บทที่ 128 การต่อสู้อันดุเดือดบนเกาะไร้นาม
“เกาผิง ข้าหวังว่าเจ้าจะเก็บเรื่องในวันนี้ไว้เป็นความลับ มิฉะนั้น…”
สายตาของสวี่หยางจ้องมองที่เกาผิง ทำให้เกาผิงหวาดกลัวจนเข่าแทบทรุด
นางได้แต่พูดคำรับประกันหนักแน่น “พี่ใหญ่สวี่ พวกท่านช่วยพี่ใหญ่ข้าเอาไว้ ข้ารู้สึกซาบซึ้งใจมาก ๆ ท่านคือผู้มีพระคุณของข้าและพี่ใหญ่ แล้วข้าจะทรยศท่านได้อย่างไร??”
“เช่นนั้นก็ดี”
สวี่หยางเอ่ยด้วยท่าทางผ่อนคลาย
แท้จริงแล้ว หากเกาผิงจะกลับคำพูด มันก็ไม่สำคัญอะไรสำหรับเขาเลย
เพราะถึงอย่างไรพี่ชายเช่นเกาหยวนและน้องสาวเช่นเกาผิงเป็นเพียงผู้บำเพ็ญมนุษย์ระดับต่ำ หากเขาถูกสองพี่น้องหักหลังจริง ๆ เขาย่อมมีวิธีจัดการนับพันประการ
โดยที่ทั้งสองจะไร้หลักฐานเสียด้วย
ด้วยเหตุนี้กลุ่มคนทั้งหลายจึงใช้วิธีเดินอ้อมไปยังส่วนลึกของเกาะ
ระหว่างทางต้องข้ามหุบเขาและสวี่หยางได้พบอสูรกลุ่มหนึ่ง ทว่าพวกมันไม่แข็งแกร่งมากนัก
ในไม่ช้าจิตเทวะของสวี่หยางได้พบทะเลสาบแห่งหนึ่ง ที่แห่งนี้เต็มไปด้วยปราณวิญญาณอันแข็งแกร่ง จึงเดาได้อย่างง่ายดายว่ามันต้องเป็นบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์แน่
ด้วยความเร่งรีบ ทำให้สามารถมาถึงทะเลสาบแห่งนี้ได้ในที่สุด
เมื่อมองทะเลสาบที่มีปราณวิญญาณอันอุดมสมบูรณ์ สวี่หยางก็กระตุกยิ้ม
เหตุผลคือขนาดของทะเลสาบแห่งนี้กว้างใหญ่กว่าที่เขาจินตนาการไว้มาก
สวี่หยางเดินไปยังริมทะเลสาบ เขาตักน้ำขึ้นมาลองจิบเข้าไปอึกหนึ่ง
ทันใดนั้น ดวงตาของสวี่หยางก็เปล่งประกายระคนความประหลาดใจ
เมื่อน้ำได้ไหลลงสู่ท้อง ปราณวิญญาณที่สร้างขึ้นนั้นไม่ด้อยไปกว่ายาบำรุงลมปราณเลยแม้แต่น้อย!!
ประเด็นสำคัญคือ มันย่อยสลายได้รวดเร็วมาก และทำให้เขารู้สึกว่าพลังปราณพัฒนาแบบก้าวกระโดด!
อย่างที่รู้ว่า นี่เป็นการจิบน้ำเพียงอึกเดียวเท่านั้น
ซึ่งยากเกินจะจินตนาการ ถ้าหากได้ดื่มมากขึ้นและได้ดื่มในทุกวัน มันจะส่งผลดีมากมายเพียงใด
ตูม!!
ทันใดนั้น พื้นที่ที่กำลังเกิดการต่อสู้ก็เกิดเสียงดังขึ้นอีกครั้ง
“หลินสยงสวี่ใช้ยันต์พิเศษหลบหนีไปได้ แต่คนของเขาทั้งหมดได้รับบาดเจ็บและล้มตาย”
หลินอวี้ที่กำลังสังเกตการณ์ผ่านหุ่นเชิดที่เหาะอยู่บนฟ้านั้นได้เห็นสิ่งที่เกิดขึ้น ทำให้นางเริ่มวิตกกังวล
“แล้วพี่ชายข้าเล่า?” เกาผิงรีบเอ่ยถาม
หลินอวี้ส่ายศีรษะ “ไม่พบพวกเขาเลย ข้าคิดว่าระหว่างเกิดการต่อสู้พวกเขาคงถูกทิ้งไว้เสียแล้ว!”
ใบหน้าของเกาผิงซีดเผือด “ว่าอย่างไรนะ ถูกทิ้งไว้หรือ? นี่มัน…”
“เจ้าอย่าเพิ่งเป็นกังวล ถึงลิงพวกนั้นจะจับพวกเขาไป แต่ดูเหมือนไม่ได้ต้องการสังหารพวกเขา!”
