บทที่ 131 ผลของหมอนจินตนิมิต
“โฮก!!!”
“โฮกโฮก…”
อสูรลิงทั้งสองกรีดร้องเสียงแหลมราวกับว่าพวกมันได้เห็นบางสิ่งที่น่าเหลือเชื่อ และวิ่งเข้ามาหาพวกเขาอย่างบ้าคลั่ง
สวี่หยางขมวดคิ้ว “ระวัง!”
“จี๊ด จี๊ด จี๊ด!!”
หนูสุ่ยหลิงรีบวิ่งขึ้นไหล่ของสวี่หยางพลางส่งเสียงเตือนฝูงลิงไม่ให้มาวุ่นวาย
อสูรลิงระดับสองทั้งสองตัว ดูเหมือนจะสัมผัสได้ถึงบางสิ่งจากบนต้นไม้ที่อยู่ไม่ไกล เหล่าฝูงลิงจึงหยุดกะทันหัน
จากนั้นได้เกิดภาพที่ทำให้สวี่หยางต้องประหลาดใจ
เพราะฝูงลิงที่อยู่ตรงหน้า พากันคุกเข่าและคลานไปหาจุดที่เสิ่นม่านอวิ๋นยืนอยู่
เสิ่นม่านอวิ๋น “…”
เสิ่นม่านอวิ๋นรู้สึกสับสนเล็กน้อยและมองไปที่สวี่หยาง “นี่มันเกิดอันใดขึ้น?”
หลินหวั่นชิงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง “พวกมันคงเห็นเจ้าเป็นเทพกระมัง”
สวี่หยางมองดูเสื้อคลุมระดับสามที่เสิ่นม่านอวิ๋นสวมใส่ ทันใดนั้นเขาก็เดาได้ว่า “บรรพบุรุษของลิงฝูงนี้คืออสูรลิงสีหมอก และลิงตัวนั้นเป็นสัตว์เลี้ยงของเทพธิดาสุ่ยเหลียน ซึ่งตอนนี้เจ้ากำลังสวมเสื้อคลุมของนาง เป็นไปได้หรือไม่ที่ลูกหลานของอสูรลิงเหล่านี้จะคิดว่าเจ้าคือเทพธิดาสุ่ยเหลียน? หรือไม่พวกมันก็อาจจะคิดว่าเจ้าเป็นทายาทของนางกระมัง??”
และคำอธิบายนี้ก็ได้รับการพิสูจน์อย่างรวดเร็ว
หนูสุ่ยหลิงรับหน้าที่เป็นผู้แปล มันวิ่งไปสอบถามและกลับมาอธิบายให้สวี่หยางฟัง
ซึ่งเป็นดังที่สวี่หยางคาดการณ์ไว้ แม้ว่าอสูรลิงสีหมอกที่เป็นบรรพบุรุษของอสูรลิงพวกนี้จะตายไปแล้ว แต่มันได้ถ่ายทอดมรดกของเผ่าอสูรวานรไว้ให้กับลูกหลาน และหนึ่งในนั้นคือเรื่องราวของเทพธิดาสุ่ยเหลียน
ในสามัญสำนึกของพวกมันคือ หากผู้ใดได้รับเสื้อคลุมของเทพธิดาสุ่ยเหลียน นั่นหมายความว่าผู้นั้นเป็นทายาทของนาง ดังนั้นขณะนี้จึงถือได้ว่าเสิ่นม่านอวิ๋นได้เป็นเจ้านายของพวกมัน
เสิ่นม่านอวิ๋นที่ไม่ได้คาดหวังกับสิ่งเหล่านี้ พลันหัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก
สวี่หยางที่รู้สึกประทับใจ หลุดหัวเราะออกมา
หากเป็นเช่นนี้ ก็ไม่มีความจำเป็นที่ต้องส่งคนมาเฝ้าเกาะอีกต่อไป เพราะอสูรลิงเหล่านี้ก็เป็นถึงกลุ่มนักรบที่ทรงพลัง
อสูรลิงคู่นั้นก็มีพลังเทียบเท่ากับขอบเขตสร้างรากฐานของมนุษย์ อีกทั้งมีพลังปราณที่แข็งแกร่ง
“เฮอะเฮอะ เช่นนั้น เชิญพวกเจ้าตามสบายเถิด และอย่าอยู่ดึกนักล่ะ ควรรีบพักผ่อน!”
