บทที่ 124 การทำนายไม่ถูกต้อง!
อวี๋ซื่อหลินคล้ายกับกำลังใช้วิชายุทธ์พิเศษบางอย่าง
เขาหรี่ตาเล็กน้อยขณะมองกล่องสมบัติหยินหยางตรงหน้า อึดใจต่อมา หมอกสีดำก็พุ่งออกมาจากร่างกาย
สวี่หยางขมวดคิ้ว ความรู้สึกนี้… เหมือนจะเป็นพลังวิญญาณ
อีกฝ่ายปลดปล่อยพลังวิญญาณออกจากร่างกายในเวลาอันสั้น
‘ไม่แปลกใจเลยที่ว่ากันว่าบางครั้งศาสตร์แห่งการทำนายคร่าชีวิตผู้คน เท่าที่มองตอนนี้ มันก็ดูเหมือนจะเป็นเช่นนั้นจริง ๆ’
ปกติแล้วมีเพียงผู้บำเพ็ญเหนือมนุษย์ที่ไปถึงขอบเขตวิญญาณแรกกำเนิดเท่านั้นถึงจะสามารถนำพลังวิญญาณออกจากร่างได้
เพราะได้ก่อวิญญาณแรกกำเนิดขึ้นมา จึงไม่มีอะไรเกิดขึ้นกับพลังวิญญาณที่ออกจากร่างในเวลาอันสั้น
ราวกับสัมผัสถึงความตกตะลึงของสวี่หยางได้ อวี๋ซื่อหลินขอให้เขาผ่อนคลาย จากนั้นสอบถามบางอย่างจำพวกอายุ แล้วปิดท้ายด้วยการดูฝ่ามือ
ตามคำกล่าวของอวี๋ซื่อหลิน หากใครบางคนทำแค่เพียงดูฝ่ามือก็มีแนวโน้มว่าจะเป็นการฉ้อโกง เพราะการทำนายดวงชะตา ไม่ใช่สิ่งที่สามารถบอกได้ด้วยการดูเพียงอย่างเดียว
กระบวนการนี้ ค่อนข้างซับซ้อน ซึ่งบางครั้งต่อให้สภาพแวดล้อมไม่เป็นใจ การทำนายก็ยังเกิดขึ้นได้
“ในเมื่อสหายเต๋าสวี่ต้องการทำนายดวงชะตา ข้าจะเริ่มจากทำนายอายุขัยให้เจ้าก่อนแล้วกัน”
อวี๋ซื่อหลินยิ้มเล็กน้อย
สวี่หยางมีสีหน้าแปลกประหลาด “อายุขัยหรือ?”
ดูเหมือนว่าอายุขัยของเขาจะเป็นอมตะ หากทำนายได้ขึ้นมาไม่เท่ากับเป็นเรื่องล้อเล่นหรือ?
เขากำลังจะหาข้ออ้างเพื่อปฏิเสธ แต่หลังจากครุ่นคิดสักพักก็เลือกตอบตกลง
ช่างเถอะ หากต้องการวัดอายุขัยของข้าก็เชิญวัดตามสะดวก แล้วมาดูกันว่าเป็นของจริงหรือของปลอม
หากวัดได้เพียงว่าข้ามีอายุหนึ่งร้อยแปดสิบปี มันก็ต้องเป็นเรื่องโกหก
ด้วยเหตุนี้ การวัดอายุขัยจึงเริ่มขึ้น แล้วสวี่หยางก็สังเกตเห็นว่าเส้นสีเขียวพลันปรากฏในช่องว่างของกล่องสมบัติหยินหยาง
เส้นสีเขียวนี้ค่อย ๆ เพิ่มระดับขึ้น
อวี๋ซื่อหลินอธิบาย “สีเขียวในช่องว่างนี้คือตัวแทนอายุขัยของสหายเต๋าสวี่ ซึ่งหนึ่งหลี*[1] จะเท่ากับหนึ่งปี…”
“หนึ่งหลีเท่ากับหนึ่งปีหรือ??”
สวี่หยางมองสีเขียวที่เพิ่มขึ้นด้วยสีหน้าแปลกประหลาดขณะหันไปมองเฉินหู่ “ผู้อาวุโสเฉิน ท่านเคยทำนายอายุขัยหรือไม่?”
เฉินหู่คลี่ยิ้ม “แน่นอนว่าเคย อายุขัยของข้ามากกว่าร้อยห้าสิบปี!”
