บทที่ 144 ข้านึกแล้วว่าเจ้าเป็นคนดี
สวี่หยางไม่คาดคิดว่าเพิ่งออกมาซื้อของไม่ทันไรก็ได้ทราบบางอย่างเกี่ยวกับตัวเขา
‘นึกไม่ถึงเลยว่าหลินอีหลุนจะตัดใจจากหลินหวั่นชิงก็เพราะข้า’
สวี่หยางขมวดคิ้ว พูดตามตรง เขาย่อมรู้สึกไม่ยินดี
แต่เขามั่นใจว่าเรื่องนี้ยังไกล่เกลี่ยกันได้
เพราะเรื่องนี้สาเหตุย่อมต้องมาจากที่หลินอีหลุนคิดว่าเขาอ่อนแอเกินไป หากไปถึงขอบเขตสร้างรากฐานหรือขอบเขตจินตานได้ เกรงว่าทั่วทั้งตระกูลหลินจะต้องตีฆ้องลั่นกลองเพื่อเชิญเขากลับไปแน่
หลังจากส่ายหน้าแล้วเลิกคิดฟุ้งซ่าน เขาก็เดินลัดเลาะไปตามถนนเพื่อซื้อวัสดุเพิ่มเติม
สมกับเป็นสถานที่ขนาดเล็ก แม้กระทั่งวัสดุก็ยังขาดแคลน
หลังจากค้นหาอยู่สักพัก สวี่หยางก็ตัดสินใจขายสมุนไพรบางส่วน
หนึ่งในนั้นมีชื่อว่าร้านผู้มาเยือน มันคือร้านสมุนไพรที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของที่นี่
เถ้าแก่ร้านดังกล่าวแซ่เจียง นิสัยสุภาพยิ่ง และให้ราคามากกว่าแปดร้อยหินวิญญาณ
“น้องชาย สินค้าของเจ้าครบครันนัก ไม่ทราบว่าเจ้าอาศัยอยู่ที่ไหน แต่ถ้าภายภาคหน้าแวะเวียนมาที่นี่ อย่าลืมมาอุดหนุนร้านขนาดเล็กของข้าเล่า”
เถ้าแก่เจียงเผยรอยยิ้มพึงพอใจ ใบหน้าจ้ำม่ำเต็มไปด้วยความอ่อนโยน
“เถ้าแก่สุภาพเกินไปแล้ว คราวหน้าข้าจะต้องมาอีกอย่างแน่นอน”
สวี่หยางไม่เกรงใจเช่นกัน เขาอยากแวะเวียนมาอีกครั้งจริง ๆ
เนื่องจากเถ้าแก่นิสัยดี ราคาที่รับซื้อจึงสูงกว่าทางฝั่งเมืองของตระกูลหลินหนึ่งส่วน
เพราะคุยกันถูกคอ สวี่หยางจึงซื้อชาวิญญาณบางส่วนจากที่นี่ด้วย
เขารู้จากเถ้าแก่ระหว่างดื่มชาวิญญาณนี้ว่ามันเป็นชาขั้นกลางระดับหนึ่งซึ่งหาได้ยาก
กลายเป็นว่าเถ้าแก่คนเก่าปลูกต้นชาที่มีชื่อว่าชารักขามรกตเอาไว้ ว่ากันว่ามันคือชาที่มีชื่อเสียงมาก
สวี่หยางดื่มเข้าไปแล้วรู้สึกดี ไม่เพียงรู้สึกเหมือนปราณวิญญาณได้รับการฟื้นฟูเท่านั้น แต่สภาพจิตใจก็ยังกลับคืนสู่จุดสูงสุดจนทำให้รู้สึกสดชื่นอีกด้วย
คาดไม่ถึงว่าจะมีชาวิญญาณเช่นนี้อยู่ในโลกเซียนด้วย
ดังนั้น เขาจึงขอซื้อเพิ่มเพื่อจะเอากลับไปจิบในภายหลัง
แต่โชคไม่ดีที่ชาวิญญาณประเภทนี้เป็นของดี ทำให้ไม่สามารถหาซื้อได้
เนื่องจากตอนนี้จำนวนต้นชาขาดแคลน เขาถึงกับคิดว่าคงดีไม่ใช่น้อยหากมีเมล็ดพันธุ์ของชานี้เก็บไว้
น่าเสียดายที่สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นความหวังฟุ้งเฟ้อ
…
เช้าวันรุ่งขึ้น
สวี่หยางออกจากอำเภอเล็ก ๆ นี้ และทะยานไปตามทางเพื่อมุ่งสู่สำนักชิงหยาง
“หืม??”
