เข้าสู่ระบบผ่าน

ย่างก้าวสู่วิถีเซียน นิยาย บท 129

บทที่ 129 ทำข้อแลกเปลี่ยนกับอสูรลิง

“ดี!”

สวี่หยางรู้สึกพึงพอใจเมื่อเห็นหุ่นเชิดทั้งสองตัวถูกทำลายลง แปลว่าวิชาควบคุมหุ่นเชิดที่หลินอวี้เล่าเรียนมาในครั้งก่อนไม่ได้สูญเปล่า

ทำให้การต่อสู้เมื่อครู่นั้น ทำผลงานได้ไม่เลวทีเดียว

ท้ายที่สุดแม้หุ่นของหลินสยงสวี่จะสู้กับเทพีหมายเลขหนึ่งได้อย่างสูสี แต่องค์ประกอบของมันเหนือกว่ามาก หากการต่อสู้ยังดำเนินต่อไป เทพีหมายเลขหนึ่งต้องพ่ายแพ้แน่นอน

หากหุ่นเชิดของหลินสยงสวี่คว้าชัย มันอาจหันมาโจมตีเรือวิญญาณด้วยการทำลายตนเอง เช่นนั้นแล้วคงเกิดการสูญเสียอย่างใหญ่หลวง สวี่หยางที่ไม่อยากให้เกิดการสูญเสีย จึงคิดว่าสิ่งที่หลินอวี้ทำนั้นถูกต้องแล้ว

แน่นอนว่าหุ่นเชิดอย่างเทพีหมายเลขหนึ่งนั้นมีมูลค่าสูง ถึงจะน่าเสียดายที่ต้องสูญเสียมันไป แต่ก็ไม่มีทางเลือกอื่นแล้วเช่นกัน

เมื่อเทพีหมายเลขหนึ่งถูกทำลายไป หลินอวี้ได้หยิบหุ่นเชิดอีกตัวหนึ่งออกมาทันที

นี่คือเทพีหมายเลขสอง ข้อแตกต่างคือสามารถเคลื่อนที่ได้เพียงบนบกเท่านั้น ไม่สามารถเหาะบนฟ้าได้

เมื่อหุ่นเชิดของตนถูกทำลายไปแล้ว หลินสยงสวี่พลันรู้สึกหวาดกลัว

เขามองไปยังคนกลุ่มนี้ และพบว่าไม่รู้จักใครเลยนอกจากหลินหวั่นชิง

“นางแพศยานี่มีลูกน้องเยอะขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อใดกัน?”

แฮ่ก แฮ่ก!

ในตอนนี้ หลังจากถูกโจมตีด้วยร่มพันกลมาอย่างหนักหน่วง อาการเจ็บปวดของบาดแผลมากมายทำให้ร่างกายของเขาชาไปทั้งตัว เสื้อคลุมระดับสูงได้รับความเสียหายอย่างหนักเช่นกัน

เวลานี้ เสิ่นม่านอวิ๋นและหลินหวั่นชิงมาถึงพร้อมกัน

“หลินสยงสวี่ วันนี้จะเป็นวันตายของเจ้า”

หลินหวั่นชิงกล่าวเสียงดัง ก่อนจะสะบัดผ้าหลากสีหลงเฟิ่งที่ดูราวกับแส้ยาวขนาดใหญ่ไปทั่วท้องฟ้า จากนั้นมันก็ปล่อยพลังออกมา

สิ่งนี้คือศัสตราศักดิ์สิทธิ์ระดับสอง

ศัสตราศักดิ์สิทธิ์ชิ้นนี้แม้มันดูเหมือนผ้านิ่ม ๆ ธรรมดาทั่วไป ทว่าเมื่อถูกใช้งานจะกลายเป็นอาวุธอันทรงพลัง ทุกครั้งที่โจมตี จะสามารถสร้างพลังมหาศาลออกมา

โดยเฉพาะส่วนหน้าของปลายผ้านั้นมีความคมกริบ สามารถตัดได้แม้แต่ภูเขาหรือหินผา

“นี่มันศัสตราศักดิ์สิทธิ์ระดับสอง หลินหวั่นชิง นางแพศยาอย่างเจ้ามีของดี ๆ แบบนี้ได้อย่างไรกัน?”