“เยี่ยมไปเลย แล้วมันแม่นยำจริงหรือ?” สวี่หยางสงสัย
เฉินหู่อธิบาย “อายุขัยนี้จะถูกทำนายจากความจริงที่ว่าเจ้าปราศจากโรคภัยไข้เจ็บและภัยพิบัติ รวมถึงไม่มีใครต้องการเอาชีวิตเจ้า หากตายกะทันหันก็จะถือว่าไม่ถูกต้อง”
สวี่หยางพลันตระหนักได้ “อย่างนี้นี่เอง”
“สหายเต๋าสวี่ช่างดวงดี ช่างดวงดีนัก” อวี๋ซื่อหลินยิ้ม “อายุขัยมากกว่าหนึ่งร้อยปี ดูเหมือนว่าสหายเต๋าสวี่จะไปถึงขอบเขตสร้างรากฐานได้อย่างแน่นอน”
การไปถึงขอบเขตสร้างรากฐานได้ย่อมหมายความถึงอายุขัยที่มากกว่าร้อยปี
อวี๋ซื่อหลินลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก การทำนายนี้นับว่าดี มันคงน่าอายนักหากทำนายว่าสวี่หยางจะมีชีวิตอยู่ได้เพียงไม่กี่สิบปี
“หืม เกินร้อยห้าสิบปีแล้วหรือ”
เมื่อเห็นช่องว่างสีเขียวเพิ่มขึ้น อวี๋ซื่อหลินก็หรี่ตา
“ขอแสดงความยินดีกับสหายเต๋าสวี่ด้วย อายุขัยของเจ้ามากกว่าของข้าเสียอีก”
เฉินหู่ทั้งยินดีและอิจฉาในเวลาเดียวกัน
“สหายเต๋าสวี่ช่างดวงดีนัก อายุขัยมากกว่าร้อยแปดสิบปีเข้าไปแล้ว”
“ฟู่ฟู่ฟู่…” เฉินหู่ตกตะลึง “ยังเพิ่มขึ้นอีก นี่… นี่หมายถึงการทะลวงสู่ขอบเขตจินตานไม่ใช่หรือ?”
อวี๋ซื่อหลินตระหนักเรื่องนี้ได้เช่นกัน เขาอดไม่ได้ที่จะเบิกตากว้างขณะเส้นสีเขียวยังคงเพิ่มขึ้น
“สามร้อยปี!”
“ห้าร้อยปีหรือ?”
“สหาย!!! หนึ่งพันปี! ผู้บำเพ็ญขอบเขตวิญญาณแรกกำเนิด!”
เฉินหู่มองไปทางสวี่หยางด้วยความไม่อยากเชื่อ คนตรงหน้าเขาจะพัฒนาสู่ขอบเขตวิญญาณแรกกำเนิดในภายภาคหน้า
ปะ… เป็นไปได้อย่างไร?
เป็นเรื่องยากนักที่ผู้บำเพ็ญธรรมดาจะมุ่งสู่ขอบเขตวิญญาณแรกกำเนิดได้!
“ยังเพิ่มขึ้นอีก!” ในตอนนี้ เฉินหู่สังเกตเห็นความผิดปกติก่อนจะเอ่ยถาม “ผู้อาวุโสอวี๋ เจ้านี่พังแล้วหรือเปล่า?”
ใช่แล้ว ในที่สุดเขาก็ตระหนักได้ หรือว่าสิ่งนี้จะพัง?
เพราะขีดจำกัดที่มันวัดได้คือพันสองร้อยปี
หมายความว่ามันสามารถทำนายได้ถึงขอบเขตวิญญาณแรกกำเนิด ไม่อาจทำนายมากไปกว่านี้ได้อีก
แต่ตอนนี้สีเขียวยังคงเพิ่มขึ้นและดูเหมือนจะทะลุขีดจำกัดอีก แบบนี้มันสมเหตุสมผลหรือ?
พรวด!!
อวี๋ซื่อหลินพลันรู้สึกแน่นหน้าอก ดวงตากลายเป็นสีดำสนิท โลหิตร้อนพุ่งจุกลำคอก่อนจะกระอักโลหิตสีดำออกมา
ปัง!!
