บทที่ 143 พ้นจากตำแหน่งผู้นำตระกูล
สวี่หยางรีบหยิบซองจดหมายขึ้นมาดู
เป็นไปอย่างที่เขาคาดเดาเอาไว้
หวงเสี่ยวเหมยบอกว่านักปรุงยาเพิ่งว่างเมื่อไม่นานมานี้ และมีสมุนไพรมากพอสำหรับกลั่นยาสร้างรากฐาน ดังนั้นหากเขารวบรวมได้แปดในสิบส่วนแล้วก็สามารถเข้ามาขอความช่วยเหลือได้
เนื้อหาของจดหมายค่อนข้างสั้น
สวี่หยางพยักหน้าเล็กน้อย “สมุนไพรก็ใกล้รวบรวมได้แปดส่วนแล้ว อีกไม่กี่วันคงได้ไปสำนักชิงหยาง”
หลังจากกลั่นยาสร้างรากฐานในครั้งนี้ก็จะเป็นการสร้างรากฐานอย่างเป็นทางการ!
ประกอบกับไพ่ตายจำนวนมากที่อยู่ในมือ ความคิดของสวี่หยางจึงยิ่งชัดเจนก่อนจะก้าวออกจากถังน้ำ “อวี้เอ๋อร์ วันนี้ปิดร้านเร็วหน่อย ข้าจะพาเจ้าไปกินอาหารอร่อยที่ภัตตาคาร”
“จี๊ด จี๊ด จี๊ด…”
เมื่อได้ยินคำว่าภัตตาคาร หนูสุ่ยหลิงก็วิ่งไล่ตามมาด้วยความตื่นเต้น
“เจ้าตัวน้อย เฝ้าบ้านให้ดีแล้วข้าจะห่อกลับมาให้”
สวี่หยางส่ายหน้า
หลังจากออกไปแล้ว เขาสังเกตเห็นว่าผู้คนทั้งหลายมารวมตัวมุ่งหน้าไปยังร้านของจางฉางหลิ่ง
ปรากฏว่าเป็นศิษย์ของตระกูลหลินเข้ามาบุกค้นบ้าน
ว่ากันว่าเป็นหลินหวั่นชิงกลับมาพร้อมกับศพสามศพ
คาดไม่ถึงว่าซ่งผิงกับจางฉางหลิ่งจะลอบสังหารหลินหวั่นชิง ส่งผลให้หวงเหวินหลินที่ออกไปพร้อมนางกับศิษย์ต่างแซ่นามจางจ่างเฟิงถึงแก่ความตาย
ดังนั้นตระกูลหลินจึงปิดล้อมสถานที่นี้ไว้
หญิงชราผู้คอยรับใช้จางฉางหลิ่งถูกจับกุมในสภาพร่ำไห้หาบิดามารดาพลางกรีดร้องว่า “ข้าไม่เกี่ยวกับเรื่องนี้ ข้าไม่เกี่ยวกับเรื่องนี้!!”
สวี่หยางติดต่อหาหลินหวั่นชิงเพื่อสอบถามว่าเหตุการณ์นี้จะสามารถโค่นล้มหลินเวยได้หรือไม่?
ในความเห็นของสวี่หยาง หากผู้นำตระกูลลงมือในครั้งนี้แล้วจับกุมหลินเวยได้ มันคงเป็นการดีไม่น้อย
หลินหวั่นชิงตอบกลับมาว่าไม่มีหลักฐานบ่งชี้ว่าหลินเวยเป็นผู้สั่งการจางฉางหลิ่งกับซ่งผิง
หากไม่มีหลักฐานก็ไม่สามารถทำอะไรหลินเวยได้
ยิ่งกว่านั้น สาวใช้ของจางฉางหลิ่งไม่ค่อยรู้อะไรมากนัก นางไม่ทราบแม้กระทั่งความสัมพันธ์ระหว่างเจ้านายกับหลินเวยด้วยซ้ำ
ทว่าผู้นำตระกูลบอกนางว่าเขาจะจำกัดสิทธิ์ของหลินเวยให้
นอกจากนี้ นางยังบอกว่ามีข่าวดีมาบอกสวี่หยางด้วย
ส่วนข่าวดีคืออะไรนั้น นางจะมาบอกในคืนพรุ่งนี้
“เหอะ มาทำให้ข้าอยากแล้วจากไปสินะ”
สวี่หยางยิ้มบางขณะลูบคาง จากนั้นเดินเข้าไปในโรงเตี๊ยมกับภรรยาทั้งสอง
อาหารมื้อนี้หรูหรายิ่งนัก
หลินอวี้กับเสิ่นม่านอวิ๋นต่างกินอิ่มจนท้องป่อง
หลังกลับถึงร้าน สวี่หยางหยิบตำราลับออกมาแล้วมอบให้เสิ่นม่านอวิ๋น
“นี่มัน…”
เมื่อเห็นตัวอักษรขนาดใหญ่ที่ระบุว่า ‘ศาสตร์ทำยันต์ศักดิ์สิทธิ์’ ร่างกายบอบบางของเสิ่นม่านอวิ๋นก็สั่นเทาเล็กน้อย
“ตำราลับสร้างยันต์”
“ไม่เลว!”