หลินอวี้ที่เฝ้าสังเกตมาโดยตลอดวิเคราะห์เช่นนี้
เวลานี้ ทุกคนได้ดื่มน้ำศักดิ์สิทธิ์มากเท่าที่ต้องการแล้ว จึงถึงเวลาที่จะออกไปจากสถานที่แห่งนี้เสียที
สวี่หยางกล่าวกับทุกคน “ไปกันเถอะ อย่ารั้งรออยู่ที่นี่อีกเลย พวกเจ้าไปที่ริมหาดก่อน ส่วนข้าจะไปดูที่นั่นสักหน่อย ต้องตามหาตัวหลินสยงสวี่แล้วสังหารเขาให้จงได้!!”
สวี่หยางปกปิดลมปราณของตน และในไม่ช้าเขาก็ได้เข้าสู่ศูนย์กลางของการต่อสู้
ซึ่งเป็นไปตามที่หลินอวี้พูดไว้ไม่ผิด
ลิงฝูงหนึ่งกำลังล้อมมนุษย์ผู้บาดเจ็บหลายคนเอาไว้ ส่วนทางด้านลิงที่แข็งแกร่งที่สุดสองตัวนั้นกำลังไล่ตามหลินสยงสวี่ไป
เมื่อสวี่หยางใช้จิตเทวะ เขาก็ค้นพบตำแหน่งของหลินสยงสวี่แทบจะทันที
“ชายผู้นี้กำลังวิ่งไปทางริมหาด และมีความเป็นไปได้สูงที่จะหลบหนีสำเร็จ”
“ต้องหยุดเขาไว้ หากปล่อยให้เขาหนีรอดไป จะนำปัญหาตามมาอีกไม่รู้จบ!”
เมื่อคิดเช่นนี้ สวี่หยางจึงหยิบยันต์สื่อสารออกมาและส่งข้อความถึงหลินอวี้ “อวี้เอ๋อร์ ออกคำสั่งให้หุ่นเชิดเวหาโจมตีหลินสยงสวี่และหยุดเขาไว้ให้ได้!”
เพราะเขาไม่อาจไล่ตามจับตัวหลินสยงสวี่ได้ทัน จึงต้องใช้หุ่นเชิดเวหาที่กำลังบินอยู่เท่านั้น
หลินอวี้รับคำสั่ง นางรีบสั่งการหุ่นเชิดเวหาให้พุ่งเป้าไปทางหลินสยงสวี่
“อันตรายมากจริง ๆ โชคดีที่ข้ามียันต์อัคคีระดับสอง มิฉะนั้นข้าคงหนีออกจากที่นี่ไม่ได้”
ท่ามกลางภูเขาและป่าทึบ
เมื่อเห็นอสูรลิงตามประชิดใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ หลินสยงสวี่เริ่มรู้สึกตื่นตระหนก
ขอเพียงไปถึงริมหาด เขาจะสามารถเรียกใช้เรือวิญญาณที่นำพาเขาออกจากที่นี่ได้ทันท่วงที
ส่วนพวกลูกน้องนั้น
ตามความคิดเขา คนพวกนั้นเป็นเพียงสุนัขรับใช้เท่านั้น เขาจะหาลูกน้องกลุ่มใหม่ที่ไหนเมื่อไรก็ย่อมได้เสมอ
เพราะสิ่งสำคัญคือตัวเองยังมีชีวิตรอดก็พอ
เขาสัมผัสถุงเก็บของในมือพลางถอนหายใจด้วยความโล่งอก เพราะภายในบรรจุน้ำศักดิ์สิทธิ์เอาไว้ มันจึงเพียงพอแล้วที่พิสูจน์ว่าเขาเคยมาที่นี่ และนับจากนี้เขาจะได้ปกครองเกาะแห่งนี้
ริมหาดอยู่ห่างไม่ไกลแล้ว
ช่วงเวลากำลังหน้าสิ่วหน้าขวานเช่นนี้ เขาก็สัมผัสได้ถึงคลื่นจิตวิญญาณอันผันผวนบนฟ้าเป็นสิ่งที่ดูราวกับลูกไฟที่อุณหภูมิสูงจัดกำลังพุ่งเข้ามา
“นี่มันอะไรกัน??”
ความคิดแรกของเขาคืออสูรลิงพวกนั้นเหาะได้และสร้างการโจมตีที่น่าประหลาดใจนี้
แต่เมื่อเขาเงยหน้าสังเกตอีกครั้ง พบว่านั่นไม่ใช่อสูรลิง…
“หุ่นเชิด! เป็นไปได้อย่างไร?”
