เข้าสู่ระบบผ่าน

ย่างก้าวสู่วิถีเซียน นิยาย บท 152

บทที่ 152 ภรรยาตื่นเต้น

“การมียันต์ศักดิ์สิทธิ์ย่อมหมายความว่าสามารถจัดการกับผู้บำเพ็ญมนุษย์ขอบเขตจินตานได้”

สวี่หยางสัมผัสได้ว่ายันต์ศักดิ์สิทธิ์นี้มีชื่อว่ายันต์ศักดิ์สิทธิ์พิรุณโปรย แม้ชื่อจะฟังดูธรรมดา แต่พลังของมันกลับร้ายกาจกว่ายันต์แสงทองหลายร้อยเท่า

สวี่หยางยกยิ้ม ตอนนี้ทั้งสี่ชีวิตในครอบครัวของเขาปลอดภัยมากขึ้นแล้ว

“สามี เจ้าตื่นแล้วสินะ เมื่อครู่กำลังคิดอะไรอยู่หรือ สีหน้าดูมีความสุขไม่น้อย”

ดวงตากลมโตน่ารักของหลินอวี้ลืมขึ้นแล้วถามด้วยรอยยิ้ม

“อื้ม ข้ากำลังคิด… เรื่องที่เจ้าน่าจะรู้”

ว่าแล้วก็หลุบตามองเนินอกขนาดน่ารักของหลินอวี้

หลินอวี้เตือน “ให้ตายเถอะ นี่ยังเช้าอยู่นะ ข้าต้องไปทำอาหารเช้าก่อน ไม่อย่างนั้นเดี๋ยวได้สายจริง ๆ แน่”

ตอนนี้มันค่อนข้างสายมากแล้ว แต่พวกเขายังไม่ได้เปิดร้านเลย

แน่นอนว่าเมื่อคืนนี้หลินอวี้ตกใจมาก แถมตอนนี้นางกำลังสั่นสะท้านเมื่อเห็นส่วนนั้นของสวี่หยาง…

“ไม่เห็นต้องรีบเลย!”

สวี่หยางคว้าอีกฝ่ายไว้พลางเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “ข้ามีของดีจะให้เจ้า”

“หืม มันคืออะไรล่ะ??”

หลินอวี้เผยท่าทีสนใจ นางกระเถิบไปหาถุงเก็บของของสวี่หยางอย่างระมัดระวัง เพื่อทำการตรวจสอบด้วยความอยากรู้ว่ามีอะไรอยู่ข้างใน

“มันคือหุ่นเชิด หุ่นเชิดใหม่เอี่ยม!” สวี่หยางสวมกอดหลินอวี้ขณะบรรจงจุมพิตลงบนใบหน้าเนียนของภรรยา

หลินอวี้เอ่ยอย่างเขินอาย “หุ่นเชิดตัวใหม่ ว้าว เยี่ยมไปเลย มันคืออะไรหรือ ถ้าดีเทียบเท่ากับเทพีหมายเลขหนึ่งก่อนหน้าก็คงดีไม่น้อย”

สวี่หยางโบกมือ “เทพีหมายเลขหนึ่งอะไรกัน? ของข้าดีกว่าเยอะ”

หลินอวี้รู้สึกขบขันนัก

นางเม้มปากกลั้นยิ้ม “สามี ข้าพอใจมากที่เจ้าใส่ใจข้าถึงขนาดนี้ แต่หุ่นเชิดมันพังง่ายและพวกเราก็ซ่อมเองไม่ได้ ไม่เห็นจำเป็นต้องซื้อของแพงมาเลย”

น้ำเสียงอ่อนโยนของหลินอวี้ทำให้ในใจของสวี่หยางคล้ายกับได้สัมผัสกับความซาบซึ้งอันอ่อนโยน

ในบรรดาภรรยาทั้งสาม หลินอวี้เป็นคนอ่อนโยนที่สุดแล้ว

“แน่นอนว่าข้าต้องการหาของที่ดีที่สุดและแพงที่สุดให้กับเจ้า!”

สวี่หยางเอ่ยชมอย่างไม่หวงแหน “หุ่นเชิดตัวนี้ดีกว่าเทพีหมายเลขหนึ่งอย่างแน่นอน… ไม่สิ มันดีกว่าเทพีหมายเลขหนึ่งสิบตัวรวมกันเสียอีก”

เมื่อรู้ว่าสวี่หยางไม่ได้พูดเล่น หลินอวี้ก็ยิ่งประหลาดใจ “ดีกว่าเทพีหมายเลขหนึ่งสิบตัวรวมกัน แสดงว่าเป็นหุ่นเชิดระดับสองใช่หรือไม่ ไปได้มันมาจากไหนกัน?”