หลินสยงสวี่อิจฉาอย่างมาก เขาคิดมาโดยตลอดว่าภายใต้อำนาจการปกครองของบิดา ไม่ว่าสมบัติหรือเส้นสายในตระกูล มีเพียงเขาผู้เดียวเท่านั้นที่ได้รับสิ่งที่ดีที่สุด

ทว่าเมื่อเทียบกับหลินหวั่นชิงแล้ว มันทำให้เขาดูด้อยค่าขึ้นมาทันใด

ไม่มีเวลาให้คิดมากความ เขารีบหยิบเครื่องรางป้องกันระดับหนึ่งคุณภาพต่ำชิ้นหนึ่งออกมา

เกิดเสียงระเบิดดังขึ้น พร้อมกับโล่ป้องกันที่ถูกทำลายลง ทำให้หลินสยงสวี่ไม่อาจต้านทานพลังอันรุนแรงนี้ได้ เขากระอักเลือดออกมาเต็มปาก ร่างถูกอัดกระแทกลงกับพื้น ฝุ่นทรายลอยฟุ้งเต็มอากาศ

เวลานี้ เขาถูกขนาบข้างไว้ด้วยผู้บำเพ็ญขอบเขตกลั่นลมปราณระดับเก้าและผู้บำเพ็ญขอบเขตกลั่นลมปราณระดับแปด หลินสยงสวี่อยู่ในสภาพไร้ทางสู้ ความตื่นตระหนกบนใบหน้ารุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ มือไม้เริ่มอ่อนแรง

สวี่หยางสัมผัสได้ว่าพลังวิญญาณในร่างกายของอีกฝ่ายเริ่มลดลง ทว่าไม่ใช่เพราะหมดกำลังแต่เป็นเพราะความตื่นตระหนก

เหตุเพราะขาดประสบการณ์การต่อสู้ เป็นผลมาจากได้รับการปรนนิบัติจนเคยตัว

ในความเป็นจริงแล้ว หลินสยงสวี่ก็เป็นถึงผู้บำเพ็ญขอบเขตกลั่นลมปราณระดับเก้า ทั้งยังร่ำรวยเงินทอง หากช่ำชองประสบการณ์การต่อสู้มากกว่านี้ มุ่งเน้นไปที่การหลบหนี พวกของสวี่หยางอาจทำได้เพียงสร้างบาดแผลเล็ก ๆ น้อย ๆ เท่านั้น

แต่หลินสยงสวี่ไม่ได้ทำเช่นนั้น เขาเลือกที่จะต่อสู้และหลบหนีในเวลาเดียวกัน ทำให้เขาเสียเวลาอย่างมาก

จนกระทั่งหลินหวั่นชิงและเสิ่นม่านอวิ๋นตามมาถึง เขาจึงไม่มีโอกาสได้หนีอีก

“หวั่นชิง หวั่นชิง มีอันใดก็คุยกันดี ๆ เถิด อย่างน้อยเราก็คนตระกูลเดียวกัน”

หลินสยงสวี่รีบตะโกนอย่างตื่นตระหนก

“เฮอะ เมื่อครู่เจ้ายังเรียกข้าว่านางแพศยามิใช่หรือ?”

หลินหวั่นชิงแสดงท่าทีสมเพช

“ข้าผิดไปแล้ว พี่ชายสำนึกผิดแล้ว”

“ฮึ!”

หลินหวั่นชิงแค่นเสียงเย็น จากนั้นเกิดเสียงฟ้าร้องและเสียงระเบิดดังมาจากผ้าหลากสีหลงเฟิ่ง หลินสยงสวี่ถูกพลังนั้นซัดกระเด็น ทำให้มือข้างหนึ่งหักและเสื้อคลุมฉีกขาดเป็นชิ้น ๆ มันได้สูญเสียพลังวิญญาณและกลายเป็นแค่เสื้อผ้าธรรมดา ๆ

ฉัวะ!

หลินหวั่นชิงเดินมาหยุดด้านหน้าหลินสยงสวี่

“ช้าก่อน!”

หลินสยงสวี่พยายามร้องขอชีวิตเป็นครั้งสุดท้าย เขาเงยหน้าขึ้นมองหลินหวั่นชิงและหอบหายใจอย่างรุนแรง “ญาติผู้น้อง ตอนเล็ก ๆ ข้าเป็นคนพาเจ้าไปซื้อขนม เจ้าลืมไปแล้วหรือ!”

