บทที่ 127 ออกเดินทางสู่เกาะไร้นาม
ภายหลังครุ่นคิด สวี่หยางจึงตัดสินใจว่าจะลองไปดู
มีบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์แห่งหนึ่งอยู่ภายใต้การครอบครองของสองพี่น้องเกาหยวน แต่เขาไม่ได้ให้ความสนใจมันมากนัก หากภายหน้าเขามีพลังปราณมากกว่าตอนนี้ ก็อาจจะพิจารณามันอีกครั้ง
อีกทั้งการพูดถึงเรื่องในอดีตเพียงไม่กี่คำก็คงไม่ส่งผลถึงอันตราย
“ต้องขออภัยเถ้าแก่สวี่ด้วย ทำให้ท่านต้องลำบากใจเสียแล้ว ข้าจะรีบไล่นางออกไปประเดี๋ยวนี้เลย”
เถ้าแก่รีบขอโทษขอโพยสวี่หยางเป็นการใหญ่
ตอนแรกเขาคิดว่าสวี่หยางอาจจะไม่พอใจ ทว่าสวี่หยางกลับโบกมือห้าม “ไม่ต้องหรอก ข้ากับเกาผิงรู้จักกัน”
“รู้จักอย่างนั้นหรือ?” เถ้าแก่แสดงสีหน้าประหลาดใจ แต่เขาเป็นคนที่สามารถปรับตัวเข้ากับสถานการณ์ได้ดี จึงเปลี่ยนสีหน้าอย่างรวดเร็ว และยิ้มให้เกาผิงพลางเอ่ย “สหายเต๋าเกาผิง ข้าต้องขออภัยเป็นอย่างสูง เชิญท่านเข้าไปดื่มชาสักถ้วยสองถ้วยเพื่อชดเชยความไร้มารยาทของข้าเถิด!”
เดิมทีเกาผิงรู้สึกผิดหวังมาก แต่ไม่คาดคิดว่าผลลัพธ์จะกลายเป็นเช่นนี้ จึงพยักหน้าตอบกลับ “พี่ใหญ่สวี่หยาง หวังว่าท่านจะช่วยข้านะ!”
“อืม เช่นนั้นพวกเราไปคุยกันต่อที่ห้องดื่มชาเถอะ”
สวี่หยางกำลังคิดว่าควรจะใช้หินวิญญาณสักส่วนหนึ่งซื้อแผนที่ซึ่งมีที่ตั้งของบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์บนเกาะดังกล่าวดีหรือไม่
รอถึงเวลาที่เหมาะสมค่อยส่งมอบให้หลินหวั่นชิง เพื่อที่นางจะได้ส่งมอบต่อให้กับลุงใหญ่ของนาง
ด้วยวิธีนี้เอง หลินหวั่นชิงจะได้รับคุณงามความดีอีกครั้ง
ที่ห้องดื่มชา
หลังจากที่ไม่ได้พบกันหลายวัน เกาผิงดูซีดเซียวมากกว่าครั้งล่าสุดที่ได้พบกันอย่างมาก
ร่างกายที่อ่อนล้าเพราะไม่ได้พักตั้งแต่อยู่ที่เมืองสวีเจียฟาง ทำให้สภาพนางตอนนี้ดูราวกับคนขอทานข้างถนนอย่างไรอย่างนั้น
สวี่หยางเดาว่า ช่วงไม่กี่วันมานี้สองพี่น้องเกาผิงคงพบเจอเรื่องสาหัสมามิใช่น้อย
“พี่ใหญ่สวี่หยาง!”
เกาผิงเดินมาคุกเข่าลงตรงหน้าสวี่หยาง และโขกศีรษะคำนับ
“เฮ้ เกาผิง นี่เจ้าทำอะไร?” สวี่หยางรีบประคองนางให้ลุกขึ้น “มีเรื่องใดก็บอกข้ามาเถิด หากมีอันใดที่ข้าพอจะช่วยได้บ้าง ข้าจะพยายามช่วยอย่างเต็มที่”
“พี่ชายข้าถูกจับตัวไป!”
สวี่หยางเอ่ยถามด้วยความตกใจ “เรื่องราวเป็นมาอย่างไร?”
เกาผิงจึงเริ่มเล่าเรื่องราวทั้งหมด
แล้วก็เป็นอย่างที่สวี่หยางคาดเดา สาเหตุมาจากเกาะไร้นามที่พวกเขาครอบครองอยู่นั้นเองที่ได้นำปัญหามาสู่พวกเขา!!