สวี่หยางยิ้มโดยไม่เอ่ยอะไร

“สามี บอกข้าที บอกข้าที!” หลินอวี้จับมือของสวี่หยางพลางทำหน้ามุ่ย

“ได้ ข้าจะบอก แต่เจ้าต้อง…”

สวี่หยางโน้มตัวเข้ามากระซิบข้างหูหลินอวี้

หลินอวี้กลอกตา แต่ถึงกระนั้นนางก็ยังมุดเข้าไปใต้ผ้าห่ม

ผ่านไปสักพัก หลินอวี้ก็เช็ดปากแล้ววิ่งออกไปข้างนอกพร้อมกับสวี่หยาง

“จงออกมา”

ตูม!!

เสียงคำรามดังขึ้น ทำให้หนูสุ่ยหลิงสะดุ้งตกจากคานบ้าน

เมื่อมันกลับมามีสติก็พบวัตถุขนาดใหญ่ยืนอยู่ตรงหน้า

กลายเป็นว่ามันคือหุ่นเชิดรูปร่างคล้ายมนุษย์ในชุดเกราะทองแดงที่มีความสูงมากกว่าสองหมี่

แม้บอกว่ารูปร่างคล้ายมนุษย์ แต่โครงสร้างของมันเอนไปทางลิงเสียมากกว่า

หน้าอกด้านหน้าปูดโปนประหนึ่งมัดกล้าม ส่วนแขนมีขนาดใหญ่และหนา ติดกระบอกปืนสีดำเรียงกันเป็นแถว

โดยเฉพาะมือของมันที่ถือตรีเพชร

ขาทั้งสองประหนึ่งตอไม้ปักลงพื้น ทำให้บริเวณที่ยืนไม่อาจทานทนต่อแรงกดดันดังกล่าวได้ ส่งผลให้เกิดการกระตุ้นกับค่ายกลป้องกันภายในบ้านทันที ขณะเดียวกันปราณวิญญาณก็ได้กระจายไปตามพื้น

หากไม่ใช่เพราะการป้องกันของค่ายกล พื้นคงแหลกไปแล้ว

“หุ่นเชิดวานรทองแดงอาจจะตัวเล็กกว่าเทพีหมายเลขหนึ่ง แต่ในด้านวัสดุกับความแข็งแกร่งก็สามารถฆ่าเทพีหมายเลขหนึ่งได้ภายในไม่กี่ลมหายใจ” สวี่หยางกระซิบข้างหูของหลินอวี้ “ระดับของมันคือขั้นสูงระดับสอง!!”

หลินอวี้อ้าปากเล็กน้อยขณะมองหุ่นเชิดด้วยความประหลาดใจ

เทียบได้กับขอบเขตสร้างรากฐานขั้นปลาย!!!

ใช่แล้ว หุ่นเชิดเช่นนั้นสามารถเทียบได้กับขอบเขตสร้างรากฐานขั้นปลาย

คลิก!!

สวี่หยางเปิดหน้าอกด้านหน้าของหุ่นเชิด คู่มือการใช้งานด้านในก็ถูกดึงออกมา

อื้ม สิ่งที่เรียกว่าคู่มือการใช้งานคือแผ่นหยก

“สมกับเป็นหุ่นเชิดระดับสอง แม้แต่คู่มือการใช้งานยังแตกต่างจากหุ่นเชิดตัวอื่นเลย”

สวี่หยางยิ้ม

เขาตรวจสอบภายในแผ่นหยกก่อนจะพบว่าไม่เพียงมีข้อมูลเท่านั้น แต่ยังมีคำแนะนำในการควบคุมอีกด้วย

นอกจากนี้ ภายในแผ่นหยกยังมีวิญญาณศัสตราขนาดเล็กที่สามารถเข้าไปในหุ่นเชิดได้ หากมีสิ่งนี้ก็จะสามารถทำการควบคุมได้อย่างสมบูรณ์ ต่อให้หุ่นเชิดจะตกอยู่ในมือของศัตรู แต่ด้วยตัวตนของวิญญาณศัสตรา จึงไม่มีทางที่หุ่นเชิดจะถูกแย่งชิงไปได้

อีกอย่าง เพราะตัวตนของวิญญาณศัสตรา หุ่นเชิดตัวนี้จึงสามารถต่อสู้เองได้อย่างอิสระ

เพียงถ่ายทอดคำสั่งไปยังวิญญาณศัสตรา แล้วมันก็จะสามารถดำเนินการด้วยสติปัญญาของมันเอง

แน่นอนว่ามันคือสิ่งที่เจ้าของจำเป็นต้องสอนสั่ง

สวี่หยางอธิบายวิธีการให้หลินอวี้ฟัง “วิญญาณศัสตรานี้สามารถเติบโตได้ ต่อให้หุ่นเชิดจะถูกทำลาย แต่มันก็สามารถถ่ายโอนเข้าสู่หุ่นเชิดตัวอื่นได้”

หลินอวี้เอ่ยด้วยความประหลาดใจ “นี่มันแข็งแกร่งเกินไปแล้ว มันช่างทรงพลังสำหรับข้านัก”

