เข้าสู่ระบบผ่าน

ย่างก้าวสู่วิถีเซียน นิยาย บท 1

ตอนที่ 1 แต่งภรรยา

เมืองสวีเจียฟาง

ยามสนธยามาเยือน ท้องฟ้าก็เริ่มมืด ทั่วทั้งเมืองถูกปกคลุมด้วยหมอกสีขาวบาง

บริเวณลานเล็กซึ่งห้อมล้อมด้วยกำแพงดินสีเทากระจ่าง ประตูถูกผลักออกเชื่องช้าขณะชายอายุราวยี่สิบเดินเข้าไปในบ้าน เขาสวมชุดคลุมสีเขียว รูปร่างสูงโปร่ง หน้าตาหล่อเหลา มือข้างหนึ่งถือถุงยา ส่วนอีกข้างกุมช่วงเอว

เขาคือสวี่หยางผู้เป็นเจ้าของบ้านหลังนี้

เดิมเขาเป็นชายหนุ่มธรรมดาบนโลก แต่กลับถูกส่งมาที่นี่เพราะชะตาต้องกันกับรถบรรทุก

ครั้นสวี่หยางปิดประตู เขาก็มองดูกำแพงบ้านทั้งสี่ด้านแล้วหัวเราะเยาะ “ไหนบอกว่านักเดินทางข้ามเวลาที่เสียพ่อแม่จะมีนิ้วทอง*[1] กันทุกคน? เวลาก็ล่วงเลยมาสามวันแล้ว เหตุใดข้าถึงยังไม่มีอีก?”

จุดเริ่มต้นดาษดื่น ไร้พ่อแม่ ครอบครัวยากจน คุณสมบัติธรรมดา พอย่างเข้ายี่สิบก็เป็นเพียงผู้บำเพ็ญมนุษย์ขอบเขตกลั่นลมปราณระดับสอง

“เอาเถอะ ไม่มีก็คือไม่มี หากตั้งใจทำนาให้ดี อย่างน้อยก็ไม่อดตาย”

แม้จะไร้พรสวรรค์แต่ก็ยังมีบ้านและทุ่งนา โดยที่ดินแห่งนี้เช่ากับตระกูลสวีผู้บำเพ็ญเซียน และเมื่อไม่นานมานี้ยังมีหญ้าหลิงเฉ่ากองหนึ่งที่พร้อมเก็บเกี่ยว ถึงตอนนั้นเขาจะสามารถขายมันได้ในราคามากกว่าหินวิญญาณยี่สิบก้อน

หลังจากนั้น เขาก็จะพยายามหาภรรยาโดยไว

เพราะคุณสมบัติต่ำเกินกว่าจะพึ่งพาตน จึงไม่มีทางเลือกนอกจากพึ่งพาคนรุ่นต่อไป โดยตอนนี้เขาอยากให้กำเนิดทายาทผู้มีคุณสมบัติที่ดีกว่าโดยเร็ว รวมถึงตระเตรียมลู่ทางในช่วงที่ยังสามารถหาหินวิญญาณได้

“แต่ดูจากสภาพแล้ว ให้แต่งงานกับผู้บำเพ็ญเซียนหญิงที่มีรากฐานวิญญาณคงเป็นไปไม่ได้ มีแต่ต้องแต่งงานกับมนุษย์เท่านั้น”

สวี่หยางส่ายหน้าอย่างช่วยไม่ได้

ความจริงแล้วร่างเดิมมีเพื่อนสมัยเด็กคนหนึ่งชื่อหวงเสี่ยวเหมย ซึ่งทั้งสองเคยแอบหมั้นหมายกันมาก่อน!

แต่น่าเสียดายที่หลังจากเติบใหญ่ สำนักชิงหยางก็มองเห็นค่าของหวงเสี่ยวเหมย ทำให้นางก้าวเข้าสู่สำนักอันยิ่งใหญ่

ร่างเดิมไม่อาจตัดใจได้ จึงอยากไปพบหน้าที่สำนัก แต่สุดท้ายก็ถูกศิษย์ของสำนักชิงหยางทำร้ายจนบาดเจ็บ เมื่อกลับถึงบ้านก็ไม่อาจทนพิษบาดแผลได้ก่อนจะถึงแก่ความตาย ด้วยเหตุนี้สวี่หยางจึงได้เข้ามาสู่ร่างดังกล่าว

เมื่อคิดถึงตรงนี้ เขาจึงเอามือแตะช่วงเอว ในที่สุดอาการบาดเจ็บก็ดีขึ้นหลังจากผ่านมาหลายวัน

“ในเมื่อไร้ความสามารถ แล้วจะไปรบกวนผู้อื่นเพื่ออะไร?”