เสิ่นม่านอวิ๋นไม่รู้ว่าจะพูดอย่างไรดี ดังนั้นนางจึงกล่าวแนะนำแก่เหล่าอสูรลิงว่าให้พวกเขาสนุกสนานกันให้เต็มที่ หากเสร็จธุระแล้วให้กลับไปพักผ่อน
“ขอแสดงความยินดีกับอวิ๋นเอ๋อร์ ผู้ที่กลายเป็นนายหญิงของเหล่าอสูรวานร”
ใบหน้าของหลินอวี้เต็มไปด้วยรอยยิ้ม
หลินหวั่นชิงอมยิ้มและกล่าวว่า “ดูเหมือนว่าพวกเราไม่จำเป็นต้องส่งคนมาประจำการที่นี่เสียแล้ว ม่านอวิ๋นหลังจากนี้ข้าคงจะต้องรบกวนเจ้าสั่งการพวกอสูรลิงแล้วละ”
“อืม แต่เสื้อคลุมตัวนี้ดีจริง ๆ”
เพียงแค่คิด พลังวิญญาณก็ท่วมท้นเต็มเสื้อคลุม ทำให้นางเหาะขึ้นไปในอากาศ ทะยานไปยังท้องฟ้ายามค่ำคืนที่เต็มไปด้วยดวงดาว
“ความเร็วนี้มัน…”
สวี่หยางพูดไม่ออก
เพราะความเร็วของเสิ่นม่านอวิ๋นนั้นเร็วเกินไป
ซึ่งตอนนี้ สมบัติที่เร็วที่สุดในการครอบครองของเขาคือเรือวิญญาณของหลินหวั่นชิง!!
ทว่าความเร็วของเสิ่นม่านอวิ๋นนั้นเร็วกว่าเรือวิญญาณถึงสองเท่า
และที่สิ่งสำคัญคือมันใช้พลังน้อยมาก นั่นแสดงให้เห็นว่าสมบัติชิ้นนี้ยอดเยี่ยมเพียงใด
“เสื้อคลุมตัวนี้ช่างดีอะไรอย่างนี้ ทั้งยังมีหมอนจินตนิมิต…”
จิตใจของสวี่หยางกำลังปั่นป่วน เขาแทบรอใช้หมอนจินตนิมิตไม่ไหวแล้ว
…
หลังจากผ่านไปครึ่งชั่วยาม เสิ่นม่านอวิ๋นที่เหาะจนเหนื่อยล้าก็ค่อย ๆ ร่อนลงมาที่พื้น และได้พบกับสิ่งที่ทำเอาพูดไม่ออก
บุรุษที่แสนดีอย่างสวี่หยางกำลังอุ้มหลินอวี้และหลินหวั่นชิงลงไปพลอดรักในบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์
และร่วมรักกัน!
นางนั้นยังไม่เคยได้ลองทำอย่างนี้กับสวี่หยาง ทว่าพวกเขากลับ…
ในตอนนี้หลินอวี้กำลังร้องครวญครางและกำลังพยายามปีนหนี โดยที่ไม่สนใจว่าเรือนร่างอันบอบบางจะเปื้อนไปด้วยดินโคลนริมน้ำ พยายามตะเกียกตะกายด้วยร่างอันอ่อนแรง
แต่สวี่หยางกลับลากนางมากดลงไปอยู่ใต้ร่างของเขาอีกครั้ง
เสิ่นม่านอวิ๋นประท้วงขึ้นมา “อย่ารังแกพี่อวี้เอ๋อร์นะ!”
สิ้นเสียงนางก็ถอดเสื้อคลุมออกแล้วกระโดดตามลงไปในทันใด
และในไม่ช้า นางก็เริ่มร้องไห้ครวญครางและพยายามตะเกียกตะกายหนี มีสภาพไม่ต่างกับหลินอวี้แม้แต่น้อย
ท่ามกลางน้ำศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้ พละกำลังของสวี่หยางนั้นราวกับได้กินโอสถทิพย์ และเมื่อไม่อาจรับแรงอันหนักหน่วงได้ ทางเดียวที่จะพ้นจากเงื้อมมือของสวี่หยาง นั่นคือการหนีขึ้นฝั่ง
และสิ่งที่ทำให้สตรีทั้งสองประหลาดใจก็คือ หลินหวั่นชิงสามารถทนได้
“สมแล้วที่อยู่ขอบเขตกลั่นลมปราณระดับแปด จุ๊ ๆ สหายเต๋าหลิน ข้าขอยกย่องเจ้าในฐานะวีรสตรี”
สวี่หยางยกนิ้วให้
หลินหวั่นชิงกลอกตา “ด้วยระดับการฝึกฝนของข้า จึงฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว และหากม่านอวิ๋นได้ฝึกฝนจะสร้างผลลัพธ์ที่ดีเช่นกัน”
สวี่หยางว่ายไปข้างหลังนาง “อย่างนั้นหรือ? เจ้าแน่ใจหรือ?”
ร่างกายบอบบางของหลินหวั่นชิงสั่นเทา “ข้าไม่ได้หมายความเช่นนั้น นี่เจ้ายังทำอีกไหวอีกหรือ?”
สวี่หยางพูดอย่างเริงร่า “แน่นอนอยู่แล้ว!”
