บทที่ 125 สหายเก่าทั้งสามมาเยือน
ในช่วงเช้า สภาพอากาศเริ่มร้อนระอุ คนเดินถนนจึงเริ่มสวมเสื้อผ้าที่ช่วยให้เย็นสบาย
คลื่นลมร้อนพัดเข้ามาในร้าน ทำให้เสิ่นม่านอวิ๋นกับหลินอวี้เหงื่อท่วมกาย
ผู้บำเพ็ญมนุษย์สามารถทนต่อความเย็นและไม่เกรงกลัวต่อลมหนาว แต่พวกเขาหวาดกลัวความร้อนที่แผดเผา เพราะการใช้ปราณวิญญาณจะทำให้เกิดความร้อน ดังนั้นมันจะยิ่งทำให้ร้อนมากขึ้นกว่าเดิมหลายเท่าตัว
หากเชี่ยวชาญวิชายุทธ์ธาตุเย็นก็จะไม่ต้องหวาดกลัวความร้อนเช่นนี้
แน่นอนว่าร่างกายของผู้บำเพ็ญมนุษย์แตกต่างจากคนธรรมดา ต่อให้อุณหภูมิจะสูงถึงหนึ่งร้อยองศา ผู้บำเพ็ญมนุษย์ก็จะเหงื่อออกเพียงเล็กน้อย หากดื่มน้ำให้มาก ย่อมหลีกเลี่ยงอาการลมแดดได้
เสิ่นม่านอวิ๋นกับหลินอวี้ล้วนสวมชุดกระโปรงสีขาวผ้าบาง เห็นชุดชั้นในเลือนราง แน่นอนว่าหากเห็นชัดเกินไป สวี่หยางคงเป็นคนแรกที่ยืนหยัดคัดค้าน
หลังจากหลินอวี้จัดร้านเสร็จแล้วก็มุ่งหน้าไปร้านขายเสื้อคลุมซึ่งอยู่เยื้องออกไปทางฝั่งตรงข้าม ตอนนี้นางทำงานอยู่ที่นั่นกับใบ้น้อย ส่วนเสิ่นม่านอวิ๋นจะดูแลร้านให้
“สหายเต๋าสวี่ เจ้ายังมีสุรานั้นอยู่หรือไม่?”
ขณะสวี่หยางกำลังทำบัญชี เสิ่นม่านอวิ๋นก็เดินเข้ามาถามเสียงต่ำ
“อะไร? ฟ้ายังสว่างอยู่เลย แต่เจ้าอยากลุกไม่ขึ้นแล้วหรือ?”
สวี่หยางยิ้มขณะเขี่ยจมูกของเสิ่นม่านอวิ๋น
เมื่อนึกถึงตอนที่ตนเองกับหลินอวี้แพ้พ่ายเมื่อคืนนี้ เสิ่นม่านอวิ๋นก็เขินอายก่อนจะเอ่ย “ข้าแค่คิดว่าสุราเลิศรสเท่านั้น หลังจากคืนนั้น ข้ารู้สึกได้ถึงความก้าวหน้าในพลังวิญญาณเป็นอย่างมาก หากได้ดื่มเพิ่มอีกสักหน่อย ข้ารู้สึกว่าจะสามารถเข้าสู่ขอบเขตกลั่นลมปราณระดับเก้าได้ไวขึ้น สหายเต๋าสวี่ ข้าจะสามารถต่อสู้กับเจ้าจนคว้าชัยได้อย่างแน่นอน”
สิ้นคำ ดวงตาของนางก็ทอประกายด้วยเสน่หา
สวี่หยางยกตัวนางมานั่งตัก จากนั้นเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “สุรายังเหลืออีกครึ่งไห มันมากพอที่จะให้พวกเราต่อสู้ในคืนนี้ แล้วเจ้าจะได้รู้ว่าข้าแข็งแกร่งแค่ไหน คราวนี้ข้าจะบอกอวี้เอ๋อร์ว่าอย่ายื่นมือเข้ามาช่วย อยากรู้นักว่าเจ้าจะทนได้อีกสักกี่น้ำ”
“ไอ้หยา~~~”
เสิ่นม่านอวิ๋นตกตะลึงจนพูดไม่ออก นางจึงรีบร้องขอความเมตตา “ช่างเถอะ ข้ากลัวว่าพรุ่งนี้จะลุกไม่ไหว ช่วงนี้ยอดขายยันต์กำลังดี ดังนั้นข้าต้องฝึกเขียนยันต์ให้มาก”
“หินวิญญาณหาเมื่อไหร่ก็ได้ เจ้าควรพักผ่อนเมื่อถึงยามจำเป็น พวกเราไม่ได้ขาดแคลนหินวิญญาณ ทุกวันนี้เจ้าต้องพักผ่อนให้เพียงพอ”
เมื่อเห็นสีหน้าซีดเซียวของเสิ่นม่านอวิ๋น สวี่หยางก็รู้สึกปวดร้าวอยู่ในอก
เมื่อสัมผัสได้ถึงความกังวลของสามี ใบหน้างดงามของเสิ่นม่านอวิ๋นก็เผยความยินดี “เช่นนั้นข้าอยากขอบคุณสหายเต๋าสวี่สำหรับความเป็นห่วง แต่ข้ายังอยากแบ่งเบาภาระให้สหายเต๋าสวี่มากกว่านี้”
ขณะทั้งสองกำลังสนทนา ร่างงดงามก็ปรากฏที่ทางเข้าประตู
สวี่หยางตกตะลึง “หวงเสี่ยวเหมย!”
