บทที่ 132 หากข้าเป็นคนสังหารเขา จะทำอันใดได้?
“ท่านผู้อาวุโสใหญ่!”
ที่ด้านนอกห้องลับ มีข้ารับใช้นำข่าวมารายงาน
หลินเวยก้าวออกมาและพบว่าบุรุษที่มา นั่นคือช่างทำยันต์เฒ่านามว่าจางฉางหลิ่ง
“ท่านผู้อาวุโสใหญ่ ในช่วงไม่กี่วันนี้สวี่หยางไม่ได้เปิดร้านของเขา นั่นอาจหมายถึงเขานั้นกำลังพาเหล่าภรรยาออกไปเที่ยวเล่น”
จางฉางหลิ่งโค้งศีรษะลงเพื่อแสดงความเคารพ
“ออกไปเที่ยวเล่นอย่างนั้นหรือ?” หลินเวยหรี่ตาลงและพูดด้วยใบหน้าที่เย็นชา “สวี่หยางไม่อยู่ แล้วช่วงนี้ยังไม่ได้รับข่าวคราวจากหลินหวั่นชิง เป็นไปได้หรือไม่ที่การตายของลูกชายข้าจะเกี่ยวข้องกับคนพวกนั้น??”
“จางฉางหลิ่ง จงจับตาดูต่อไป หากสวี่หยางกลับมาแล้วรีบรายงานข้าทันที!”
“ขอรับ!”
จางฉางหลิ่งมีสีหน้าบูดบึ้ง แต่ทำได้เพียงน้อมรับคำสั่ง
ในความเป็นจริงแล้ว เขานั้นไม่ต้องการที่จะอยู่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเลย ทว่าเมื่อครั้งอดีตเคยได้รับความช่วยเหลือจากหลินเวยมาก่อน ทำให้เขาในตอนนี้เหมือนผู้ที่ได้ขึ้นหลังเสือแล้ว มันเลยเป็นเรื่องยากที่จะหาทางลง
…
เรือวิญญาณกำลังแล่นผ่านผืนน้ำโดยลอยอยู่เหนือน้ำ ช่องว่างของอากาศนั้นก่อให้เกิดลมที่พัดน้ำให้แตกตัวเป็นระลอกคลื่น
สองพี่น้องเกาผิงและเกาหยวนนั้นรู้ตัวดีว่าพวกเขาทั้งสองเป็นเพียงผู้ที่มีสถานะต่ำต้อย ดังนั้นจึงเลือกที่จะไปอยู่ท้ายเรือ นั่งฝึกฝนวิชาอยากหนัก
สวี่หยางและภรรยาทั้งสามของเขากำลังสนทนากันอยู่ที่หัวเรือ
“ในครั้งนี้ แม้ว่าพวกเราจะจัดการกับหลิงสยงสวี่ได้แล้ว แต่เท่าที่ข้ารู้ หลินสยงสวี่นั้นมีไพ่วิญญาณเก็บไว้ในตระกูล หลินเวยน่าจะรู้แล้วว่าบุตรชายเขาตายไปแล้ว และเนื่องจากช่วงไม่กี่วันมานี้พวกเรานั้นก็ไม่ได้อยู่ในเมือง ดังนั้นหลินเวยจะต้องสงสัยว่าพวกเราแน่!”
หลินหวั่นชิงวิเคราะห์สถานการณ์ให้พวกเขาฟัง จากนั้นหันไปมองทางสวี่หยาง “สหายเต๋าสวี่ ที่ข้าจะบอกคือ ทันทีที่พวกเราเดินทางกลับไปถึงที่นั่น หลินเวยจะต้องมารังควานอย่างแน่นอน ดูเหมือนจะต้องหาข้ออ้างที่แสดงให้เห็นว่าพวกเรานั้นไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการตายของหลินสยงสวี่ ส่วนเรื่องเกาะไร้นามนั้น เราค่อยหารือกันในภายหลัง”
หลังจากได้ฟัง หลินอวี้และเสิ่นม่านอวิ๋นต่างพยักหน้าเห็นด้วย พวกนางรู้สึกว่าสิ่งนี้สมเหตุสมผล
ทว่าไม่คาดคิด สวี่หยางได้ส่ายศีรษะและปฏิเสธคำแนะนำนี้
“หากเราหาข้อแก้ตัว จะยิ่งทำให้หลินเวยสงสัย คนผู้นั้นไม่ได้โง่ และในโลกนี้ไม่มีสิ่งใดที่เป็นเรื่องบังเอิญ”
“ถ้าเช่นนั้นเจ้าหมายความว่า…”
สวี่หยางกล่าวต่อ “หมายความว่าเมื่อไปที่เกาะไร้นาม เราได้พบกับหลินสยงสวี่ และทันใดนั้นหลินสยงสวี่พยายามโจมตีเพื่อสังหารพวกเรา ทว่าเพราะความสามารถที่ยังด้อยของเขา…”
คำพูดของสวี่หยาง ทำให้สตรีทั้งสามตกใจ
“พูดตามตรงอย่างนี้ไม่เพียงแต่จะทำให้หลินเวยโกรธมากยิ่งขึ้น แต่เขานั้นยังจะต้องการล้างแค้นให้กับบุตรชาย นี่มัน…”
สวี่หยางพูดแย้ง “ไม่หรอก ถ้าบอกไปตามตรง เขาจะไม่สามารถล้างแค้น หรืออย่างน้อยที่สุด เขาก็ไม่กล้าที่จะลงมือ!!”
