เข้าสู่ระบบผ่าน

ย่างก้าวสู่วิถีเซียน นิยาย บท 130

บทที่ 130 ถ้ำลึกลับ

สวี่หยางจับมือของเสิ่นม่านอวิ๋นเอาไว้ ทั้งสองมีเครื่องรางป้องกันส่งพลังห่อหุ้มร่างกายทำให้สามารถอยู่ใต้น้ำได้

ความลึกที่ริมฝั่งเพียงฉื่อครึ่งเท่านั้น ทว่าเมื่อดำลงไประดับความลึกของบ่อน้ำแห่งนี้กลับยิ่งลึกลงเรื่อย ๆ จนสุดท้ายได้ดำลึกลงถึงไปหลายสิบจั้ง

การเดินทางอยู่ใต้น้ำโดยมีฝูงปลาคอยแหวกว่ายเคียงข้างนั้น ช่างสร้างความรู้สึกที่แสนพิเศษเสียจริง

เนื่องจากใช้เครื่องรางป้องกันจึงทำให้เสื้อผ้าของคนทั้งสองไม่เปียกน้ำ และมาถึงปากทางเข้าถ้ำอย่างรวดเร็ว

สวี่หยางไม่ได้ผลีผลามเข้าไป ในระยะอันใกล้นี้ สวี่หยางไม่เพียงใช้จิตเทวะในการสำรวจเท่านั้น แต่ยังได้ใช้ตรวจจับปราณวิญญาณด้วย

ทำให้ตระหนักอีกครั้งว่า มันเป็นเพียงม่านพลังธรรมดา ๆ และอาจเพราะไม่ได้รับปราณวิญญาณมานาน จึงทำให้พลังนั้นดูอ่อนแอลงมาก

สวี่หยางเดาว่าบางทีในอีกร้อยปี ม่านพลังนี้อาจสูญสลายไปจนหมด

“เสี่ยวเฉียง เจ้าเข้าไปดูสิ”

โดยไม่ลังเล สวี่หยางได้ส่งหนูสุ่ยหลิงออกไป

หนูสุ่ยหลิงแสดงความไม่เต็มใจเล็กน้อย แต่มันก็ยังคงกระโดดเข้าสู่พื้นที่ภายในม่านพลังนั้น

ภายในมีพื้นที่ประมาณยี่สิบตารางหมี่ การตกแต่งดูคล้ายกับบ้านหลังเล็ก ๆ หลังหนึ่ง มีโต๊ะหิน เก้าอี้หิน และสุดท้ายนั่นคือเตียงหินหลังหนึ่ง

เตียงหินนี้มีโครงกระดูกอยู่บนนั้น โครงกระดูกนั้นมีความใสแวววาว และสวมชุดคลุมคล้ายผ้าไหมสีแดง เท่านี้ก็ตัดสินได้แล้วว่าโครงกระดูกนี้ไม่ใช่เพียงโครงกระดูกธรรมดาแน่นอน

ศีรษะของร่างนี้กำลังนอนอยู่บนหมอนหยกใส หมอนหยกนั้นเปล่งแสงจาง ๆ สร้างแสงสว่างให้กับภายในพื้นที่เล็ก ๆ แห่งนี้

“จี๊ด จี๊ด จี๊ด…”

หนูสุ่ยหลิงกระโดดขึ้นไปบนเตียงอย่างรวดเร็ว มันรู้ดีว่าไม่ควรแตะต้องสิ่งใดที่นี่มั่วซั่ว มันจึงเพียงมองดูกะโหลกสีแดงอมชมพูที่อยู่เบื้องหน้าด้วยความสงสัย

เมื่อเห็นว่าไม่มีสิ่งอันตราย สวี่หยางและเสิ่นม่านอวิ๋นก็พยักหน้าให้กันทันที

เสิ่นม่านอวิ๋นยื่นมือเรียวออกไปทำลายม่านพลังของที่แห่งนี้

หลังจากนั้นเพียงอึดใจเดียว นางก็ส่งสัญญาณบอกว่าสามารถเข้าไปได้

ขณะที่คนทั้งสองก้าวเข้ามา สวี่หยางรู้สึกว่าร่างกายของตนเบาขึ้น และด้วยปราณวิญญาณที่มีอยู่หนาแน่น ทำให้รู้สึกเหมือนจะลอยได้อย่างไรอย่างนั้น

“เป็นที่ที่ดีเลยทีเดียว จะต้องมีเส้นชีพจรวิญญาณอยู่ที่นี่ และคุณภาพก็ไม่แย่เลย”