สวี่หยางยิ้ม “ข้าได้รับมาจากจางฉางหลิ่ง หากมีสิ่งนี้ ทักษะการสร้างยันต์ของเจ้าก็จะพัฒนาสู่ระดับที่สูงขึ้นแน่”
“ฮือ ฮือ ฮือ สามี เจ้าช่างแสนดีเหลือเกิน”
เสิ่นม่านอวิ๋นโถมร่างกระโดดเข้าหาสวี่หยางเพื่อสวมกอดด้วยความรักใคร่
…
บ้านพักของผู้อาวุโสใหญ่หลินเวย
หลังจากทราบว่าบ้านของจางฉางหลิ่งถูกปิดล้อม เขาก็คลุ้มคลั่งขึ้นมาทันที
แม้คนอื่นจะไม่ทราบว่าจางจ่างเฟิงคือใคร แต่เขารู้ว่าตัวตนนั้นคือสวี่หยาง!
นี่คือสิ่งที่จางฉางหลิ่งบอกกับเขาด้วยตัวเอง หลังจากสวี่หยางซื้อยันต์มาแล้ว ตนเองได้ลอบดัดแปลงยันต์จนสามารถตามรอยอีกฝ่ายได้
หลังจากนั้น ขณะหลินหวั่นชิงออกไป จางฉางหลิ่งก็พบว่ายันต์ที่มอบให้สวี่หยางปรากฏอยู่ข้างกายนาง เขาจึงเข้าใจทันทีว่าจางจ่างเฟิงคือสวี่หยาง
“มีเพียงสวี่หยางกับหลินหวั่นชิงที่กลับมาในครั้งนี้ ส่วนหวงเหวินหลินกับซ่งผิงซึ่งอยู่ขอบเขตสร้างรากฐานต่างเสียชีวิต”
“สุนัขคู่นี้ทำได้อย่างไรกัน?”
เขาสงสัยว่าซ่งผิงเกิดไปมีปากมีเสียงจนทะเลาะกับหวงเหวินหลิน จึงเกิดการปะทะจนถึงแก่ความตายหรือไม่?
คำกล่าวนี้คือสิ่งที่หลินหวั่นชิงบอกให้โลกภายนอกได้รับรู้
แต่หากลองคิดให้ถ้วนถี่แล้ว มันก็เป็นไปไม่ได้
ซ่งผิงเป็นคนแบบไหน?
นักปรุงยาเฒ่าผู้มากด้วยเล่ห์เหลี่ยมจะมาสู้กับหวงเหวินหลินได้อย่างไร
ยิ่งกว่านั้น หวงเหวินหลินก็แข็งแกร่งกว่า เพียงแค่เห็นหน้าก็สายเกินกว่าจะหลบหนีได้ แล้วเขาจะเป็นฝ่ายลงมือได้อย่างไร
มีข้อสงสัยเกี่ยวกับเรื่องนี้ค่อนข้างมาก แต่สิ่งหนึ่งที่มั่นใจได้ก็คือสวี่หยางกับหลินหวั่นชิงจะต้องมีความสัมพันธ์บางอย่างไม่ผิดแน่
เขาพร้อมที่จะใช้จุดนี้เพื่อเล่นงานอีกฝ่าย
ลองคิดให้ดี คุณหนูใหญ่แห่งตระกูลหลินสร้างสายสัมพันธ์กับบุรุษต่างแซ่ หากแพร่งพรายออกไป ผู้คนจะคิดเห็นเช่นไร?