สวี่หยางเริ่มวิเคราะห์ให้ฟัง “หากเราปกปิดมันไว้ แม้ต่อหน้าหลินเวยจะไม่ได้ว่าอันใด ทว่าลับหลังนั้น เขาจะต้องลอบลงมือกับเราอย่างแน่นอน ดังนั้นการที่บอกความจริงกับเขาไปโดยตรง แม้จะทำให้หลินเวยโกรธอย่างมาก แต่ว่าเขานั้นจะไม่สามารถลงมือทันทีทันใดได้!”
หลินหวั่นชิงคิดเกี่ยวกับสิ่งที่สวี่หยางกล่าว แววตานางพลันวาวขึ้น “จริงสินะ นี่หมายความว่าที่เขาตายก็เพราะเขาอ่อนแอเกินไป!”
“ถูกต้อง พวกเจ้าเป็นคู่แข่งกัน และการต่อสู้บนเกาะนั่นก็เป็นไปอย่างเปิดเผย โดยที่ความสามารถเขานั้นอ่อนด้อยกว่า ใครจะว่าอันใดได้ อีกทั้งเจ้ายังเป็นผู้ท้าชิงตำแหน่งผู้นำของตระกูล ข้าไม่คิดว่าผู้อาวุโสจะให้เจ้ารับผิดชอบกับเรื่องนี้”
สวี่หยางยกยิ้ม “หลังจากที่เราชี้แจงไปตามตรงแล้ว หลินเวยก็จะทำอะไรไม่ได้มากนัก เพราะหากเราถูกลอบโจมตีหรือเป็นอะไรขึ้นมา จะบอกได้ทันทีว่ามันเป็นฝีมือของเขา!!!”
“ฮ่าฮ่าฮ่า ดีเลย ช่างเป็นความคิดที่วิเศษ!”
หลินหวั่นชิงหัวเราะและยกนิ้วให้สวี่หยาง “เช่นนั้น เอาเป็นว่าคนที่สังหารก็คือข้าเอง เขาจะทำอันใดได้”
เสียงของพวกเขาดังล่องลอยออกไป
แม้ว่าสองพี่น้องเกาหยวนและเกาผิงจะไม่ได้ยินอะไรเลย แต่พวกเขาคาดการณ์จากสีหน้าแปลก ๆ ของพวกสวี่หยาง และรู้สึกว่าสวี่หยางนั้นเป็นผู้มีความสามารถจริง ๆ ทั้งยังมีความสัมพันธ์อันดีกับหลินหวั่นชิงด้วย
…
ในชั่วพริบตา วันเวลาได้ผ่านล่วงเลยไปหลายวัน
ขณะนี้ ข่าวสำคัญกำลังเป็นที่รับรู้ไปทั่วทั้งตระกูลหลิน
นั่นคือข่าวการตายของหลินสยงสวี่
ข่าวนี้ทำให้คนในตระกูลตกใจอย่างมาก
ท้ายที่สุดแล้ว หลินสยงสวี่ผู้เป็นบุตรชายของผู้อาวุโสใหญ่ และยังเป็นหนึ่งในผู้ชิงตำแหน่งผู้นำของตระกูล ได้มาเสียชีวิตกะทันหัน
กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ ขณะนี้เหลือผู้แข่งขันเพียงสองคนเท่านั้น
นั่นคือหลานชายของผู้อาวุโสรองฉายาดาบคลั่ง…หลินอี้เตา
และหลานสาวของผู้อาวุโสสาม…หลินหวั่นชิง
สำหรับหลินอี้เตา เขาถือได้ว่าเป็นผู้บำเพ็ญเซียนที่ลึกลับที่สุดของตระกูลหลิน
เขาอยู่ในครอบครัวที่มีสถานะด้อยกว่าหลินหวั่นชิงเสียอีก เพราะว่าเขาเป็นพวกนอกรีต
ว่ากันว่า หลินอี้เตาเกิดมาจากลูกชายของผู้อาวุโสรองกับนางโลมคนหนึ่ง