ฟึ่บ!

สิ่งที่ตอบกลับเขาคือ เคล็ดวิชาตัดวิญญาณของหลินหวั่นชิง

โดยไม่ทันตั้งตัวศีรษะของหลินสยงสวี่ลอยกระเด็นไปตกที่ชายหาด ทำให้สีของน้ำทะเลแถบนั้นกลายเป็นสีแดงฉาน ทว่าได้ถูกระลอกคลื่นซัดจนสีนั้นจางลงอย่างรวดเร็ว และไม่นานสีของน้ำทะเลก็คืนสู่สภาพเดิม

“อู๊ก อู๊ก อู๊ก!”

เมื่อเห็นการตายของศัตรู อสูรลิงระดับสองทั้งสองตัวจึงทุบหน้าอกของพวกมันและคำรามเสียงดังพลางใช้สายตามองอย่างโกรธแค้น แต่หลังจากเห็นการกระทำของพวกสวี่หยางแล้ว พวกมันก็ไม่โง่พอที่จะเข้าใกล้ ทำเพียงคุกคามพวกเขาจากระยะไกลเท่านั้น

“พี่ใหญ่สวี่ แล้วพี่ชายของข้า…”

เกาผิงลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะรวบรวมความกล้าพูดออกมา

“เขายังมีชีวิตอยู่”

สวี่หยางพยักหน้าตอบ ขณะเขาไล่ตามหลินสยงสวี่นั้น จิตเทวะของเขาได้ค้นพบตำแหน่งของเกาหยวนโดยบังเอิญ อีกฝ่ายนั้นยังมีชีวิตอยู่จริง ๆ แต่ถูกกลุ่มอสูรลิงจับตัวเอาไว้

ดูจากพฤติกรรมของอสูรลิงเหล่านี้แล้ว พวกมันไม่ได้ต้องการที่จะทำร้ายมนุษย์ ดังนั้นพวกมันน่าจะมีเหตุผลบางอย่าง

เมื่อนึกเช่นนั้น สวี่หยางจึงพยายามลองสื่อสาร

คาดไม่ถึงว่าอสูรลิงจ่าฝูงตัวผู้จะเดินเข้ามาหาเขาเอง

“ปราณระดับสองหรือ”

สวี่หยางสัมผัสได้ถึงพลังปราณอันแข็งแกร่งของอสูรลิงตัวนี้ อสูรลิงจงใจเปิดเผยพลังของมันเพื่อแสดงความแข็งแกร่งและเตือนสวี่หยางไม่ให้ทำการบุ่มบ่าม

สวี่หยางคุยกับมันอย่างตรงไปตรงมา “พวกข้าเป็นศัตรูกับคนกลุ่มนี้และมาที่นี่โดยไม่มีเจตนาร้าย”

อสูรลิงดูเหมือนจะเข้าใจ จากนั้นได้โบกไม้โบกมือพลางร้องคำรามราวกับแสดงความต้องการบางอย่าง

“สหายเต๋าสวี่ ดูเหมือนอสูรลิงตัวนี้ต้องการให้พวกเราช่วยเหลือนะ”

หลินหวั่นชิงคาดเดา

“น่าเสียดายที่ข้าไม่เข้าใจสิ่งที่มันพูด” ทันใดนั้นเอง หนูสุ่ยหลิงที่อยู่ในขากางเกงของสวี่หยางได้คลานออกมา มันพยายามกระโดดไปมา

แม้ว่าจะทำกำไรได้น้อยกว่าการนำน้ำศักดิ์สิทธิ์ไปขายเอง แต่การที่ได้รับการคุ้มครองย่อมดีกว่า

สวี่หยางไม่ได้รีบร้อนออกจากที่นี่

เกาะแห่งนี้มีขนาดไม่เล็กเลย และในฐานะผู้ค้นพบคนแรก เขาก็พร้อมที่จะสำรวจเกาะนี้ให้ละเอียด

หลังจากนี้หลินหวั่นชิงจะได้ครอบครองเกาะนี้ ดังนั้นเกาะนี้จึงถือได้ว่าเป็นของเขาเช่นกัน ภายภาคหน้าจะต้องจัดการคุ้มกันเกาะแห่งนี้เป็นอย่างดี