และไม่นานหลังจากนั้น น้ำก็กระเพื่อมเป็นระลอกคลื่นอีกครั้ง
…
หนึ่งก้านธูปต่อมา
ขณะสวี่หยางกำลังขึ้นฝั่งนั้นเอง เขาได้ใช้จิตเทวะสำรวจเล็กน้อย
เขาพบว่าฝูงลิงล้วนอยู่ไกลออกไป ส่วนทางสองพี่น้องเกาผิงและเกาหยวน สวี่หยางได้ให้พวกนั้นนอนอยู่ริมชายหาดซึ่งอยู่ห่างจากที่นี่ เพื่อป้องกันการถูกรบกวน
เมื่อกลับมาที่กระโจม เขาพบว่าหลินอวี้และเสิ่นม่านอวิ๋นกำลังนอนกอดกัน ขาเรียวยาวไขว้ทับกัน จมอยู่ในห้วงนิทรา
เนื่องจากกอดกันแน่นเกินไป ทำให้แตงหวานคู่โตของทั้งสองถูกบีบจนแบนราวกับแผ่นแป้งทอด
สวี่หยางสูดหายใจเข้าลึก พยายามเสตามองไปทางอื่น ไม่เช่นนั้นหากทนไม่ไหวขึ้นมา พรุ่งนี้จะลำบากเอา
เหตุเพราะพรุ่งนี้ตั้งใจจะรีบเดินทางกลับ
เมื่อเห็นถึงความอัดอั้นของสวี่หยาง หลินหวั่นชิงที่เมื่อยล้าไปทั้งกายก็เอ่ยหยอกล้อว่า “สหายเต๋าสวี่ เจ้ายังมีความกำหนัดอยู่อีกอย่างนั้นหรือ เจ้านี่ช่างหน้าไม่อายเสียจริง!”
“หืม เมื่อครู่นั้น ใครกันที่เอาแต่ตะโกนบอกข้าว่าอย่าหยุด!”
สวี่หยางนอนลงโดยมีหลินหวั่นชิงอยู่ในอ้อมแขน และเขี่ยจมูกนางอย่างหยอกล้อ
เมื่อคิดถึงเรื่องน่าอับอายของตนเมื่อครู่ หลินหวั่นชิงจึงพูดอย่างไม่ยอมรับ “ไม่ ไม่ เจ้ากำลังพูดเรื่องไร้สาระอันใดกัน ข้าไม่ได้ทำเช่นนั้น”
“เอาละ ๆ ไม่มีก็ไม่มี ไม่ใช่เรื่องเดือดร้อนอันใด”
สวี่หยางพูดไม่ออก หลินหวั่นชิงนั้นขี้อายเกินไป คงเร็วไปที่จะหยอกล้อเรื่องพวกนี้กระมัง??
“ไม่คุยกับเจ้าแล้ว เชอะ! ข้าเกลียดเจ้า คนสารเลว!!”
หลินหวั่นชิงสะบัดหน้าหนีด้วยความโกรธและกระทืบเท้าตึงตังไปนอนคนเดียว
“ข้าตายแล้วอย่างนั้นหรือ!”
ครู่ต่อมา สวี่หยางรู้สึกว่าภาพที่มืดมัวนั้นกลับมาเป็นชัดเจนอีกครั้ง
มาลองกันใหม่!
ตู้ม ตู้ม ตู้ม…
คราวนี้สวี่หยางเลือกที่จะวิ่งหนี
ทว่าหลังจากวิ่งไปได้ไม่นาน อสูรลิงก็มาโผล่ตรงหน้า และคราวนี้ดูเหมือนว่าอสูรลิงนั้นจะอ่อนกำลังลงเล็กน้อย
สวี่หยางไม่รู้ว่าความฝันนี้มันจะเป็นเช่นไรต่อไป ด้วยเหตุนี้ เขาจึงยังคงต่อสู้ต่อไปเรื่อย ๆ
และไม่รู้เลยว่าเขานั้นได้ตายไปแล้วกี่ครั้ง
จนกระทั่งครั้งสุดท้ายที่เขาตายนั้น การมองเห็นก็เริ่มมืดลง จนจำอะไรไม่ได้อีกเลย
…
วันถัดมา แสงแรกยามเช้าได้สาดส่องมาบนเกาะแห่งนี้
ใจกลางป่าทึบ เสียงของนกและแมลงร้องระงม เสียงของสายน้ำไหล เสียงเหล่านี้นั้นเมื่อรวมกันแล้วก่อให้เกิดเสียงอันเป็นเอกลักษณ์ท่ามกลางหุบเขาแห่งนี้
สวี่หยางและเสิ่นม่านอวิ๋นตื่นก่อนทุกคน!