แน่นอนว่าลูกไฟที่กำลังพุ่งลงมานั้นคือการโจมตีจากหุ่นเชิด
หุ่นเชิดนามว่าเทพีหมายเลขหนึ่งมีความสูงราวหนึ่งจั้ง บดบังพระอาทิตย์ที่อยู่เหนือศีรษะของหลินสยงสวี่เอาไว้
ใบหน้าของหลินสยงสวี่ซีดลงทันที เขารีบหยิบเครื่องรางป้องกันออกมา เกิดแสงพุ่งออกจากฝ่าเท้าและทำให้ความเร็วของเขาเพิ่มขึ้น
ตูม!!
ด้วยแรงระเบิดที่รุนแรงนี้ ได้ซัดหลินสยงสวี่กระเด็นออกไป
ใบหน้าของหลินสยงสวี่เปลี่ยนเป็นสีแดงเล็กน้อย ทั้งยังกระอักเลือดออกจากปาก
“เป็นหุ่นเชิดที่แข็งแกร่งอะไรเช่นนี้ เหตุใดกัน?”
เขาคิดไม่ออกเลยจริง ๆ ว่าเหตุใดจึงมีหุ่นเชิดมาปรากฏตัวในสถานที่แห่งนี้ได้?
เนื่องจากมีอสูรลิงไล่ตามหลังมา เขาจึงไม่สามารถหยุดต่อสู้กับหุ่นเชิดได้
ฉึบ!!
เขาเรียกหุ่นเชิดลักษณะมนุษย์มีสีดำทมิฬออกมาหนึ่งตัว มันมีความสูงมากกว่าหนึ่งจั้ง และมีอานุภาพเทียบได้กับเทพีหมายเลขหนึ่ง
“สามี ชายผู้นี้ได้นำหุ่นเชิดออกมาด้วยหนึ่งตัว” หลินอวี้รีบรายงานสถานการณ์ต่อสวี่หยาง
“ข้าเข้าใจแล้ว ถึงอย่างไรก็ต้องถ่วงเวลาหลินสยงสวี่เอาไว้ อย่าปล่อยให้เขาหนีไปได้”
ตูม!
หุ่นเชิดทมิฬปล่อยคลื่นพลังงานใส่เทพีหมายเลขหนึ่ง ส่งผลให้เทพีหมายเลขหนึ่งที่กำลังเหาะอยู่นั้นถูกโจมตีจนเสียหลัก
โชคดีที่สุดท้ายนั้น เทพีหมายเลขหนึ่งสามารถประคองร่างกลับมามั่นคงได้ดังเดิม
ทว่าหุ่นเชิดทมิฬไม่อาจเหาะตามไปได้เพราะมันต้องคอยปกป้องหลินสยงสวี่ที่อยู่บนพื้น
อีกฝ่ายช่างสมกับเป็นบุตรชายคนโปรดของผู้อาวุโสสูงสุดเสียจริง ถึงได้มีของดีในมือมากมายเช่นนี้
เนื่องจากการป้องกันอันทรงพลังของเครื่องรางป้องกันระดับสอง มันจึงสามารถต้านทานพลังของยันต์อัคคีไว้ได้ ทำให้หัวใจของสวี่หยางเริ่มอยู่ไม่สุข เขาจึงเริ่มร่ายเคล็ดมารทมิฬอเวจี
แม้ว่าวิชานี้จะเป็นเพียงวิชาขั้นพื้นฐาน ทว่าเมื่อถูกใช้ด้วยทักษะระดับสูง ก่อให้เกิดพลังงานชั่วร้ายขึ้น มันมีอานุภาพที่สามารถโจมตีและป้องกันในคราเดียว ซึ่งสามารถใช้มันป้องกันตนเองได้ระดับหนึ่ง
จังหวะนี้อสูรลิงทั้งสองตัวที่ไล่ตามมานั้น เดิมทีพวกมันคิดว่าสวี่หยางและหลินสยงสวี่เป็นพวกเดียวกันจึงเตรียมโจมตีสวี่หยางด้วยอีกคน แต่เมื่อมันเห็นสวี่หยางพยายามโจมตีหลินสยงสวี่ อสูรลิงทั้งสองก็ได้หยุดชะงัก
เกิดเสียงระเบิดดังกึกก้อง…
เคล็ดมารทมิฬอเวจีกลายเป็นมังกรดำยาวหลายสิบจั้ง มันตวัดหางพุ่งไปหาหลินสยงสวี่
“กระบี่เวหา”
หลินสยงสวี่กัดฟันเรียกศัสตราศักดิ์สิทธิ์ออกมา จากนั้นทำการโจมตีใส่เคล็ดมารทมิฬอเวจีที่ใกล้เข้ามา
เวลานี้สวี่หยางไม่ปิดบังความแข็งแกร่งของตนอีกต่อไป เขาเผยขอบเขตกลั่นลมปราณระดับเก้าออกมา!