สวี่หยางคาดเดา

เสิ่นม่านอวิ๋นสังเกตเห็นการก่อตัวบนพื้นดิน ทำให้คิดบางสิ่งได้ จากนั้นจึงพยักหน้าและกล่าวว่า “เช่นนี้เองสินะ! ที่แห่งนี้มีเส้นชีพจรวิญญาณระดับสามอยู่ ทว่าเส้นชีพจรวิญญาณถูกกักขังโดยค่ายกลควบแน่นวิญญาณระดับสี่ จึงทำให้เส้นชีพจรวิญญาณทั้งหมดมารวมตัวกันในถ้ำแห่งนี้ ซึ่งส่งผลให้ที่นี่เกิดปราณวิญญาณอันอุดมสมบูรณ์”

“ค่ายกลควบแน่นวิญญาณระดับสี่หรือ”

สวี่หยางตะลึง คนที่สามารถสร้างค่ายกลควบแน่นวิญญาณระดับสี่ได้นั้น อย่างน้อยต้องอยู่ขอบเขตจินตานหรืออาจสำเร็จถึงขอบเขตวิญญาณแรกกำเนิด!!

เสิ่นม่านอวิ๋นกล่าวต่อ “เป็นเพราะค่ายกลควบแน่นวิญญาณระดับสี่นั่นเอง ปราณวิญญาณใต้น้ำจึงเข้มข้นจนกลั่นเป็นของเหลว และของเหลวเหล่านี้ได้รวมเข้ากับน้ำ ทำให้บ่อน้ำที่นี่กลายเป็นน้ำศักดิ์สิทธิ์”

“เข้าใจแล้ว”

สวี่หยางตระหนักได้ทันทีและเดินไปที่เตียงหิน

โครงกระดูกขาวใสแวววาวและเสื้อคลุมไหมสีแดงที่ร่างนี้สวมใส่อยู่นั้นมองดูแล้วมีมูลค่าไม่น้อยเลยทีเดียว ถึงแม้ว่าจะหลับใหลมาหลายปีแล้วก็ตาม แต่ร่างนี้ยังคงเต็มไปด้วยปราณวิญญาณ

“นี่มันเสื้อคลุมระดับสาม!!”

สวี่หยางมองไปที่เสิ่นม่านอวิ๋นด้วยสีหน้าดีใจ

การมาที่นี่ แค่ได้เสื้อคลุมนี้ก็เพียงพอทำให้พวกเขามีความสุขแล้ว

เป็นที่รู้กันว่าพลังการป้องกันที่แข็งแกร่งของเสื้อคลุมระดับสาม สามารถต้านทานยอดฝีมือขอบเขตสร้างรากฐานได้ และหากมีลมปราณที่แข็งแกร่งยังสามารถใช้รับการโจมตีจากผู้บำเพ็ญมนุษย์ที่บรรลุขอบเขตจินตานได้เล็กน้อย

นี่จะเป็นไพ่ตายที่เอาไว้ใช้ในยามฉุกเฉิน

“เอ๊ะ หมอนหยกนี่ก็ดูไม่ธรรมดาเหมือนกันนะ”

เสิ่นม่านอวิ๋นมองไปที่หมอนหยกใต้กะโหลกศีรษะ แม้ว่ามันจะดูธรรมดาและไม่สามารถสัมผัสได้ถึงความผันผวนของปราณวิญญาณเลย แต่องค์ประกอบของมันทำให้ดูไม่ธรรมดาอย่างเห็นได้ชัด

สวี่หยางใช้จิตเทวะตรวจสอบ และพบว่าหลังจากที่จิตเทวะเข้าไปนั้น มันได้สลายไปไร้ปฏิกิริยาใด ๆ

สิ่งนี้ยังทำให้เขาประหลาดใจยิ่ง “ล่วงเกินแล้ว”

จากนั้นเขาก็ย้ายกะโหลกศีรษะออกแล้วหยิบหมอนหยกมาไว้ในมือ

รูปร่างของหมอนหยกนี้แม้จะดูไม่แตกต่างจากหมอนทั่วไป แต่มันทำมาจากหยกชั้นดี

ทั้งสวี่หยางและเสิ่นม่านอวิ๋นพบว่าตนไม่เคยเห็นหยกเช่นนี้มาก่อน ทั้งคู่คาดเดาว่ามันอาจมาจากอีกฟากของทะเล

ว่ากันว่า ในอีกฟากของทะเลนั้น เป็นพื้นที่กว้างใหญ่ไพศาล และในพื้นที่นี้เองคือดินแดนเซียน

ที่ดินแดนเซียนทางตอนเหนือเป็นพื้นที่ที่ค่อนข้างล้าหลัง สาเหตุหลักมาจากปราณวิญญาณที่ไม่ดี ทั้งยังขาดแคลนโอสถวิญญาณและวัตถุดิบต่าง ๆ ส่งผลให้ผู้บำเพ็ญมนุษย์ที่นั่นมีพลังด้อยกว่าที่อื่น