กล่องสมบัติหยินหยางตรงหน้าระเบิด ควันสีดำพวยพุ่ง
อวี๋ซื่อหลินกระเด็นออกไป ภาพลักษณ์ในฐานะผู้สูงส่งสลายหายสิ้น มีเพียงความสับสนเท่านั้นที่ยังคงอยู่
“กล่องสมบัติของข้า!!”
อวี๋ซื่อหลินทุบหน้าอก
เฉินหู่และสวี่หยางยื่นมือไปพร้อมกันขณะช่วยพยุงอวี๋ซื่อหลินอย่างรวดเร็ว
“ผู้อาวุโสอวี๋ นี่…” สวี่หยางเขินอายเล็กน้อย เขาถึงกับตระหนักได้ว่าอาจเป็นเพราะตัวเองมีอายุขัยมากเกินไปจนทำให้กล่องสมบัติระเบิด
ทว่าเขาจะพูดออกไปตามตรงไม่ได้ หาไม่แล้วอาจทำให้อีกฝ่ายโกรธจนอกแตกตาย
เฉินหู่ถอนหายใจ “มันพังแล้ว ผู้อาวุโสอวี๋ ปกติแล้วเจ้าดูแลมันไม่ดีสินะ”
อวี๋ซื่อหลินครุ่นคิดสักพักก่อนจะถอนหายใจแล้วพยักหน้า “มันพังแล้ว ข้าเพียงธาตุไฟเข้าแทรก ทำให้ลมปราณและโลหิตจู่โจมหัวใจจนไม่สามารถควบคุมมันได้!!”
อวี๋ซื่อหลินคาดเดาพลางเอ่ยคำ “ตอนที่ข้าทำนายให้สหายเต๋าสวี่ ตำแหน่งมาตรฐานควรจะอยู่ที่ร้อยห้าสิบปี หลังจากนั้น ข้าก็รู้สึกสับสน มันเป็นสัญญาณว่าธาตุไฟเข้าแทรก พอเพิกเฉยนานเข้า มันก็ทำให้กล่องสมบัติได้รับความเสียหาย เฮ้อ น่าเสียดาย”
สวี่หยางเต็มไปด้วยคำขอโทษขณะทำได้เพียงปลอบอย่างวิตกกังวล “ท่านปลอดภัยก็ดีแล้ว จะว่าไป กล่องสมบัตินี้สามารถซ่อมได้หรือไม่?”
“ข้าจะไปหาสหายนักหลอมอาวุธทีหลัง”
สิ้นคำ อวี๋ซื่อหลินเก็บกล่องสมบัติที่ยังคงมีควันลอยกรุ่นก่อนจะประสานมือไปทางสวี่หยาง “สหายเต๋าสวี่ นี่ก็ดึกมากแล้ว ข้าคงต้องขอตัวก่อน”
“ผู้อาวุโสอวี๋รักษาตัวด้วย”
อวี๋ซื่อหลินพยักหน้าไปทางเฉินหู่ก่อนจะจากไป
เมื่ออวี๋ซื่อหลินเดินออกจากบ้าน เขาก็พลิกมือแล้วหยิบกล่องสมบัติออกมาอีกครั้ง
เขาในตอนนี้อดนึกถึงคำสอนของอาจารย์ไม่ได้
อาจารย์เคยบอกว่าเชื้อสายของเทพาจารย์มีคำสอนของบรรพชนอยู่
ทันทีที่กล่องสมบัติหยินหยางเกิดควันสีดำคือช่วงเวลาที่ได้พบกับผู้ยิ่งใหญ่ อย่าลืมคว้าโอกาสนี้ไว้
“สวี่หยางเอ๋ย เจ้าตกหลุมรักเสียแล้ว”
สวี่หยางพึมพำกับตัวเองขณะลอบเตือนว่าอย่าลืมความตั้งใจเดิมตอนมาถึงโลกเซียนครั้งแรก
ต้องระมัดระวังและตื่นตัวเข้าไว้ อย่าไปข้องเกี่ยวกับสตรีให้มากนัก
โดยเฉพาะสตรีจากหอดนตรี!