สวี่หยางลอบเตือนตนเองว่าอย่าพัวพันกับสตรีมากเกินไป

ในโลกเซียนที่อันตรายเช่นนี้ เขาต้องระแวดระวัง หาไม่แล้วอาจทำให้ผู้บำเพ็ญเซียนที่แข็งแกร่งกว่าขุ่นเคืองจนถึงแก่ความตายโดยไม่รู้ตัว

เขาส่ายหน้าก่อนจะหาอะไรกินพร้อมดื่มยาต้ม จากนั้นจึงนั่งฝึกอยู่ในห้องนอน เพื่อทบทวนความทรงจำของร่างเดิม

แต่น่าเสียดายที่ไม่มีความคืบหน้าเหมือนกาลก่อน

สองเค่อ*[2] ต่อมา เขาหยุดการฝึกตนก่อนจะเข้าสู่ห้วงนิทรา

สุดท้ายแล้ว ชายหนุ่มก็พบว่าชาตินี้คงทำได้เพียงเลี้ยงชีพด้วยการทำนาเท่านั้น

เช้าวันต่อมา

สวี่หยางสัมผัสเอวทันทีที่ลุกขึ้น หลังจากดื่มยาต้มไปเมื่อคืน อาการบาดเจ็บก็หายเป็นปกติ

เนื่องจากข้างนอกฝนตก เขาจึงเดินไปเก็บผักจำนวนหนึ่งที่สวนหลังบ้านมาทำอาหารเช้า

ขณะลากสังขารอันเหนื่อยล้ากลับลานบ้าน เขาก็พบหญิงวัยกลางคนแต่งตัวงดงามน่าหลงใหลยืนรออยู่ ใบหน้าของนางเต็มไปด้วยเครื่องสำอางและกลิ่นหอมฉุนจากการแต่งหน้าที่มากจนเกินงาม

สวี่หยางจำได้ว่านางคือแม่สื่อในละแวกนี้

“สหายเต๋าสวี่ เจ้าอยากได้ภรรยาใช่หรือไม่?”

“ใช่ ใช่ ใช่” สวี่หยางพยักหน้าอย่างไม่ลังเลด้วยความยินดี

แม่สื่อพยักหน้าพลางยิ้มตอบ นางทราบอยู่แล้วว่าสวี่หยางต้องการอะไร ขอเพียงเป็นผู้บำเพ็ญธรรมดาที่ไม่มีหวังในการเลื่อนขอบเขต เขาก็จะตามหาภรรยาเพื่อมีบุตรที่มีรากฐานวิญญาณโดยเร็วและวางรากฐานการฝึกตนให้แก่คนรุ่นต่อไป

“สหายเต๋าสวี่นับว่าโชคดี ข้ามีสาวน้อยหน้าตาสะสวย ผิวพรรณเรียบเนียน หากแต่งงานกับนาง ชีวิตภายภาคหน้าของเจ้าก็จะมั่งคั่งและให้กำเนิดลูกในปีต่อไป”

สวี่หยางพยักหน้าพลางเอ่ยว่า “นางเป็นมนุษย์หรือเปล่า?”

แม่สื่อคลี่ยิ้มช้า ๆ แล้วเอ่ยต่อ “สหายเต๋าสวี่เป็นคนฉลาด เจ้าย่อมทราบว่าสำหรับสตรีผู้ครอบครองรากฐานวิญญาณ แม้จำนวนที่มีจะไม่มาก แต่ความต้องการของพวกนางก็หาได้ต่ำไม่…”

สวี่หยางเข้าใจความหมายดี เพราะคนอย่างเขามีแต่จะโดนอีกฝ่ายดูถูก

สวี่หยางถอนหายใจแล้วเอ่ย “ขอแค่เป็นมนุษย์นิสัยดีก็พอแล้ว”