ซึ่งก่อนหน้านี้ เกาหยวนได้เชิญชวนสวี่หยางให้ไปตามหาบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ที่เกาะนั้นด้วยกัน
ทว่าสวี่หยางกลับปฏิเสธไป เกาหยวนและผู้บำเพ็ญมนุษย์อีกคนหนึ่งนามว่าหยวนโจวหมิน พวกเขาคิดว่าพลังปราณของตนยังไม่กล้าแกร่งเพียงพอที่จะเข้าไปที่นั่นอย่างหุนหันพลันแล่น
ด้วยเหตุเพราะบนเกาะนั้นมีลิงฝูงหนึ่งอยู่ ผู้นำของกลุ่มเป็นคู่ลิงตัวผู้และตัวเมีย และทั้งสองตัวมีพลังสูงถึงระดับสอง
นั่นเปรียบได้ว่าลิงสองตัวนี้มีพลังปราณอยู่ราวขอบเขตสร้างรากฐาน นอกจากนั้นเหล่าลูกสมุนภายใต้บัญชาของพวกมันก็มีพลังปราณถึงระดับหนึ่ง ด้วยพลังปราณระดับนี้ของพวกมัน เขาทั้งสองจึงไม่กล้าจะไปที่นั่นเพียงลำพัง
ดังนั้นแล้วพวกเขาจึงได้ทาบทามชายคนหนึ่ง ซึ่งเคยซื้อโอสถจากเกาหยวนเมื่อหลายวันก่อน เขาดูเป็นคนใช้ได้เลยทีเดียว เป็นถึงขอบเขตกลั่นลมปราณระดับแปด
โดยไม่รู้เลยว่าชายผู้นี้จะเอาเรื่องราวกลับไปรายงานหลินเวยที่เป็นผู้อาวุโสสูงสุดของตระกูลหลิน
หลังจากนั้น หลินเวยก็ได้ส่งคนมาจับตัวเกาหยวนและหยวนโจวหมินไป
“ผู้อาวุโสสูงสุดหลินเวยอย่างนั้นหรือ!!”
สวี่หยางหรี่ตาลง
“พี่ใหญ่สวี่ หลินเวยนั้นมีพลังปราณมาก ข้าคงไม่ขอให้ท่านไปช่วยพี่ชายข้า ขอแค่ให้ข้ายืมหินวิญญาณสักหน่อย ข้าจะเช่าเรือวิญญาณแล้วไปที่เกาะแห่งนั้นเอง”
“ด้วยพลังปราณของเจ้าตอนนี้ จะไปช่วยพี่ชายเจ้าได้อย่างไร?”
สวี่หยางส่ายศีรษะ
“อย่างไรข้าก็จะลองดู ถ้าหากว่าลูกชายของหลินเวยกับลูกน้องของเขาตายที่นั่นล่ะ อย่างนั้นข้าก็พอจะช่วยพี่ข้าได้” เกาผิงพูดแม้ไม่มั่นใจนัก
“เดี๋ยวก่อน เจ้าบอกว่าลูกชายของผู้อาวุโสสูงสุดอยู่ที่นั่น แล้วหลินเวยไม่อยู่ด้วยหรือ?”
“ไม่อยู่!” เกาผิงกัดฟัน และพูดอย่างมีความหวัง “พี่ใหญ่สวี่ ข้าได้ยินมาเมื่อเร็ว ๆ นี้ว่า ท่านอยู่ฝั่งเดียวกับคุณหนูหลินหวั่นชิงอย่างนั้นหรือ?”
“ไม่ผิด” สวี่หยางตอบกลับอย่างไม่ปิดบัง
“ถ้าอย่างนั้นท่านก็สามารถติดต่อกับหลินหวั่นชิง ให้ผู้บำเพ็ญเซียนตระกูลหลินมายึดครองเกาะที่เพิ่งค้นพบใหม่นี้ เพราะมันมีกฎอยู่ว่า ผู้ใดก็ตามที่ค้นพบเกาะร้างไร้มนุษย์อาศัยมาก่อน ก็สามารถยึดครองเกาะนั้นเป็นของตนเองได้ รวมไปถึงจะทำอะไรกับทรัพยากรบนเกาะนั้นก็ได้ เพียงแค่ต้องจ่ายส่วนแบ่งสองในสิบส่วนของรายได้ให้กับตระกูลทุกปี เท่านี้ก็เรียบร้อยแล้ว”
หัวใจของสวี่หยางเริ่มสั่นไหว “เจ้าของเกาะอย่างนั้นหรือ??”