ทันใดนั้น เขาสัมผัสได้ว่ามีบางอย่างผิดปกติ มีคนตามเขามาทั้งสิ้นสี่คน
สี่คนนี้ต่างนั่งเรือวิญญาณก่อนจะไล่ตามสวี่หยางทันในไม่ช้า
“เถ้าแก่เจียง การซื้อขายของพวกเราจบแล้วไม่ใช่หรือ ตามข้ามาทำไมอีกเล่า?” สวี่หยางตะโกนถามจากไกล ๆ
“ฮ่าฮ่าฮ่า สหายตัวน้อย ข้าไม่ได้มีเจตนาร้ายแต่อย่างใด แต่เมื่อวานดันคิดคำนวณผิดพลาด หวังว่าเจ้าจะทิ้งถุงเก็บของเอาไว้ แล้วข้าจะลืมเรื่องนี้ไปเสีย” สายตาของเถ้าแก่เจียงเต็มไปด้วยความละโมบ เขากลายเป็นคนหยิ่งผยองราวกับพยายามจะไล่จับสวี่หยาง
สวี่หยางเผยสีหน้าซับซ้อน
แน่นอนว่ามันเป็นไปอย่างที่เขาคาดเดาเอาไว้
อีกฝ่ายต้องการปล้นเขา
พูดตามตรง เขามีความประทับใจที่ดีต่อเถ้าแก่เจียง เชื่อว่าอีกฝ่ายเป็นคนใจกว้างจนทำให้ตนเองได้ประโยชน์จากการซื้อขายเมื่อวานมหาศาล
คาดไม่ถึงว่าเรื่องทั้งหมดนี้จะเป็นเพียงละครฉากหนึ่ง
“แล้วถ้าข้าปฏิเสธเล่า?”
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า…”
เถ้าแก่เจียงมองไปทางสามคนซึ่งอยู่รอบข้างพลางคลี่ยิ้ม
หนึ่งในคนที่อยู่ด้านหลังตะโกนด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม “เจ้าเป็นเพียงผู้บำเพ็ญมนุษย์ขอบเขตกลั่นลมปราณระดับหก คิดหรือว่าจะขัดขืนพวกข้าได้?”
“เฮ้อ…”
สวี่หยางถอนหายใจ
เขาจงใจแสร้งเป็นผู้บำเพ็ญมนุษย์ขอบเขตกลั่นลมปราณระดับหกเพื่อจะดูว่ามีใครสายตาคับแคบหรือไม่
ไม่คิดว่าจะมีจริง ๆ
อื้ม คนอื่นถูกโจรปล้น ส่วนเขากำลังจะปล้นโจร
ซ้ำยังไม่มีความผิดด้วย
“เลิกพูดจาเหลวไหลได้แล้ว จัดการ!”