หลินสยงสวี่ตกตะลึงชั่วอึดใจหนึ่ง นัยน์ตาเต็มไปด้วยความประหลาดใจ พลันเตรียมจะล่าถอยในทันที
“พี่ชาย ข้าไม่ได้รู้จักกับเจ้า รวมถึงเกาะนี้ข้าก็ไม่ต้องการอีกแล้ว เจ้าต้องการอันใด??”
แววตาของหลินสยงสวี่เปล่งประกาย
แม้ว่าเขาจะพูดเช่นนี้ ทว่าในความเป็นจริงมันคือแผนการถ่วงเวลาเท่านั้น
รอให้เขากลับไปรายงานท่านพ่อก่อนเถอะ เขาจะบดขยี้ชายผู้นี้จนไม่เหลือซาก!!
ในขณะที่เขาคิดว่า ตัวเองยอมแพ้แล้ว อีกฝ่ายคงจะต้องไว้หน้ากันบ้าง ทว่าผลลัพธ์คือเคล็ดมารทมิฬอเวจีกลับโจมตีรุนแรงยิ่งขึ้น
ขณะเดียวกัน สวี่หยางเรียกใช้ร่มพันกลทำการโจมตีหลินสยงสวี่ไปพร้อมกัน
ดวงตาของหลินสยงสวี่วาวโรจน์ด้วยความกลัว เห็นได้ชัดว่าร่มพันกลมีพลังสูงกว่า ซึ่งเป็นเรื่องยากที่เขาจะต้านทานมันได้
ตูม!!
แน่นอนว่าเกราะป้องกันที่ล้อมรอบร่างกายของเขาสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง และพลังของเครื่องรางป้องกันระดับสองก็ถูกใช้ไปอย่างรวดเร็ว
สวี่หยางถือโอกาสนี้กระโดดลอยตัวขึ้นและปล่อยดัชนีฝังเข็มออกไปอย่างต่อเนื่อง
หลินสยงสวี่ใช้ปราณวิญญาณซัดลูกไฟใส่สวี่หยาง ทว่าการโจมตีนั้นกลับถูกโล่ไม้ศิลาบนตัวของสวี่หยางป้องกันอย่างง่ายดาย
หลินสยงสวี่รู้สึกสิ้นหวัง ชายผู้นี้คือใครกัน เหตุใดจึงมีของวิเศษติดกายมากมายถึงเพียงนี้??
ตอนนั้นเอง เสียงเรือวิญญาณได้ดังลอยมาจากระยะไกล
หลินสยงสวี่เริ่มมีความหวังจากคนที่กำลังมา!
แต่ทว่า เมื่อผู้มาเยือนใกล้เข้ามา เขาก็รู้สึกคุ้นตากับเรือวิญญาณลำนี้เสียจริง
“หลินหวั่นชิง นี่มันเรือวิญญาณของหลินหวั่นชิง”
เมื่อเขาตระหนักถึงความจริงข้อนั้น เขาก็มองไปทางสวี่หยางด้วยความเหลือเชื่อ “เจ้าคนสารเลว เจ้าเป็นลูกน้องของนางแพศยาหลินหวั่นชิงหรอกหรือ??”
“เจ้าก่นด่าหยาบคายใส่ผู้อื่นอย่างนี้ พ่อแม่ของเจ้าไม่เคยสอนมารยาทให้เลยหรือ?”
สวี่หยางพูดเสียงดัง และทันทีที่เขากล่าวจบก็โยนร่มพันกลในมือทิ้งไป
ในเวลาเดียวกัน หลินอวี้ที่อยู่บนเรือวิญญาณอันห่างไกล ได้ควบคุมเทพีหมายเลขหนึ่งและยิงลูกไฟใส่หลินสยงสวี่
ตูม!
ทว่าในตอนนั้นเอง เทพีหมายเลขหนึ่งที่มุ่งเพียงการโจมตีเป้าหมาย จึงถูกหุ่นเชิดทมิฬซัดจนร่างขาดครึ่งท่อน
นั่นทำให้หลินอวี้รู้สึกเศร้าใจเป็นอย่างมาก เมื่อนางเห็นว่าเทพีหมายเลขหนึ่งกำลังจะถูกทำลาย นางจึงกัดฟันควบคุมหุ่นเชิดให้พุ่งเข้ากอดหุ่นเชิดทมิฬและระเบิดตัวเองไปพร้อมกัน
ตูม!!
หุ่นเชิดทั้งสองระเบิดจนไม่เหลือชิ้นดี

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ย่างก้าวสู่วิถีเซียน