวกราดไปที่บอดี้การ์ดที่อยู่ข้างๆ เขา

เหยาซื่อฉีนั้นเธอก็รู้เรื่องของเย่เชียนเป็นอย่างดีเพราะหูวเค่อมักจะบอกเธอในหลายๆ เรื่องของเย่เชียน ดังนั้นเธอจึงไม่ได้เข้าไปแทรกแซงอะไรและเธอก็คอยเฝ้ามองเย่เชียนด้วยความสนใจอย่างใจจดใจจ่อและอยากรู้ว่าเย่เชียนนั้นจะจัดการเรื่องแบบนี้อย่างไร

เย่เชียนก็ขมวดคิ้วและพูดว่า “คุณเข้าไม่ถึงแฟชั่นสไตล์อินเทรนด์ใช่มั้ย? ..อย่าคิดว่าคุณจะเป็นคนที่ยิ่งใหญ่ค้ำฟ้าและประสบความสำเร็จได้โดยมีแค่กระเป๋าแบรนด์เนมอยู่ในมือแค่นั้นล่ะ..เพราะต่อให้ผมเป็นแค่ขอทานก็ตามแต่ถึงยังไงผมก็เป็นราชาแห่งขาทอน..และผมก็ยังสามารถเหยียบย่ำคุณให้ตายได้ง่ายๆ เลยรู้มั้ย!”

.

.

.

.

.

.

.

ประวัติการอ่าน

No history.

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ยอดนักรบจอมราชัน