เถ้าแก่เจียงโบกมือ แล้วสามคนที่อยู่ด้านหลังก็ทำการโอบล้อมสวี่หยางเอาไว้
สี่คนนี้ล้วนอยู่ขอบเขตกลั่นลมปราณระดับเจ็ดถึงแปด
ดูจากความช่ำชองแล้ว เกรงว่าจะทำเรื่องแบบนี้มานับครั้งไม่ถ้วน
ใบหน้าของสวี่หยางมืดมนขณะมองคนทั้งสี่ที่กำลังล้อมเข้ามา
เวลาต่อมา ก่อนอีกฝ่ายจะทันได้ลงมือ เขาก็ส่งกระบี่หยวนชี่ออกไป
กระบี่หยวนชี่แยกออกเป็นกระบี่บินเก้าเล่มขณะพุ่งออกไปรอบทิศ
พรวด พรวด พรวด…
ทั้งสี่คนถูกสังหารในพริบตา
“ขอบเขตกลั่นลมปราณ… ขอบเขตกลั่นลมปราณระดับเก้า เจ้า…”
เถ้าแก่เจียงก้มมองรูโลหิตบริเวณหัวใจด้วยความเสียใจเป็นอย่างยิ่ง
หากรู้ว่าอีกฝ่ายอยู่ขอบเขตกลั่นลมปราณระดับเก้า มีหรือที่เขาจะกล้าเข้ามาสร้างปัญหา
พรวด!
ทันทีที่ร่างล้มลง สวี่หยางก็ตรวจสอบถุงเก็บของด้วยความอุ่นใจ
“ยาจกนัก!!” สวี่หยางเม้มปาก
ทั้งสี่มีหินวิญญาณรวมกันไม่เกินห้าร้อยก้อนด้วยซ้ำ
ขั้นของศัสตราศักดิ์สิทธิ์กับยันต์ค่อนข้างต่ำมาก หาได้มีอะไรพิเศษไม่
ทว่าเมื่อค้นของจากเถ้าแก่เจียง สวี่หยางก็บังเอิญพบใบชาจำนวนมาก
ภายในกล่องอันวิจิตรงดงามปรากฏเมล็ดพันธุ์สีทองเรืองรองส่องประกาย
หัวใจของสวี่หยางเต้นโครมครามด้วยความตื่นเต้น
เพราะบนกล่องนี้เขียนไว้ว่า เมล็ดพันธุ์ชารักขามรกต
“เหอะ ถึงกับพกเมล็ดพันธุ์ชารักขามรกตติดตัว ฮ่าฮ่า เถ้าแก่เจียง ข้านึกแล้วว่าเจ้าเป็นคนดี”
สวี่หยางมีความสุขนัก
หลังจากนั้น เขารวบรวมสิ่งของและเตรียมที่จะหาสถานที่ปลูกหลังจากกลับไป เพื่อที่ภายภาคหน้าจะได้ไม่ขาดแคลนใบชาล้ำค่าอีก
ตูม ตูม ตูม…
ลูกไฟสี่ลูกถูกยิงออกไปเพื่อแผดเผาศพทั้งสี่ร่าง
หวงเสี่ยวเหมยจู่ ๆ ใบหน้าก็กลายเป็นสีแดงประหนึ่งลูกผิงกั่ว มันหมายความว่าอย่างไร??
ความจริงแล้วหวงเสี่ยวเหมยไม่ทราบว่าที่สวี่หยางบอกเช่นนี้ก็เพราะรังเกียจกฎเช่นนั้นในสังคม
ตอนนี้ เพียงเพื่อยาสร้างรากฐาน เขาต้องปล่อยให้สหายตกอยู่ภายใต้กฎนี้ ถามตามตรง ในฐานะบุรุษแล้วจะปล่อยให้เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นได้หรือ?
อีกอย่าง หวงเสี่ยวเหมยยังเป็นเป้าหมาย ‘การลงทุน’ ที่สำคัญของเขา
เขาหวังว่าหวงเสี่ยวเหมยจะเข้าสู่ขอบเขตจินตานได้ในภายภาคหน้า
จะปล่อยให้ผู้อื่นเอาไปได้อย่างไร?