หลังจากที่นางโลมคลอดบุตร นางได้พาหลินอี้เตามาที่ตระกูล นางนั้นมีความปรารถนาที่จะได้เป็นส่วนหนึ่งของตระกูลหลิน
แน่นอนว่าคนในตระกูลหลินให้การยอมรับ มีเพียงหลินอี้เตาเท่านั้น
ถึงอย่างนั้น แม่ของหลินอี้เตาก็ไม่สนใจมากนัก เพราะชีวิตตอนนี้ก็ดีกว่าเมื่อก่อนมากแล้ว
ด้วยเหตุนี้ หลินอี้เตาจึงถูกเรียกว่าไอ้เศษสวะอยู่เสมอ
ตั้งแต่เล็กจนโต หลินอี้เตาที่ไม่ได้มีทรัพยากรมากนัก อีกทั้งรากฐานวิญญาณก็เป็นเพียงขั้นกลางเท่านั้น เขาจึงไม่มีพรสวรรค์อันใดติดตัวเลย
หลินอี้เตาก็ไม่ต่างกับคนส่วนใหญ่ของตระกูลหลินที่มุ่งฝึกฝนเคล็ดปลูกถ่ายวิญญาณ
ทว่าไม่รู้ตั้งแต่เมื่อใดกัน หลินอี้เตาได้เริ่มฝึกฝนเคล็ดวิชาดาบ
เขาเองก็ไม่รู้ว่าเคล็ดวิชาดาบของเขานั้นได้มาจากที่ใด แต่เขาก็มักจะสะพายดาบไว้ที่ด้านหลังเสมอ และท่ามกลางสงครามตระกูลครั้งก่อน หลินอี้เตาได้รับความสนใจในทันที หลังจากแสดงฝีมือการต่อสู้ที่แข็งแกร่ง
ตอนนั้นเอง ผู้บำเพ็ญเซียนตระกูลหลินก็ตระหนักได้ว่าระดับที่เขาบรรลุนั้น อยู่ในอันดับแรกของกลุ่มคนรุ่นใหม่
และในเวลานี้ เขาได้กลายเป็นยอดฝีมือขอบเขตกลั่นลมปราณระดับเก้า
มารดาของเขาจึงได้กลายเป็นภรรยาของผู้อาวุโสรอง เพราะสถานะของลูกชายนาง
และได้รับสถานะเท่าเทียมกับภรรยาเอก ซึ่งถือว่ามีสถานะทัดเทียมกัน
หลินเสวี่ยตันอธิบายเรื่องราวทั้งหมด และพูดทั้งรอยยิ้มว่า “ไพ่วิญญาณของหลินสยงสวี่สลายแล้ว คนในตระกูลก็รู้เรื่องนี้ นั่นหมายความว่าคู่แข่งในปัจจุบันของเจ้าเหลือเพียงนางแพศยาหลินหวั่นชิงคนเดียวเท่านั้น สำหรับเจ้าย่อมไม่ใช่เรื่องยากอะไรเลย!”
“น่าเสียดายที่มันตาย น่าเสียดาย ช่างน่าเสียดายจริง ๆ”
หลินอี้เตาใช้ดาบฟันไปยังก้อนหินที่อยู่ข้าง ๆ และพูดเสียงทุ้ม “หลินสยงสวี่ตายง่ายเกินไป มันทำให้ข้าต้องอับอายมาตลอด เรียกข้าว่าไอ้เศษสวะและยังไม่คู่ควรที่จะแข่งขันกับมัน ข้าหวังว่าจะได้เหยียบย่ำมันไว้ใต้ฝ่าเท้า ข้าไม่ได้คาดหวังให้มันตายเช่นนี้ ท่านปู่ แล้วหลินสยงสวี่ตายได้อย่างไรกัน?”
หลินเสวี่ยตันส่ายศีรษะ “ข้าเองก็ไม่รู้เช่นกัน แต่มีคนบอกว่าหลินสยงสวี่ได้ออกทะเลเมื่อเร็ว ๆ นี้! รวมถึง… หลินหวั่นชิงก็ไม่ได้อยู่ที่นี่ ดูเหมือนว่านางจะออกทะเลเสียด้วย มันอาจจะเป็นไปได้ว่า…”
“ท่านปู่กำลังสงสัยว่าหลินหวั่งชิงเป็นผู้สังหารหลินสยงสวี่อย่างนั้นหรือ?”