ไม่ช้าเขาก็กลับถึงบ้าน
ขณะครุ่นคิดในใจ เขาได้รับการติดต่อจากเสิ่นม่านอวิ๋น จึงตอบกลับไปว่าตนมาถึงหน้าประตูแล้ว
…
ภายในบ้าน
กลิ่นสุราเข้มข้น
เพราะสวี่หยางกลับมาดึก ภรรยาทั้งสองจึงกังวลจนข่มตาไม่หลับ
สวี่หยางก็กำลังมีอารมณ์เช่นกัน ดังนั้นเขาจึงพาทั้งสองไปกินของว่างยามดึกพร้อมกับหยิบสุราที่เถ้าแก่เกามอบให้ออกมา
หลังจากดื่มสุราไปสองจอก แก้มของภรรยาทั้งสองก็แดงระเรื่อ
“สุรานี้ดี… แต่ก็แปลก ข้ารู้สึกร้อนรุ่มไปหมดเลย”
แก้มของหลินอวี้ยังคงใสกระจ่าง นางขมวดคิ้วขณะมองสวี่หยาง ลิ้นที่มีกลิ่นหอมแลบตวัดเลียริมฝีปาก ดูเย้ายวนใจยิ่งนัก
เสิ่นม่านอวิ๋นยืนตัวตรง เนินอกกระเพื่อมเป็นระลอกคลื่น
สวี่หยางยิ้ม “สุรานี้หลังจากดื่มเข้าไปแล้ว มันจะมีผลในการกระตุ้นอารมณ์”
“สหายเต๋าสวี่ ไม่สงสัยเลยว่าทำไมข้าถึงรู้สึกไม่สบายตัว เจ้าคนไม่ดี!”
เสิ่นม่านอวิ๋นเต็มไปด้วยเสน่หาขณะกลอกตามองสวี่หยาง
สวี่หยางยิ้ม “จะเรียกว่าไม่ดีได้อย่างไร? มันคือเรื่องสนุก! ชั่วชีวิตนี้ หากได้ทำเรื่องสนุกถึงจะเรียกว่าชีวิต”
“ว่าไป เหตุใดเจ้าถึงกลับช้างั้นหรือ?” หลินอวี้หยิบตับหมูชิ้นหนึ่งจุ่มลงในเครื่องเทศแล้วใส่เข้าปาก จากนั้นเอ่ยถามด้วยความสงสัย
สวี่หยางรู้สึกเขินอายขณะอธิบายให้ฟังว่าเกิดอะไรขึ้น “ข้าไม่คิดว่าเฉินหู่จะใจกว้างจนถึงขั้นขอให้ภรรยาน้อยมาส่งข้า จุ๊จุ๊จุ๊ โชคยังดีที่ร่างกายของข้าปลอดภัยดี”
“พรืด!”
เสิ่นม่านอวิ๋นกลั้นขำไม่อยู่ “สหายเต๋าสวี่ หากมีใครเชื้อเชิญเจ้า แค่ตอบรับไปก็พอแล้ว!”
“ไม่ได้สิ จะให้ไปแตะต้องผู้หญิงข้างนอกได้อย่างไร ข้ามีพวกเจ้าอยู่ก็เกินพอแล้ว”
สวี่หยางโอบกอดเอวของเสิ่นม่านอวิ๋น เลื้อยมือปลดสายรัดเอวของนางอย่างรวดเร็ว
หลังจากนั้น พวกเขาดึงทึ้งเสื้อคลุมจนฉีกขาด เศษผ้าร่วงไปคลุมหนูสุ่ยหลิงซึ่งกำลังเคี้ยวตับหมูอยู่บนพื้น
หนูสุ่ยหลิงส่งเสียง ‘จี๊ด จี๊ด จี๊ด’ ขณะคลานออกมาพร้อมตับหมู แล้วมันก็พบว่าเจ้านายกำลังอุ้มนายหญิงทั้งสองเข้าไปในห้องแล้ว
มันยิ่งสงสัยใคร่รู้ เพราะทุกครั้งที่เป็นเช่นนี้ เสียงกรีดร้องของนายหญิงทั้งสองก็จะดังขึ้นตามมา
“เฮ้อ ข้าหวังว่าครั้งนี้เจ้านายจะอ่อนโยนขึ้น!”
แม้หนูสุ่ยหลิงจะเข้าใจภาษามนุษย์บางส่วน แต่ความคิดของมันยังคงเรียบง่าย
หลังจากแสดงความสงสารต่อนายหญิงแล้ว มันก็วิ่งไปด้านข้างแล้วเคี้ยวตับหมูอย่างไม่ใส่ใจ
โดยรวมแล้ว หนูสุ่ยหลิงค่อนข้างจงรักภักดี แต่ก็ไม่มากนัก
[1] หลี คือหน่วยเซนติเมตร

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ย่างก้าวสู่วิถีเซียน