ทันใดนั้นเอง หมอนหยกก็ส่งกระแสข้อมูลออกมา

หลังจากที่สวี่หยางได้รับข้อมูลนั้น ใบหน้าผู้หญิงคนหนึ่งพลันปรากฏในใจ

สวี่หยางรู้ได้ทันทีว่านี่คือเจ้าของถ้ำแห่งนี้

“เทพธิดาสุ่ยเหลียนงั้นหรือ”

สวี่หยางพูดเสียงเบา

ข้อมูลคร่าว ๆ บอกว่า นามของนางคือเทพธิดาสุ่ยเหลียน นางมาจากดินแดนเซียนในเมืองหลวงโบราณของราชวงศ์ทางใต้เมื่อสองร้อยกว่าปีก่อน และนางยังเป็นเจ้าสำนักกระบี่วารีในเมืองหลวงแห่งนั้นด้วย

เป็นเพราะนางได้เผชิญหน้ากับคนทรยศ ทำให้ต้องหนีมาที่นี่พร้อมกับสัตว์เลี้ยงอย่างอสูรลิงสีหมอก

เนื่องจากบาดเจ็บสาหัส นางจึงไม่สามารถกลับออกไป และทำได้เพียงพักฟื้นอยู่ที่นี่เท่านั้น

แต่น่าเสียดายที่หลังจากอยู่ได้ระยะหนึ่ง อาการบาดเจ็บกลับยิ่งรุนแรงขึ้น และไม่มีทางจะรักษาได้

หลังจากนั้น นางจึงได้ปล่อยสัตว์เลี้ยงอย่างอสูรลิงสีหมอกไป ส่วนนางก็ได้สิ้นใจลงในที่แห่งนี้

ก่อนนางจะสิ้นใจ ได้มีการทิ้งสมบัติลับไว้สองชิ้น

หนึ่งคือเสื้อคลุมป้องกันระดับสาม… เสื้อคลุมขนหงส์เพียวเหมี่ยว

และอีกหนึ่งคือหมอนในมือของสวี่หยาง… หมอนจินตนิมิต

เสื้อคลุมขนหงส์เพียวเหมี่ยวได้ถูกแบ่งออกเป็นระดับต่าง ๆ ที่ง่ายต่อการเข้าใจ มันไม่เพียงแต่มีพลังป้องกันที่แข็งแกร่ง แต่ยังสามารถใช้พลังของเสื้อคลุมในการเหาะในอากาศได้ ทั้งยังใช้ปราณเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

ว่ากันว่าหมอนจินตนิมิตได้รับการตั้งชื่อโดยเทพธิดาสุ่ยเหลียนเอง นางไม่รู้ว่าของชิ้นนี้อยู่ในระดับใด แต่รู้ว่ามันมีความสามารถอย่างหนึ่ง นั้นคือเมื่อนอนหลับบนหมอนใบนี้จะสามารถเข้าสู่พื้นที่จินตนิมิต ซึ่งที่แห่งนี้สามารถนำมาใช้ฝึกฝนตนเองหรือจะนำมาฝึกฝนวิชาการต่อสู้ก็ได้

หลังจากที่สวี่หยางทำความเข้าใจ ทำให้เขารู้ถึงวิธีการใช้งานทันที

มันเหมือนกับสมบัติศักดิ์สิทธิ์ที่ใช้สำหรับการฝึกฝน

เขาเคยได้ยินเกี่ยวกับสมบัติศักดิ์สิทธิ์ประเภทนี้ แต่ส่วนใหญ่แล้วเกี่ยวข้องกับการสร้างดินแดนลับ ซึ่งการเข้าสู่ดินแดนลับนั้นใช้เพื่อฝึกฝนการต่อสู้

สำนักขนาดใหญ่ล้วนมีสมบัติศักดิ์สิทธิ์นี้

อย่างเช่นสำนักชิงหยาง หนึ่งในวิธีการคัดเลือกนั้นคือการเข้าไปยังหอคอยและต่อสู้กับหุ่นจำลองภายใน

หรือก็คือ เขาไม่ได้ถูกโชคชะตาลิขิตไว้ให้เป็นเจ้าของสมบัติและความมั่งคั่งเหล่านั้น

หลังขึ้นมาจากน้ำ สวี่หยางได้เล่าเรื่องราวทั้งหมดอีกครั้ง

ภรรยาทั้งสามก็ตระหนักได้ทันที

หลินอวี้มองไปที่พื้นน้ำด้วยความประหลาดใจ “ไม่แปลกใจเลยที่ฝูงอสูรลิงถึงอยู่ที่นี่ พวกมันคือสัตว์เลี้ยงของเทพธิดาสุ่ยเหลียนนี่เอง”

“ใช่แล้วละ ลิงที่นี่ล้วนเป็นลูกหลานของอสูรลิงสีหมอก ทว่าสายเลือดนั้นจางลงแล้ว ทำให้พวกมันกลายเป็นพวกเลือดผสม”

สวี่หยางกล่าว

เสิ่นม่านอวิ๋นริเริ่มที่จะหยิบเสื้อคลุมขนหงส์เพียวเหมี่ยวออกมา นางมองด้วยสายตาที่ไม่เต็มใจเล็กน้อย จากนั้นมองไปยังหลินอวี้และหลินหวั่นชิงพลางกัดฟันเอ่ยถาม “นี่คือเสื้อคลุมระดับสาม พวกเจ้าคนใดจะรับมันไป?”