“ก็ไม่ผิดนัก ไม่เช่นนั้นมันจะบังเอิญขนาดนั้นได้อย่างไรกัน? ได้ข่าวว่าหลินเวยกำลังเฝ้ารอให้หลินหวั่นชิงกลับมา และเมื่อได้ซักถามนาง หลินหวั่นชิงจะต้องปฏิเสธเรื่องนี้อย่างแน่นอน แต่หลินเวยเป็นใคร ถึงอย่างไรเขาก็ปักใจว่าหลินหวั่นชิงเป็นผู้สังหารลูกชายเขาไปแล้ว และเมื่อถึงเวลานั้น เขาอาจสังหารหลินหวั่นชิง…”
เมื่อนึกถึงสิ่งนี้ หลินเสวี่ยตันก็ลูบเคราของตนและหัวเราะเบา ๆ “ถึงเวลานั้น ทั้งสองจะมีแต่ความสูญเสียและพวกเราจะเป็นผู้เก็บเกี่ยวผลประโยชน์นั้น”
“ไม่ได้ ไม่ได้เด็ดขาด!”
โดยไม่คาดคิด หลินอี้เตาโบกมือและขมวดคิ้ว “ข้าต้องเอาชนะหลินหวั่นชิงอย่างใสสะอาด เพื่อให้ทุกคนรู้ถึงความแข็งแกร่งของข้า ไม่เช่นนั้นข้าก็จะโดนดูถูกตลอดไป”
“เตาเอ๋อร์…”
หลินเสวี่ยตันถอนหายใจ
แม้ว่าหลานชายจะแข็งแกร่งมาก ทว่าเขากลับทะเยอทะยานเกินไป มันจะไม่ดีกว่าหรือหากคว้าชัยมาได้ง่าย ๆ?
เขายังสงสัยอยู่ครู่หนึ่งว่า หากหลินอี้เตาได้เป็นผู้นำตระกูล การตัดสินใจของหลานชายจะเป็นเช่นไร?
…
คลื่นสูงหลายสิบจั้งซัดเข้าใส่โล่ป้องกันของเรือวิญญาณ จากนั้นคลื่นได้ถูกตัดแหวกออกโดยทันที
คลื่นพวกนี้ทำลายเรือขนาดใหญ่ได้อย่างง่ายดาย ทว่ามันก็ไม่สามารถสร้างความเสียหายให้กับเรือวิญญาณของสวี่หยางได้เลย
ครู่ต่อมา เรือวิญญาณได้ฝ่าทะลุเกลียวคลื่นสูง
“มองเห็นเกาะหงเยี่ยแล้ว”
สวี่หยางกล่าวอย่างมีความสุข
หลินหวั่นชิงใช้พลังวิญญาณ เร่งความเร็วของเรือขึ้น
เมื่อเดินทางไปได้ครึ่งทางแล้วนั้น สองพี่น้องเกาหยวนและเกาผิงได้ขอลงระหว่างทาง เหตุเพราะต้องการจะไปพักผ่อนที่เมืองเป่ยไห่ก่อน
และหลังจากคนทั้งสองจากไป เรือวิญญาณก็แล่นเข้าสู่อาณาเขตของเกาะหงเยี่ย จากนั้นพวกเขาก็ได้พบกับเฉินหู่ผู้นำของสมาคมหู่เวยกำลังพาคนมาทางนี้
“แม่นางหลิน พี่สวี่!!”
เฉินหู่มองดูคนทั้งสองด้วยสายตาที่ซับซ้อน “ข้าได้รับมอบหมายจากท่านผู้อาวุโสสาม ให้มาคุ้มกันพวกท่านไปที่เกาะ”
หลินหวั่นชิงพูดอย่างดูแคลน “ลุงข้ากังวลว่าจะมีเรื่องเกิดขึ้นกับพวกข้าอย่างนั้นหรือ?”
เฉินหู่ถอนหายใจ “แม่นางหลิน ท่านก็น่าจะรู้ว่าตอนนี้ผู้อาวุโสใหญ่กำลังตามตัวท่านเพื่อสืบสวนว่า… ว่า…”
“สืบสวนว่าข้าเป็นคนสังหารหลินสยงสวี่หรือ? ใช่แล้ว ข้าเพิ่งสังหารลูกชายเขา เขานั้นขี้กังวลเสียจริง”
เฉินหู่ “…”

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ย่างก้าวสู่วิถีเซียน