สวี่หยางรู้สภาพของตนเองดี การจะหาคู่บำเพ็ญผู้มีคุณสมบัติอย่างรากฐานวิญญาณย่อมเป็นไปได้ยาก ซึ่งสิ่งเหล่านี้ก็ถือเป็นปัญหาสำหรับผู้บำเพ็ญมนุษย์หญิงเหล่านั้นเช่นกัน เพราะหากลองคิดมุมกลับว่าตนเองเป็นสตรี เขาย่อมคาดหวังให้คู่ครองดีเลิศประเสริฐศรี คงไม่มีใครเต็มใจช่วยบรรเทาความยากจนให้แน่นอน

“สหายเต๋าสวี่ช่างมีสายตาเฉียบแหลมนัก” แม่สื่อแย้มยิ้ม

“แล้วพวกเราจะได้พบกันเมื่อไร?”

“เดี๋ยวข้าจะพานางไปที่บ้านทันที หากทุกอย่างไปได้สวยละก็…”

แม่สื่อเอ่ยพร้อมเผยรอยยิ้มมีนัย

สวี่หยางพยักหน้าพลางเอ่ย “หินวิญญาณสิบก้อนใช่หรือไม่?”

“ใช่ ๆ!”

“ได้ เจ้าพานางมาได้เลย”

เขามีหินวิญญาณอยู่กับตัวสิบห้าก้อน ซึ่งเพียงพอต่อการจ่ายค่าธรรมเนียมให้แม่สื่อพอดี

เมื่อสวี่หยางได้พบภรรยาเป็นครั้งแรก เขาก็ถูกชะตากับอีกฝ่ายตั้งแต่แรกเห็น

นางมีรูปร่างผอมสูง ดวงตาดุจผลซิ่ง ใบหน้ารูปไข่ สวมชุดสีม่วง แม้เนื้อผ้าจะคุณภาพไม่ดีแต่ก็สะอาดสะอ้าน ให้ความรู้สึกสดชื่นและบริสุทธิ์ประหนึ่งสาวน้อยแสนดีตั้งแต่แรกเห็น

“สหายเต๋าสวี่ สาวน้อยมีชื่อว่าหลินอวี้ พ่อของนางเป็นผู้บำเพ็ญมนุษย์ขอบเขตกลั่นลมปราณระดับหก ไม่นานมานี้เขาออกไปล่าสัตว์อสูรก่อนจะประสบอุบัติเหตุจนเสียชีวิต ตอนนี้นางเป็นมนุษย์เพียงคนเดียวในครอบครัว จึงจำเป็นต้องหาใครสักคนพึ่งพาถึงจะมีชีวิตรอดได้”

สวี่หยางพยักหน้า

“แม่ของเจ้าเล่า?”

“แม่ของข้าเป็นมนุษย์ หาได้อยู่ในโลกเซียนไม่” น้ำเสียงของหลินอวี้ฉะฉาน แม้จะอยากมองหน้าสวี่หยาง แต่หลังจากปรายตามอง นางก็รีบก้มศีรษะด้วยความกังวล

แต่ภายในส่วนลึกของหลินอวี้กลับถอนหายใจด้วยความโล่งอก อย่างน้อยสวี่หยางก็ไม่ได้ดูน่ากลัวและให้ความรู้สึก ‘ซื่อสัตย์’ ด้วยเหตุนี้นางจึงไม่ปฏิเสธการแต่งงานกับอีกฝ่าย

นางเพียงรู้สึกถึงความด้อยกว่าอยู่ในใจ ถึงอย่างไรตนเองก็เป็นเพียงมนุษย์ ส่วนอีกฝ่ายคือผู้บำเพ็ญมนุษย์ แม่สื่อยังบอกอีกว่าสวี่หยางมีบ้านและที่ดินอยู่ที่นี่ สภาพจึงนับว่าค่อนข้างไม่เลว

“อื้ม เลือกเจ้าแล้วกัน” สวี่หยางตัดสินใจทันที

แม่สื่อยิ้มอย่างมีความสุขขณะพยักหน้าซ้ำไปมา “ดีมาก สหายเต๋าสวี่นับว่ามีรสนิยมไม่เลว พวกเจ้ารีบจัดงานฉลองมงคลสมรสเสีย แล้วข้าจะมาร่วมแสดงความยินดี”

สวี่หยางหยิบหินวิญญาณออกมาสิบก้อน เขาลอบถอนหายใจก่อนจะส่งให้อีกฝ่ายด้วยความไม่เต็มใจ