สวี่หยางรู้สึกอึดอัดใจขึ้นมากะทันหัน

การจะมอบเสื้อคลุมระดับสามที่มีเพียงตัวเดียวให้กับภรรยาทั้งสามนั้น ช่างเป็นเรื่องที่ตัดสินใจยากนัก

หากเขาจะสุ่มมอบให้คนใดคนหนึ่ง อาจทำให้อีกสองคนรู้สึกน้อยใจ

และหากเกิดอารมณ์ด้านลบ ค่าความพึงพอใจก็จะลดลงด้วย

เมื่อคิดถึงเรื่องนี้ ยิ่งทำให้สวี่หยางรู้สึกปวดหัวอย่างมาก

โชคดีที่หลินอวี้เริ่มเอ่ย “ข้าเป็นเพียงมนุษย์ธรรมดา ให้ข้ามาก็ไม่สร้างประโยชน์อันใด”

หลินหวั่นชิงก็ส่ายศีรษะ พลางสางผมด้านซ้ายเล่น “ก่อนหน้านี้สามีได้ให้ผ้าหลากสีหลงเฟิ่งและยันต์แสงทองกับข้า นั่นก็เพียงพอแล้วละ ข้าคิดว่า ม่านอวิ๋นเจ้าควรจะรับมันไว้นะ!”

“เช่นนั้น…”

แน่นอนว่าเสิ่นม่านอวิ๋นชอบเสื้อคลุมระดับสามนี้มาก

อย่างไรก็ตาม เพื่อความสามัคคีในครอบครัว นางหันไปมองสวี่หยาง โดยหวังให้สามีเป็นผู้ตัดสินใจ

สวี่หยางยิ้มและพยักหน้า “เอาละม่านอวิ๋น ถ้าเช่นนั้นเจ้าก็เป็นคนเก็บไว้เถิด”

เสิ่นม่านอวิ๋นสุขใจมากและกล่าวขอบคุณหลินอวี้กับหลินหวั่นชิงสำหรับความเอื้อเฟื้อนี้ “ขอบคุณอวี้เอ๋อร์และหวั่นชิงมาก อวี้เอ๋อร์ ข้าจำได้ว่าเจ้าเพิ่งจะสูญเสียหุ่นเชิดไป ถ้าเช่นนั้นข้าจะช่วยซื้อให้อีกตัวหนึ่ง”

หลินอวี้ตอบกลับทั้งรอยยิ้ม “อวิ๋นเอ๋อร์พูดอย่างนั้นได้อย่างไร ก็เราเป็นครอบครัวเดียวกันนี่”

“ฮ่าฮ่าฮ่า ใช่แล้วละ เห็นหรือไม่ว่าสิ่งที่พวกเราได้รับนั้นได้ถูกแบ่งให้กันอย่างสมเหตุสมผล ไม่ใช่ลำเอียงไปทางใดทางหนึ่ง ดังนั้นอย่าคิดมากไปเลย”

สวี่หยางพยักหน้าด้วยความพอใจ เขารู้สึกยินดีมากที่ภรรยาทั้งสามรักใคร่สามัคคีกันเช่นนี้

คืนนั้นสวี่หยางได้ตั้งกระโจมที่เรียบง่ายริมแม่น้ำ

ด้านข้างกระโจมนั้นมีกองไฟกำลังลุกไหม้อยู่

และเนื้อที่ย่างจนสุกก็ส่งกลิ่นหอมหวนจนดึงดูดฝูงลิงเข้ามา

“ลิงพวกนี้โลภมากเสียจริง”

สวี่หยางไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากโยนเนื้อแห้งให้พวกมัน

ในขณะที่เขากำลังย่างเนื้อ เสิ่นม่านอวิ๋นได้สวมเสื้อคลุมขนหงส์เพียวเหมี่ยวตามคำแนะนำของหลินอวี้และหวั่นชิง

ตอนนี้ เสิ่นม่านอวิ๋นจึงดูราวกับเซียนที่ถูกขับไล่ลงมายังโลก

ทันใดนั้น อสูรลิงระดับสองทั้งสองตัวได้ส่งเสียงคำรามและวิ่งตรงมาทางนี้อย่างรวดเร็ว

ประวัติการอ่าน

No history.

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ย่างก้าวสู่วิถีเซียน