“อวี้เอ๋อร์กับหวั่นชิงยังหลับอยู่เลย” เสิ่นม่านอวิ๋นยิ้มพลางลุกขึ้นและจิ้มไปที่หน้าอกของสวี่หยาง “เมื่อคืนเจ้านั้นยอดเยี่ยมเสียจริง อวี้เอ๋อร์กับข้าหัวถึงหมอนก็หลับสนิททันทีเลย เจ้าทำเอาพวกข้าหมดแรงเชียว แล้วหลังจากนั้นเจ้ากับหวั่นชิงร่วมรักกันอีกนานเท่าใดหรือ??”
สวี่หยางกลอกตา “เจ้าเองก็ยอดเยี่ยมเช่นกัน แล้วการที่มาถามเช่นนี้แต่เช้า ระวังจะโดนข้าลงโทษอีกนะ”
เสิ่นม่านอวิ๋นถึงกับพูดไม่ออก “ข้าไม่ได้หมายความเช่นนั้น แล้วนี่เจ้ายังต้องการอีกอย่างนั้นหรือ!”
“เจ้าไม่ต้องการหรอกหรือ? ไม่อย่างนั้น…”
ก่อนที่เขาจะพูดจบ เสิ่นม่านอวิ๋นก็โบกมืออย่างรวดเร็ว “เอาละ ๆ เช่นนั้นข้าจะยกให้เจ้าเป็นผู้ที่อึดทนที่สุด ดีหรือไม่”
สวี่หยางหัวเราะอย่างชอบใจพลางมองเสิ่นม่านอวิ๋นที่กำลังเดินออกไป จากนั้นจิตใจเขาก็กลับมานึกถึงความฝันที่เกิดขึ้นเมื่อคืน
สวี่หยางรู้ว่านั่นไม่ใช่ความฝัน แต่มันคือการจำลองการต่อสู้
ในขณะนี้ ประสบการณ์ต่อสู้ที่เกิดขึ้นเมื่อคืนได้รวมเข้ากับจิตใจของสวี่หยางไว้แล้ว ราวกับว่าเขาได้ผ่านประสบการณ์ต่อสู้เฉียดตายมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน
“ประสบการณ์การต่อสู้นั้นมีประโยชน์มาก!”
สวี่หยางรู้สึกพึงพอใจ ถึงแม้ว่าการต่อสู้ที่เขาพบเจอนั้นจะไม่ได้เพิ่มความแข็งแกร่งให้เขา ทว่าการได้รับประสบการณ์ต่อสู้นั้นก็มีความสำคัญมากเช่นกัน
อย่างเช่น หากเขาได้พบกับผู้ที่มีพลังแข็งแกร่งพอ ๆ กัน เขาจะสามารถเอาชนะได้อย่างง่ายดายด้วยการใช้ประสบการณ์การต่อสู้ที่ฝึกฝนมาอย่างยาวนาน
“อืม…”
หลินหวั่นชิงตื่นในเวลาต่อมา และเมื่อนึกถึงความฝันเมื่อคืน นางก็ตระหนักได้ทันที
“ข้าตายไปไม่รู้กี่ครั้ง แต่… มันมีประโยชน์ต่อข้าอย่างมาก มันช่างดีเหลือเกิน หลังจากนี้ข้าจะค่อย ๆ ศึกษาวิธีลอบโจมตีและสังหารศัตรูให้จงได้”
หลินหวั่นชิงจับมือของสวี่หยางและพูดอย่างมีความสุข
“เช่นนั้นก็ดีแล้ว ถ้าอย่างนั้นออกไปกันเถอะ”
หลินอวี้นั้นยังไม่ตื่น ดังนั้นสวี่หยางจึงไม่อยากจะรบกวนและต้องการปล่อยให้นางได้พักผ่อนต่อ
สวี่หยางใช้เวลาไปทั้งวันในการสำรวจให้ทั่วทั้งเกาะแห่งนี้
และในที่สุดภายใต้สายตาก็หยุดอยู่ที่พวกอสูรลิง เขาพร้อมจะออกจากที่แห่งนี้แล้ว
ซึ่งมีสิ่งหนึ่งที่สวี่หยางยังไม่รู้ นั่นก็คือตระกูลหลินในขณะนี้นั้น หลินเวยกำลังโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ
เหตุเพราะไพ่วิญญาณในห้องลับของหลินสยงสวี่สลายเป็นผุยผง
ไพ่วิญญาณนี้เป็นตราประทับวิญญาณของผู้ใช้ โดยที่สมาชิกคนสำคัญของตระกูลจะทิ้งไพ่วิญญาณเอาไว้ให้คนในตระกูล
หากไพ่สลายนั่นหมายถึงผู้ที่เป็นเจ้าของได้สิ้นใจแล้ว และสิ่งนี้จะทำให้คนในตระกูลทราบโดยทันที

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ย่างก้าวสู่วิถีเซียน