ข้อมูลที่เพิ่งได้ยินนี้ ทำให้หัวใจของสวี่หยางเต้นแรง
เมื่อก่อนเขาเป็นแค่ผู้บำเพ็ญ ไม่เคยคิดถึงเรื่องเหล่านี้เลย แต่ตอนนี้หลินหวั่นชิงกำลังแย่งชิงตำแหน่งผู้นำตระกูล หากนางเป็นเจ้าของเกาะสักที ก็คงเป็นประโยชน์ต่อนางไม่มากก็น้อย
อย่างน้อยที่สุด มันก็เป็นทรัพย์สินทำเงินให้กับนางได้
มิเช่นนั้น การพึ่งพาเพียงแค่ร้านเล็ก ๆ ของเขาคนเดียว ก็คงจะต้องเสียเวลานานขึ้นไปอีก
ทันทีที่คิดได้เช่นนั้น เขาจึงขอให้เกาผิงออกไปรอด้านนอก จากนั้นจึงจัดแจงเก็บเสื้อคลุมที่เพิ่งซื้อมา
หลังจากจ่ายเงินแล้ว เขาจะพาฟางหลินเซวียนและเกาผิงไปพบหลินหวั่นชิง
ซึ่งบังเอิญว่าในเวลานี้หลินหวั่นชิงกำลังอยู่ที่ร้านในเกาะหงเยี่ย ดังนั้นสวี่หยางจึงตั้งใจจะพาคนทั้งสองกลับไปยังเกาะหงเยี่ยด้วยกัน
…
ที่บ้านพัก
ที่นี่มีเพียงสวี่หยางและภรรยาทั้งสามคนเท่านั้น และทั้งสี่คนกำลังพูดคุยกันเรื่องเกาะไร้นาม
“เข้าใจแล้ว…”
หลังจากฟังเรื่องราวที่สวี่หยางเล่าแล้ว หลินหวั่นชิงก็พยักหน้าเห็นด้วย
“ทางข้าได้รับข่าวมาว่า หลินสยงสวี่ผู้เป็นลูกชายของหลินเวย กำลังจะออกทะเลเที่ยงวันนี้!!”
“ดูเหมือนว่าเขาคงคิดจะไปเกาะไร้นาม ที่เกาะนั่นมีบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์อยู่ ขอเพียงได้ครอบครองมันเงินทองก็จะไหลมาเทมา!”
หลังจากกล่าวจบ หลินหวั่นชิงเตรียมลุกขึ้นยืนทันที “ข้าต้องไปที่นั่นในตอนนี้เลย”
“ข้าไปด้วย”
สวี่หยางกล่าว
“ถ้าเช่นนั้นข้าไปด้วย”
“ข้าก็จะไป”
หลินอวี้และเสิ่นม่านอวิ๋นพูดพร้อมกัน
หลินหวั่นชิงรู้สึกประทับใจเป็นอย่างมาก “ขอบใจพวกเจ้ามาก แต่ว่าที่นั่นมันอันตรายเกินไป”
เสิ่นม่านอวิ๋นยิ้ม “พวกเราเป็นครอบครัวเดียวกันแล้ว จะให้ทนดูเจ้าไปเสี่ยงอันตรายเพียงคนเดียวได้อย่างไร?”
หลินอวี้พยักหน้าเห็นด้วย “หวั่นชิง แล้วเจ้าจะบอกกับลุงใหญ่ของเจ้าหรือไม่?”
หลินหวั่นชิงกล่าวพร้อมกับเติมหินวิญญาณให้กับเรือเหาะ
ในชั่วพริบตา วันเวลาก็ผ่านล่วงเลยไปถึงสามวัน
เกาะสีน้ำตาลอมเหลืองก็ได้ปรากฏสู่สายตา
“เกาะไร้นามอยู่ตรงนั้น!” สวี่หยางสูดลมหายใจด้วยความตื่นเต้น ในที่สุดก็มาถึงเสียที
“ข้าไม่เห็นเรือวิญญาณของพวกหลินสยงสวี่เลย แต่คาดว่าคงจะถึงเกาะแล้วเช่นกัน”
หลินหวั่นชิงกระซิบบอก
“พวกเราลงเรือตอนนี้เลยเถอะ ความผันผวนของปราณวิญญาณที่เกิดจากเรือเหาะนั้นมากเกินไป จะถูกพวกเขารับรู้ได้โดยง่าย”
สวี่หยางแนะนำ
เมื่อเป็นเช่นนี้ หลินหวั่นชิงจึงเก็บเรือเหาะ หลังจากนั้นคนกลุ่มหนึ่งก็บินขึ้นสู่ท้องฟ้า มุ่งหน้าสู่เกาะเบื้องหน้า
ตูม ตูม ตูม…
ตูม ตูม ตูม…
ขณะเดียวกันนี้เอง บนเกาะกำลังเกิดการต่อสู้ที่รุนแรง และตามมาด้วยเสียงลิงทุบหน้าอกพลางกระทืบเท้าด้วยความโกรธ
“โห่ว!!!”