แม่สื่อรับไว้ด้วยรอยยิ้ม หลังจากอวยพรอีกสองสามคำก็จากไป

“เจ้านั่งพักก่อน ข้ากำลังทำอาหารเช้าพอดี หลังจากนี้เดี๋ยวมากินข้าวด้วยกัน”

เมื่อสวี่หยางตรงไปที่ห้องครัว หลินอวี้ก็มองบ้านที่มีผนังอันเปลือยเปล่าแล้วลอบถอนหายใจ

เอาเถอะ แม้ครอบครัวจะยากจนเสียหน่อย แต่ขอเพียงเป็นคนดีก็พอแล้ว

จากนั้นนางก็เดินไปหลังบ้านซึ่งมีทุ่งนา

นางลอบตัดสินใจว่าจะเรียนรู้วิธีการทำนาในภายภาคหน้าเพื่อช่วยแบ่งเบาภาระให้สามีและทำให้ชีวิตเจริญรุ่งเรือง

หลังกินข้าวเสร็จ สวี่หยางก็พาหลินอวี้ไปส่งคำเชิญให้เพื่อนบ้าน

ถึงอย่างไรทุกคนต่างเป็นเพื่อนบ้าน ซึ่งบางคนก็นับว่าเป็นญาติของเขา ดังนั้นพวกเขาจึงต้องไว้หน้าก่อนจะมาร่วมงานเลี้ยง

ตกกลางคืน ฝนข้างนอกก็หยุดตก

สวี่หยางยิ่งรู้สึกยินดี กลายเป็นว่านี่คือนิ้วทองของเขา

เพียงใช้ความคิดก็ทำให้หน้าต่างตรงหน้าหายไป หลังจากลงมืออีกครั้ง มันก็ปรากฏขึ้นอีกหน

“คะแนนพิเศษนี้สามารถเพิ่มวิชายุทธ์ได้ นอกจากนี้ข้ายังมีพลังวิเศษด้วย… เดี๋ยวก่อน นี่มันคือความเป็นอมตะนี่นา”

หลังจากสวี่หยางมองอย่างละเอียดอยู่หลายครั้งจนกระทั่งแน่ใจว่าไม่ใช่ภาพหลอน ความรู้สึกยินดีก็ก่อตัวขึ้น

ต้องทราบก่อนว่าแม้แต่ยอดฝีมือเหล่านั้นผู้อยู่เหนือขอบเขตจินตานในโลกเซียนก็มีอายุขัยเพียงหนึ่งพันปีเท่านั้น แต่เขากลับมีความเป็นอมตะซึ่งต่อให้เป็นความฝันก็ยังไม่กล้าคิด

ทว่าสวี่หยางก็รีบสงบใจลง

ความเป็นอมตะหมายความว่าไม่ตายเพราะความแก่ชรา แต่มันไม่ได้หมายความว่าจะมีชีวิตยืนยาวตลอดกาล!

หมายความว่าหากเผชิญกับวิกฤตบางอย่าง เขาก็ยังตายอยู่ดี

“ถ้าอย่างนั้น นับจากนี้ยิ่งต้องทำตัวไม่ให้โดดเด่นเข้าไว้”

พลันสายตาเหลือบเห็นความชอบของภรรยาอยู่บนหน้าต่างระบบ

เขาเพิ่งอยู่กินกับภรรยา แต่ระดับความชอบกลับอยู่ที่เจ็ดสิบแปดแต้ม ซึ่งถือว่าไม่เลว

“อื้ม เพิ่มแต้มก่อนแล้วกัน”

สวี่หยางเหลือบมองหลินอวี้ผู้ยังคงอยู่ในห้วงนิทรา

สองแต้มถูกเพิ่มให้กับเคล็ดหล่อเลี้ยงลมปราณ

เคล็ดหล่อเลี้ยงลมปราณนี้คือสิ่งที่ครอบครัวของเขาซื้อมาตอนทำงานให้แก่ตระกูลสวี่ โดยว่ากันว่าสิ่งนี้ทำได้เพียงสนับสนุนการฝึกตนจนถึงขอบเขตกลั่นลมปราณขั้นปลาย