ด้วยเหตุนี้ เขาจึงค้านหัวชนฝา
แต่เห็นได้ชัดว่าหวงเสี่ยวเหมยเข้าใจผิด
เมื่อนึกถึงความช่วยเหลือที่สวี่หยางหยิบยื่นให้ นางยิ่งมั่นใจว่าเขายังมีใจให้ตนอยู่
“ยังไงก็ช่าง หลินไห่ถังเองก็เป็นนักปรุงยาไม่ใช่หรือ ทักษะการปรุงยาของนางเป็นอย่างไรบ้าง?” สวี่หยางถาม
“นางหรือ แน่นอนว่านางมีความสามารถเช่นกัน เมื่อไม่กี่วันก่อนนางก็กลั่นยาสร้างรากฐานด้วยตัวเองได้ แต่น่าเสียดายที่คุณภาพค่อนข้างธรรมดา”
“คุณภาพธรรมดาหรือ”
สวี่หยางลูบคาง
“ใช่ แต่อาจารย์บอกว่าตอนนี้ศิษย์พี่หลินไห่ถังเป็นนักปรุงยาขั้นสูงระดับหนึ่ง ในทางทฤษฎีแล้ว อัตราความสำเร็จในการกลั่นยาสร้างรากฐานมากกว่าแปดในสิบส่วนแล้ว”
“นักปรุงยาขั้นสูงระดับหนึ่ง!”
สวี่หยางพึมพำ หากว่ากันตามตรง ระดับนี้นับว่ามากเกินพอ แต่สิ่งที่หลินไห่ถังขาดคือประสบการณ์
สวี่หยางส่ายหน้า เขารู้สึกว่ายังไม่จำเป็นต้องเสี่ยงขนาดนั้น
วัตถุดิบยามีค่าเกินกว่าที่จะให้หลินไห่ถังนำมาทดลองกลั่นได้
“เฮ้อ ดูท่าว่าการเดินทางครั้งนี้จะสูญเปล่าสินะ”
สวี่หยางพึมพำ
“สวี่หยาง มีนักปรุงยาอีกคนในสำนักของข้าที่อยู่ขั้นต่ำระดับสอง พรุ่งนี้ให้ข้าลองไปขอดู เจ้าคิดเห็นเช่นไร?”
หลังจากครุ่นคิดสักพัก หวงเสี่ยงเหมยจึงแนะนำอีกครั้ง
“นักปรุงยาคนนั้นไม่ให้เจ้าทำอะไรใช่หรือไม่?” สวี่หยางถามด้วยความกังวล
“ไม่แน่นอน เพียงแต่ราคาค่อนข้างแพงเล็กน้อย นอกเหนือจากหินวิญญาณสามพันก้อนแล้ว เจ้ายังต้องให้สมุนไพรบางส่วนอีกด้วย”
“นั่นไม่ใช่ปัญหา”
สวี่หยางพยักหน้า
ดวงตางดงามของหวงเสี่ยวเหมยเหลือบมองก่อนจะเอ่ยด้วยรอยยิ้มบาง ๆ “สวี่หยาง ดูเหมือนช่วงนี้เจ้าจะสุขสบายดี หากมั่งคั่งเช่นนี้ เมื่อไหร่จะมาสนับสนุนข้าบ้างหรือ”
“ต้องการเท่าไรเล่า?”
“เจ้าให้จริงหรือ”
“อื้ม ถ้าไม่กี่ร้อยก็พอไหวอยู่”
หวงเสี่ยวเหมยคลี่ยิ้ม “งั้นก็ดี พรุ่งนี้ข้าจะไปหานักปรุงยา หลังจากนี้เจ้าพาข้าไปซื้อของขวัญด้วย”
“ได้!”
ด้วยเหตุนี้ ทั้งสองจึงเดินออกมาแล้วมุ่งหน้าสู่ถนนในเมืองเซียน
หวงเสี่ยวเหมยซื้อขนม ส่วนสวี่หยางซื้อเครื่องประดับขนาดเล็กนำกลับไปให้ภรรยา
“หืม? เสี่ยวเหมย ไม่คิดเลยว่าจะมาเจอเจ้าที่นี่ เขาเป็นลูกพี่ลูกน้องที่เจ้าเคยพูดถึงใช่หรือไม่?”
ทันใดนั้น เสียงของคนแปลกหน้าก็ดังขึ้น

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ย่างก้าวสู่วิถีเซียน