ผู้มาเยือนไม่ใช่ใครอื่นนอกจากหวงเสี่ยวเหมยผู้เป็นคนรักสมัยเด็ก
เมื่อไม่กี่วันก่อน หวงเสี่ยวเหมย หลินไห่ถังกับหวังสวี่เฉียงล้วนส่งจดหมายมาบอกว่าพวกเขาจะมาเยี่ยมพร้อมซื้อของมาฝาก
หลังจากนั้น สวี่หยางก็ส่งจดหมายบอกที่ตั้งร้านกลับไป
คาดไม่ถึงว่านางจะมาจริง ๆ
หวงเสี่ยวเหมยสวมกางเกงผ้าไหมบาง คลุมทับด้วมชุดกระโปรงสีชมพูยาว ผมยาวสยาย นิ้วขาวเรียวจับกระบี่ยาวเอาไว้ โดยรวมแล้วช่างดูอาจหาญและแข็งแกร่งไม่น้อย
“สวี่หยาง ไม่แปลกใจเลยที่บอกว่าเจ้ากับภรรยามีความสัมพันธ์ที่ดี เป็นเรื่องจริงสินะ กลางวันแสก ๆ เลยนะนี่…”
หวงเสี่ยวเหมยยิ้มบางขณะแสงแปลกประหลาดทอประกายในดวงตา
หลังจากกล่าวจบประโยค นางก็รู้สึกถึงโลหิตที่พลุ่งพล่านอยู่ในช่องท้อง
หวงเสี่ยวเหมยตกตะลึง นางฝึกฝนอย่างหนักในสำนักชิงหยางโดยไม่สนใจอะไรนอกจากตระกูลของตัวเอง แต่เมื่อเห็นฉากนี้ อารมณ์ก็เปลี่ยนไป
นางไม่ทราบว่าเหตุใดถึงเป็นเช่นนี้ แต่เมื่อสายตาจับจ้องร่างสูงโปร่งของสวี่หยาง ตนเองก็คิดว่าทั้งที่ไม่ได้เจอกันมาหลายวัน แต่ร่างกายของเขากลับพัฒนาขึ้นมาก
ฉากที่นางเข้าไปแทนที่เสิ่นม่านอวิ๋นพลันปรากฏขึ้นในใจ แล้วมันก็ยังคงแสดงให้เห็นซ้ำแล้วซ้ำเล่า
นางรีบกัดลิ้นและอดไม่ได้ที่จะคาดเดาว่ามันไม่ใช่ความตั้งใจจริงที่จะแยกจากสวี่หยาง ดังนั้น เมื่อเห็นอีกฝ่ายกำลังโอบกอดผู้หญิงอีกคนไว้ในอ้อมแขน มันก็ทำให้รู้สึก… อิจฉา!!