หลังจากฝึกตนอยู่หลายปี วิชายุทธ์ของชายหนุ่มก็ยังอยู่ขั้นพื้นฐาน

ความชำนาญของวิชายุทธ์แบ่งออกเป็น ขั้นพื้นฐาน ขั้นชำนาญ ขั้นเชี่ยวชาญ ขั้นสมบูรณ์

หนึ่งเค่อต่อมา เคล็ดหล่อเลี้ยงลมปราณของตระกูลสวี่ก็ได้รับการเสริมพลัง

[วิชายุทธ์: เคล็ดหล่อเลี้ยงลมปราณของตระกูลสวี่ขั้นชำนาญ: 0/20]

ความเข้าใจเกี่ยวกับเคล็ดหล่อเลี้ยงลมปราณปรากฏขึ้นในใจ และตอนนี้เองที่สวี่หยางตระหนักได้ว่า เหตุใดการฝึกตนก่อนหน้านี้ถึงล่าช้า กลายเป็นว่าสิ่งนี้คือข้อผิดพลาดระหว่างดูดซับปราณวิญญาณฟ้าดิน

สวี่หยางถอนหายใจด้วยความโล่งอก “ความแข็งแกร่งของเคล็ดหล่อเลี้ยงลมปราณได้รับการเสริมพลังจากการเพิ่มแต้ม ซึ่งช่วยในการฝึกตนของข้าได้มาก โดยไม่ก่อให้เกิดการสูญเสียกับส่วนอื่น ทั้งยังปราศจากการขาดแคลนลมปราณและเลือด! ถ้าอย่างนั้นก็ไม่มีอะไรต้องกังวลแล้ว”

คะแนนพิเศษยังเหลืออีกสิบสามแต้ม ดังนั้นเขาจึงใช้หนึ่งแต้มเพื่อเพิ่มให้กับเคล็ดปลูกถ่ายวิญญาณ

เคล็ดปลูกถ่ายวิญญาณนี้คือเคล็ดที่ผู้ปลูกถ่ายวิญญาณทุกคนต้องฝึกฝน โดยครอบคลุมถึงขั้นตอนการให้น้ำและการเติมเต็มวิญญาณ

หากคุณภาพเมล็ดเท่ากัน ยิ่งเคล็ดปลูกถ่ายวิญญาณทรงพลังเท่าไร ต้นวิญญาณก็ยิ่งดีเท่านั้น

ทันใดนั้น เคล็ดปลูกถ่ายวิญญาณก็เลื่อนขั้น

[เคล็ดวิชา: เคล็ดปลูกถ่ายวิญญาณขั้นชำนาญ: 0/20]

ความเข้าใจเกี่ยวกับเคล็ดปลูกถ่ายวิญญาณปรากฏขึ้นพร้อมกับความทรงจำบางส่วน

ในความทรงจำดังกล่าว เขาได้ไถพรวนพื้นที่เพาะปลูกวันแล้ววันเล่าจนได้รับความเข้าใจใหม่เกี่ยวกับเคล็ดปลูกถ่ายวิญญาณ ก่อนจะเลื่อนขั้นจากขั้นพื้นฐานเป็นขั้นชำนาญ

“ไม่เลว เคล็ดปลูกถ่ายวิญญาณถึงขั้นชำนาญแล้ว ข้าจะได้ทำนาสบาย ๆ ต้นวิญญาณก็จะเติบโตได้ดีขึ้น!”

เขาลุกขึ้นทันทีด้วยความอดใจไม่ไหวที่จะทดลองตอนนี้

“อุ๊ย ขอโทษนะ ขะ ขะ ข้า… ตื่นสาย เดี๋ยวจะไปทำอาหารเช้ามาให้เจ้าเดี๋ยวนี้เลย”

ไม่ทราบตั้งแต่เมื่อไรที่หลินอวี้ตื่นขึ้นมา จากนั้นนางก็รีบลุกขึ้นหลังจากเห็นสวี่หยางตื่นแล้ว

แม่สื่อเคยกล่าวไว้ว่าสตรีควรตื่นแต่เช้าเพื่อทำอาหารให้สามี แต่ตอนนี้เกรงว่านางจะทำให้สวี่หยางโกรธเข้าเสียแล้ว

[1] นิ้วทอง หมายถึง สิ่งนำโชค หรือไอเทมโกง

[2] 1 เค่อ เท่ากับ 15 นาที

ประวัติการอ่าน

No history.

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ย่างก้าวสู่วิถีเซียน