เขาได้ให้สองพี่น้องเกาหยวนและเกาผิงทำความคุ้นเคยกับสถานที่แห่งนี้เช่นกัน

ส่วนเขาและภรรยาทั้งสามจะไปเก็บเกี่ยวผลประโยชน์จากร่างของหลินสยงสวี่

“หลินสยงสวี่ผู้นี้เป็นถึงลูกชายคนโปรดของหลินเวย เขาจึงมีของติดตัวดี ๆ มากมาย รวมถึงหินวิญญาณมากกว่าสองพันก้อนเลยทีเดียว”

สวี่หยางรู้สึกว่าช่างน่าเสียดาย เพราะการเลี้ยงดูที่คอยตามใจหลินสยงสวี่ จึงทำให้คนคนนี้มีชีวิตไม่ยืนยาวนัก

“เฮ้อ น่าเสียดายที่เทพีหมายเลขหนึ่งถูกทำลาย” หลินอวี้ถอนหายใจ

สวี่หยางโอบกอดนางและหัวเราะเบา ๆ “แค่คนไม่เป็นไรก็พอแล้ว ข้าจะซื้อหุ่นเชิดตัวใหม่ให้ภายหลัง”

“อื้อ อื้อ”

จากนั้นพวกเขาได้มาถึงด้านหนึ่งของบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์

ตามเส้นทางที่เดินเข้าไป เต็มไปด้วยต้นไม้เก่าแก่มากมาย ใบไม้กองหนาร่วงอยู่ใต้ต้นไม้ งูและมดมีให้เห็นตลอดเส้นทาง ที่แห่งนี้แม้แต่พวกอสูรลิงก็ไม่ค่อยอยากมานัก

สถานที่แห่งนี้เต็มไปด้วยหินแปลก ๆ สวี่หยางเดินมาหยุดอยู่บริเวณนี้ ที่ซึ่งเป็นต้นกำเนิดของบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์

อุณหภูมิของที่นี่กำลังพอเหมาะ มีน้ำศักดิ์สิทธิ์พุ่งออกมาจากกลางโขดหินรูปทรงประหลาด รวมกลายเป็นบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์

“จากนี้ไปเรียกสถานที่แห่งนี้ว่าเกาะหลิงถังเถอะ” สวี่หยางแนะนำ

“น้ำศักดิ์สิทธิ์พุ่งออกมาอย่างไร้ที่มาที่ไป มีสิ่งใดอยู่ข้างใต้อย่างนั้นหรือ?”

เสิ่นม่านอวิ๋นยื่นมืออันเรียวยาวออกมาสัมผัสน้ำพุศักดิ์สิทธิ์เบื้องหน้า

น้ำพุศักดิ์สิทธิ์นั้นให้ความรู้สึกอุ่นและจักจี้เมื่อไหลผ่านมือ

สวี่หยางมองน้ำพุ เร็วเท่าความคิด เขาได้เรียกใช้งานจิตเทวะทันที

ในไม่ช้า เขาสัมผัสได้ว่าภายใต้บ่อน้ำพุแห่งนี้มีถ้ำซ่อนอยู่

“มีถ้ำอยู่จริง ๆ!!”

จากประสบการณ์ของสวี่หยาง เขาตระหนักว่าสถานที่แห่งนี้ไม่ธรรมดา มันอาจเป็นถ้ำฝึกฝนที่บรรพบุรุษทิ้งเอาไว้

ด้านบนถ้ำมีม่านพลังบางอย่างทำให้น้ำแยกออกจากกัน

“ม่านอวิ๋น เจ้าสำเร็จวิชาต่อสู้แล้ว ไปดูกับข้าว่าม่านพลังนั้นคืออะไรกัน”

สวี่หยางพูดแล้วยื่นเครื่องรางระดับสองให้นาง จากนั้นทั้งสองก็ลงไปในน้ำด้วยกัน

หากพบกับสิ่งอันตราย เขายังสามารถต้านทานมันด้วยการใช้เครื่องรางป้องกันระดับสองอย่างเช่นโล่ไม้ศิลา

และแน่นอน เขาใช้จิตเทวะสำรวจถ้ำแล้วไม่พบอันตรายใด ๆ และนอกจากม่านพลังนั้น ก็ไม่มีร่องรอยของการป้องกันใด ๆ ซ่อนอยู่อีกเลย

WHIO38C8

ประวัติการอ่าน

No history.

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ย่างก้าวสู่วิถีเซียน