ใช่แล้ว นางอิจฉา มันให้ความรู้สึกเหมือนกับมารหัวใจ
แน่นอนว่าสวี่หยางกับเสิ่นม่านอวิ๋นไม่ทราบสิ่งที่หวงเสี่ยวเหมยกำลังคิดอยู่
ทั้งสองลุกขึ้นอย่างรวดเร็ว
เสิ่นม่านอวิ๋นเอ่ยด้วยท่าทางกระอักกระอ่วน “แม่นางหวง เชิญนั่งก่อน ข้าจะไปเอาชามาให้”
“ขอบคุณแม่นางเสิ่น”
“หวงเสี่ยวเหมย เจ้ามาถึงที่นี่ไวนัก สหายเต๋าหวังสวี่เฉียงกับสหายเต๋าหลินไห่ถังอยู่ไหนหรือ?”
สวี่หยางเดาว่าสามคนนี้มีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันจนน่าจะเดินทางมาด้วยกัน
แน่นอนว่าหวงเสี่ยวเหมยบอกว่าทั้งสองแวะร้านทำอาวุธเพื่อซ่อมศัสตราศักดิ์สิทธิ์ พวกเขาจะตามมาทีหลัง
ในตอนนี้ เสิ่นม่านอวิ๋นวางชาบนโต๊ะ
“ขอบคุณมาก ว่าแต่อวี้เอ๋อร์อยู่ไหนหรือ?” หวงเสี่ยวเหมยนั่งลง
สวี่หยางอธิบายสถานการณ์ในตอนนี้ โดยบอกว่าหลินอวี้อยู่เยื้องทางฝั่งตรงข้าม
หวงเสี่ยวเหมยประหลาดใจเล็กน้อย “มีร้านขายเสื้อคลุมอีกร้านเปิดด้วย! ไม่เลว ไม่เลว ช่วงนี้ข้าอยากซื้อเสื้อคลุมพอดี ไว้ข้าจะแวะไปดูเสียหน่อย”
จากนั้น นางเล่าเกี่ยวกับสถานการณ์ในตอนนี้ ซึ่งปัจจุบันตนเองอยู่ขอบเขตกลั่นลมปราณระดับเก้า
ไม่นานมานี้ นางกำลังวางแผนที่จะกลั่นยาสร้างรากฐาน
ทว่าความคืบหน้าในการหาสมุนไพรสำหรับยาสร้างรากฐานไม่ได้รวดเร็วนัก นางเพิ่งหาได้ไม่ถึงสามส่วน
“ด้วยอัตราความก้าวหน้านี้ คาดว่าจะใช้เวลาประมาณยี่สิบปีถึงจะเสร็จ แต่อาจารย์บอกว่าจะช่วยหาทางทำให้สร้างรากฐานได้ไวขึ้น”
“สำนักใหญ่มีผลประโยชน์มากมายมหาศาล”
สวี่หยางแสดงความอิจฉา
“พอพูดถึงเรื่องนี้ ข้าเองก็อยากวางแผนสำหรับยาสร้างรากฐานเหมือนกัน หวงเสี่ยวเหมย ข้ารวบรวมสมุนไพรได้จำนวนหนึ่งแล้ว หากครบเมื่อไหร่ ข้าขอให้นักปรุงยาของสำนักทำการกลั่นได้หรือไม่?”
“เรื่องนี้…”
หวงเสี่ยวเหมยประหลาดใจเล็กน้อย ในสายตาของนาง การบำเพ็ญของสวี่หยางในตอนนี้อยู่ที่ขอบเขตกลั่นลมปราณระดับแปด
ความเร็วนี้นับว่าไวไม่น้อย
ทว่ามันเป็นการยากที่จะเข้าสู่ระดับเก้าได้
หลังจากครุ่นคิดสักพัก นางก็บอกว่าจะช่วยพูดให้ในภายหลัง
“รบกวนแล้ว”
ขณะสนทนา หวังสวี่เฉียงกับหลินไห่ถังก็มาถึง
หลังจากไม่ได้เจอกันนาน สองคนนี้ก็มีการเปลี่ยนแปลงไปมาก
หวังสวี่เฉียงมีร่างกายกำยำขึ้น ใบหน้าเต็มไปด้วยร่องรอยของชีวิต
สวี่หยางหัวเราะแผ่วเบาขณะเผยให้เห็นสีหน้ามีนัยบางอย่าง
“เอ่อ…”
หวงเสี่ยวเหมยเผยความกังวลออกมา “ข้ากลัวว่าจะทำให้สหายเต๋าสวี่ลำบาก”
สิ้นคำ นางหยิบถุงเก็บของออกมา แต่หลังจากครุ่นคิดแล้วก็เอ่ยอย่างเขินอาย “ข้าจะให้หินวิญญาณกับเจ้าทีหลัง ข้ากำลังจะไปขายศัสตราศักดิ์สิทธิ์ธรรมดาสองชิ้น จากนั้นข้าจะนำมามอบให้กับเจ้า”
“แค่รับไว้ก็พอ มันเป็นของเจ้า”
หวงเสี่ยวเหมยตกตะลึง มองอีกฝ่ายอย่างไม่เชื่อสายตา
‘สวี่หยางยังคงมีใจให้ข้าอย่างนั้นหรือ??’