“แรงสั่นสะเทือนรุนแรงยิ่งนัก”
สวี่หยางรู้สึกตื่นตัว “คนพวกนั้นคงจะได้เจอกับฝูงลิงนั่นแล้วแน่ ๆ”
หลินหวั่นชิงก็ยิ้มออกมา คิดไม่ถึงเลยว่า การที่พวกนางมาถึงช้ากว่าอีกฝ่ายหนึ่งก้าว จะทำให้เกิดผลดีตามมาเช่นนี้ ช่างรู้สึกโชคดีจริง ๆ
“แต่ยังต้องระวังตัวเอาไว้หน่อย หลินอวี้ เจ้าลองปล่อยหุ่นเชิดเวหา สังเกตการณ์ดูว่าเกิดอะไรขึ้นที่นั่นบ้าง!!”
สวี่หยางบอกกับหลินอวี้
หลินอวี้พยักหน้าตอบรับ ล้วงมือเข้าไปภายในถุงเก็บของ แล้วหยิบหุ่นเชิดสังหารนามว่า ‘เทพีหมายเลขหนึ่ง’ ออกมา แล้วปล่อยบินขึ้นสู่ท้องฟ้า
เนื่องจากหุ่นเชิดนั้นขับเคลื่อนด้วยหินวิญญาณ จึงสามารถซ่อนปราณได้ง่ายกว่ามนุษย์ โดยเฉพาะเมื่ออยู่บนฟ้า หากมองจากระยะไกล มันก็ดูราวกับนกตัวใหญ่ที่บินผ่านมาเท่านั้น
บัดนี้คนกลุ่มหนึ่งกำลังอยู่บนชายหาด
จิตเทวะของสวี่หยางสัมผัสได้ว่าเกาะนี้ค่อนข้างใหญ่ ใหญ่เกินกว่าที่จิตเทวะของเขาจะรับรู้ได้ทั้งหมด
และพื้นที่ต่อสู้นั้นก็อยู่นอกพื้นที่ที่จิตเทวะของเขาจะรับรู้ได้
หลินอวี้สังเกตผ่านหุ่นเชิดที่ลอยอยู่บนฟ้า และในไม่ช้าก็ได้เห็นเหตุการณ์ต่อสู้ที่กำลังเกิดขึ้น
“ข้าประเมินดูแล้ว ฝูงลิงน่าจะมีมากกว่าร้อยตัว! แต่มีลิงเพียงไม่กี่สิบตัวที่กำลังล้อมผู้บำเพ็ญมนุษย์ทั้งหกเอาไว้ ส่วนลิงตัวอื่น ๆ ดูเหมือนจะไม่สนใจพวกนั้นเลย”
“ช้าก่อน! มีลิงอยู่สองตัว มองแล้วน่าจะเป็นสองสามีภรรยาจ่าฝูง พวกมันคอยห้ามไม่ให้ลิงตัวอื่นโจมตี!”
หลินหวั่นชิงคาดเดา “ลิงพวกนี้ฉลาดมาก พวกมันกำลังทำตามคำสั่งของจ่าฝูง และที่พวกมันทำเช่นนี้เพราะพวกมันไม่อยากล้มตายโดยไม่จำเป็น”
เสิ่นม่านอวิ๋นเกิดความคิดอย่างหนึ่งขึ้น นางยิ้มและเอ่ยขึ้น “ในขณะที่เจ้าพวกนั้นกำลังต่อสู้กับพวกลิง พวกเราก็อ้อมไปอีกทางเถอะ ไปเอาน้ำศักดิ์สิทธิ์แล้วย้อนกลับมา จากนั้นดักรออยู่ที่ชายหาด หากคนพวกนั้นคิดจะหนีออกจากที่นี่ เราก็จะทำการโจมตีและสังหารพวกเขาซะ หวั่นชิง เจ้าคิดว่าอย่างไร?”
ทุกคนมองไปที่หลินหวั่นชิงเป็นตาเดียว!
เพราะถึงอย่างไร หลินสยงสวี่ก็ถือว่าเป็นคนในตระกูลเดียวกับหลินหวั่นชิง
ถึงจะเป็นการแข่งขันระหว่างคนทั้งสอง แต่ช่วงเวลาแบบนี้ หลินหวั่นชิงจะสังหารเขาได้ลงจริงหรือ??
“มองข้าทำไมกัน? ข้าจะสังหารเขาแน่นอนอยู่แล้ว!” หลินหวั่นชิงเงียบไปครู่หนึ่ง จากนั้นก็สะบัดผ้าหลากสีหลงเฟิ่ง เพื่อแสดงเจตจำนงอันแน่วแน่ของตน!!

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ย่างก้าวสู่วิถีเซียน