“หากสวี่หยางถูกเล่นงานเพราะเรื่องนี้ อย่างน้อยก็จะทำให้สภาพจิตใจของหลินหวั่นชิงได้รับผลกระทบ ถึงตอนนั้นก็เป็นการยากที่นางจะสร้างรากฐานได้”
…
ตกเย็น หลังจากปรนนิบัติภรรยาทั้งสามแล้ว สวี่หยางก็เดินเข้าไปในสวนหลังบ้านอันมืดมิด
เขาทำการปลูกเมล็ดพันธุ์ที่ได้รับในครั้งนี้ลงในทุ่งวิญญาณทีละเมล็ด
ไม่ช้า ข้อมูลเกี่ยวกับเมล็ดพันธุ์ก็ปรากฏตรงหน้า
เมล็ดพันธุ์ระดับสองเหล่านี้ล้วนเป็นสมุนไพรที่จำเป็นต่อการกลั่นยาสร้างรากฐาน
หากถึงคราวที่เขาเดินทางไปสำนักชิงหยาง เขาจำเป็นต้องเตรียมสมุนไพรที่จำเป็นทั้งหมดให้พร้อมเพื่อให้สามารถกลั่นยาสร้างรากฐานได้
สวี่หยางมองดอกไม้สีฟ้าอ่อน
หญ้าจิตน้ำแข็ง!
ต่อไปก็เพิ่มคะแนน
ไม่ช้า เวลาก็ผ่านไปหนึ่งก้านธูป
สมุนไพรแต่ละชนิดได้รับการจัดเก็บอย่างระมัดระวัง
“รวบรวมสมุนไพรได้แปดสิบห้าในร้อยส่วนแล้ว”
ในตอนนี้ สวี่หยางก็รู้สึกโล่งอก
เช้าวันรุ่งขึ้น สวี่หยางเหลือบมองคะแนนพิเศษที่ได้รับ
ภรรยาทั้งสามคนมอบคะแนนพิเศษให้กับเขาทั้งสิ้น 90 แต้ม
หลายวันมานี้ สวี่หยางกำลังเตรียมตัวที่จะไปสำนักชิงหยาง
หลินหวั่นชิง เสิ่นม่านอวิ๋นและหลินอวี้ต่างแสดงความตั้งใจที่จะติดตามไปด้วยเพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาที่อาจเจอระหว่างทาง
แต่สวี่หยางปฏิเสธ
เป้าหมายครั้งนี้ใหญ่เกินกว่าที่พวกเขาทั้งสามจะออกเดินทางด้วยกันได้!
หลังจากแผนการคราวที่แล้วล้มเหลว หลินเวยอาจจะไม่ส่งขอบเขตสร้างรากฐานธรรมดามาโจมตีอีกเป็นหนที่สอง เขาอาจถึงขั้นลงมือเองก็เป็นได้
“เจ้านี่มัน…”
“ท่านลุงใหญ่ เช่นนั้นข้าขอตัว”
หลินหวั่นชิงเดินออกจากที่พักของตระกูลหลินขณะเผชิญหน้ากับสมาชิกตระกูลมากหน้าหลายตาที่เข้ามาถามไถ่ นางจึงอธิบายเรื่องความสัมพันธ์ของตนเองกับสวี่หยางไปตามตรง
ทุกคนตกอยู่ในความโกลาหล
หลินหวั่นชิงกับสวี่หยางเป็นสามีภรรยากันแล้ว
“เป็นแบบนี้ได้อย่างไร?”
“คุณหนูหลินหวั่นชิงบ้าไปแล้วหรือ นางทิ้งโอกาสการเป็นผู้นำตระกูลเพียงเพราะผู้บำเพ็ญธรรมดาเนี่ยนะ”
“ข้าไม่เข้าใจ เหตุใดนางถึงทำแบบนี้?”