นางตกอยู่ในภวังค์ เมื่อมองดูรอยยิ้มบางของสวี่หยางก็คล้ายกับเห็นชายหนุ่มผู้ครั้งหนึ่งเคยติดตามตนเองไปทำนา ล่าสัตว์ในภูเขาและจับปลาในแม่น้ำ
ในตอนนั้น ชายหนุ่มก็ให้การช่วยเหลือนางเหมือนอย่างตอนนี้
วัยหนุ่มสาวช่างดีเหลือเกิน
เมื่อเติบใหญ่ ภาระหน้าที่ทำให้จำต้องแยกจาก ชีวิตมันคงจะเป็นเช่นนี้
“ไม่ได้ ข้าจะไป…”
“รับไว้เถอะ ข้ายังต้องรบกวนเจ้าในการหานักปรุงยาให้อีก” สวี่หยางหัวเราะแผ่วเบา
“เอาอย่างนี้ ข้าจะช่วยเจ้าอย่างแน่นอน! ข้าจะรับของไว้ก่อน แล้วข้าจะนำมาคืนให้ทีหลังอย่างแน่นอน”
หวงเสี่ยวเหมยเอ่ยอย่างจริงจัง
สวี่หยางยิ้มแล้วไม่เอ่ยอะไร
หลังจากนั้น เขาพาหวงเสี่ยวเหมยไปร้านเสื้อผ้า สหายทั้งสามต่างได้เสื้อคลุมใหม่คนละตัว
หลินไห่ถังซื้อุชดชั้นใน นางบอกว่าของที่นี่งดงามเย้ายวนใจนัก!
เมื่อเลือกซื้อเสร็จ สวี่หยางก็พาพวกเขาเดินชมรอบเมือง
ในตอนเย็น งานเลี้ยงรับรองได้ถูกจัดขึ้นที่ภัตตาคารใหญ่ที่สุดของที่นี่
เนื่องจากมีชื่อเสียงโด่งดัง จึงไม่แปลกที่จะดึงดูดความสนใจของผู้คนรอบข้าง
หลายคนทราบว่าสวี่หยางมีความเชื่อมโยงต่อสำนักชิงหยาง!!
ขนาดศิษย์ชายผู้หนึ่งยังให้การยอมรับ
ศิษย์ประจำหน่วยรักษาการณ์ หวังสวี่เฉียง!!
…
“สวี่หยางผู้นี้มีภูมิหลังไม่ธรรมดาจริง ๆ!!”
หลังจากทราบข่าว ผู้อาวุโสสูงสุดหลินเวยพลันลุกขึ้นเอามือไพล่หลัง
เห็นได้ชัดว่าคนที่ยืนอยู่ตรงหน้าเขาคือชายที่ดูเหมือนผู้บำเพ็ญมนุษย์วัยกลางคน แต่ดวงตากลับลึกล้ำจนมองเห็นร่องรอยของประสบการณ์ได้อย่างชัดเจน
หากสวี่หยางอยู่ที่นี่ เขาจะต้องจำได้อย่างแน่นอนว่าอีกฝ่ายคือจางฉางหลิ่ง ช่างทำยันต์เฒ่าผู้เป็นเจ้าของร้านจิตยันต์
นับตั้งแต่ทราบว่าสวี่หยางเป็นคนของหลินหวั่นชิง หลินเวยก็ขอให้จางฉางหลิ่งจับตาดูทุกการเคลื่อนไหวของอีกฝ่าย
คราวนี้ หลังจากทราบว่าสวี่หยางมีสหายจากสำนักชิงหยาง จางฉางหลิ่งก็มารายงานทันที

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ย่างก้าวสู่วิถีเซียน