“ข้าก็ไม่เข้าใจเหมือนเจ้านั่นแหละ ช่างน่าเสียดายนัก เห็นได้ชัดว่านางคือคนที่มีโอกาสไปถึงขอบเขตจินตานมากที่สุด”
จากนั้นก็มีอีกหนึ่งข่าวตามมา
ว่ากันว่าผู้นำตระกูลหลินอีหลุนในตอนนี้ให้ความสนใจที่จะสนับสนุนหลินอี้เตาซึ่งเป็นผู้มีคุณสมบัติอีกคน
ดูท่าว่าเรื่องที่หลินหวั่นชิงตัดใจจะเป็นความจริง
ทว่าหลินอีหลุนยังไม่ประกาศข่าวด้วยตัวเองเท่านั้น
อีกด้านหนึ่ง หลินอี้เตาเข้าสู่ดินแดนลับ และยังไม่มีทีท่าจะออกมา
ในเวลาเดียวกันก็มีข่าวใหญ่ในโลกเซียนแดนเหนือ
ดินแดนลับธารทมิฬกำลังจะเปิดในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า
ดินแดนลับแห่งนี้ตั้งอยู่บริเวณใจกลางทะเลสาบบนเกาะขนาดเล็กซึ่งอยู่ใกล้กับตระกูลถัง
อาจเป็นเพราะดินแดนลับแห่งนี้ที่ทำให้น้ำในทะเลสาบรอบข้างกลายเป็นสีดำ แต่มันไม่มีพิษ และมีลักษณะคล้ายกับหมึกชนิดพิเศษ
สถานที่ดังกล่าวไม่ได้เป็นของกองกำลังใด ทุก ๆ เจ็ดแปดปี ดินแดนลับธารทมิฬจะปรากฏราวกับภาพลวงตา ดุจภาพวาดทิวทัศน์
ถึงตอนนั้น ทางเข้าก็จะเปิดออก
เรื่องที่น่าสนใจคือ ดินแดนลับแห่งนี้มีไว้เพื่อผู้บำเพ็ญมนุษย์ขอบเขตสร้างรากฐานขั้นปลายหรือต่ำกว่าโดยเฉพาะ ผู้ที่แข็งแกร่งกว่านั้นจะไม่สามารถเข้าไปได้ และจะถูกดีดออกมาทันทีที่ก้าวขาเข้าไป
ภายในนั้นยังมีสมุนไพรวิญญาณลึกลับกับสมบัติลับ รวมถึงสมุนไพรวิญญาณที่ใช้สำหรับขอบเขตเจี่ยตาน รวมถึงมรดกเกี่ยวกับวิชายุทธ์มากมาย
ครั้งหนึ่งเคยมีผู้บำเพ็ญธรรมดาที่ได้รับสมบัติที่ใช้สำหรับขอบเขตจินตาน หลังจากผ่านไปไม่กี่ปี เขาก็กลายเป็นผู้บำเพ็ญมนุษย์ขอบเขตจินตานที่ทั่วโลกต้องสั่นสะเทือน
ตอนนี้ ผู้บำเพ็ญมนุษย์ทั้งหลายผู้อยู่ขอบเขตสร้างรากฐานขั้นต้นกับขั้นกลางกำลังเตรียมตัวเข้าสู่ดินแดนลับนี้
แน่นอนว่าผู้บำเพ็ญมนุษย์ขอบเขตกลั่นลมปราณก็สามารถเข้าร่วมได้เช่นกัน แต่อัตราการเสียชีวิตนั้นคงไม่ต้องเอ่ยถึง หากอาจหาญไม่กลัวตายมากพอก็สามารถเข้าไปได้
…
สวี่หยางย่อมไม่ทราบสิ่งที่เกิดขึ้นกับตระกูลหลิน
เพราะเขาอาศัยประโยชน์จากม่านราตรีออกจากเกาะหงเยี่ยแล้ว
สองวันต่อมา สวี่หยางก็มาถึงอำเภอขนาดเล็กแห่งหนึ่ง เขาทำการเติมเสบียงและพักผ่อนที่นี่
มันเป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้ แม้ตอนอยู่ข้างนอกจะสามารถติดตั้งค่ายกลเพื่อพักผ่อนได้ แต่โดยรวมแล้วมันก็เป็นการนอนหลับที่ไม่สบายตัวเท่าใดนัก
ในที่สุดตอนนี้ก็เข้าสู่ดินแดนที่อยู่ภายใต้อำนาจของสำนักชิงหยางแล้ว แม้อำเภอแห่งนี้จะมีขนาดเล็ก แต่ก็ไม่ต้องห่วงเรื่องความปลอดภัยแต่อย่างใด
หลังจากเข้าไปในโรงเตี๊ยม สวี่หยางก็นับเสบียงที่มีอยู่ในมือ
ก่อนออกเดินทางหลินหวั่นชิงได้มาหาเขา แล้วมอบยันต์แสงทองเพื่อไว้ป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้น
“อืม ซื้อวัสดุสร้างยันต์เพิ่มดีกว่า”
สวี่หยางเดินออกมาก่อนฟ้าจะมืด
“รู้หรือยังว่าหลินหวั่นชิงพ้นจากตำแหน่งในฐานะผู้สืบทอดผู้นำตระกูลแล้ว!”
ผู้ที่มารับประทานอาหารบริเวณชั้นล่างกำลังสนทนากับสหายเกี่ยวกับตระกูลหลินอย่างออกรส
[1] กินข้าวนิ่ม เปรียบเปรยว่าเกาะผู้หญิงกิน

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ย่างก้าวสู่วิถีเซียน