“อื้ม จากนี้ไป เจ้าต้องสื่อสารกับวิญญาณศัสตราแล้วสอนวิธีจัดการกับสถานการณ์ต่าง ๆ อื้ม แล้วก็ตั้งชื่อให้มันด้วย”

หลินอวี้พยักหน้า จากนั้นจึงทำการสื่อสารกับวิญญาณศัสตราภายในแผ่นหยก

นางไม่รู้ว่าต้องทำอย่างไร

แต่ผ่านไปสักพัก แผ่นหยกก็เรืองแสงออกมา

เสิ่นม่านอวิ๋นถอนหายใจ

แม้ภรรยาทั้งสามจะประหลาดใจ แต่พวกนางฉลาดพอที่จะไม่ซักไซ้อีก

“ข้าคงไม่อยู่กินอาหารเช้า ต้องขอตัวกลับก่อน ในช่วงสองสามวันนี้ ผู้นำตระกูลจะมอบยาสร้างรากฐานให้กับหลินอี้เตา อีกทั้งยังมีอีกหลายที่ที่ต้องได้รับการคุ้มครอง”

หลินหวั่นชิงเอ่ยอย่างไม่ใส่ใจราวกับไม่สนยาสร้างรากฐานระดับหนึ่งของตระกูลแม้แต่น้อย

“เหตุใดผู้นำตระกูลถึงมอบยาสร้างรากฐานให้หลินอี้เตาไวขนาดนี้?” เสิ่นม่านอวิ๋นถามด้วยความเสียดาย

“ตระกูลลู่กำลังรุกคืบเข้ามาทุกที ผู้นำตระกูลจึงบอกว่าจะให้นั่งรอความตายไม่ได้ พวกเราต้องเพิ่มพละกำลังให้กับทุกคนให้เร็วที่สุด หลินอี้เตาเพิ่งสังหารสัตว์อสูรขั้นกลางระดับสองในดินแดนลับ แม้ผู้นำตระกูลจะรู้สึกระแวดระวังในนิสัยของเขา แต่ความสามารถในการต่อสู้ของอีกฝ่ายเป็นของจริง ดังนั้นเขาจึงตัดสินใจมอบยาสร้างรากฐานให้”

หลินหวั่นชิงยิ้มขณะกุมมือของสวี่หยาง “สหายเต๋าสวี่ อย่าได้รู้สึกผิดไปเลย ไม่ใช่เพราะเจ้าที่ทำให้ผู้นำตระกูลมอบยาสร้างรากฐานให้หลินอี้เตา แต่เป็นเพราะตระกูลลู่ต่างหาก ในอีกสามปี ข้าอาจจะเหนือกว่าหลินอี้เตา แต่ไม่ใช่ตอนนี้ เพื่อพัฒนาพลังการต่อสู้ในระยะเวลาอันสั้น ผู้นำตระกูลไม่มีทางเลือก”

สวี่หยางเข้าใจ

ความหมายของหลินหวั่นชิงก็คือ เขาไม่จำเป็นต้องรู้สึกผิดแต่อย่างใด

ถึงอย่างไร เมื่อหลายวันก่อน หากไม่ใช่เพราะเขา หลินหวั่นชิงคงกลายเป็นผู้มีคุณสมบัติเป็นผู้นำตระกูลคนต่อไป แล้วยาสร้างรากฐานก็จะตกเป็นของนาง

แต่นั่นคือสามปีต่อมา

ตอนนี้ เมฆแห่งสงครามหวนกลับมาแล้ว

เพื่อเพิ่มพลังการต่อสู้ของสมาชิกตระกูลเท่าที่จะทำได้ในเวลาอันสั้น ตระกูลหลินจึงมอบยาสร้างรากฐานให้หลินอี้เตา ซึ่งนับว่าเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดในตอนนี้

“ทั้งที่หลินอี้เตาอยู่ขอบเขตกลั่นลมปราณระดับเก้าแต่กลับสามารถสังหารสัตว์อสูรขั้นกลางระดับสองได้!” สวี่หยางพึมพำ หากเขาไม่ได้รับความช่วยเหลือจากสมบัติต่าง ๆ เกรงว่าคงไม่อาจเอาชนะมันได้

“ว่ากันว่าขอบเขตกลั่นลมปราณเข้าใจเจตจำนงแห่งดาบจนบรรลุถึงจุดที่คนกับดาบรวมเป็นหนึ่งเดียวได้!”

“นอกจากนี้ ดาบของเขาไม่ใช่ของมนุษย์ แม้ข้าจะไม่รู้ระดับที่แน่ชัด แต่ตอนนี้ผู้อาวุโสตระกูลหลินหลายคนบอกว่าหลินอี้เตาเป็นคนที่โชคดีและมีโอกาสอันยิ่งใหญ่! แม้นิสัยจะชอบเก็บตัวและเข้าใจยาก แต่ขอแค่มีพลังต่อสู้ก็เกินพอแล้ว!”

หลินหวั่นชิงจับมือของสวี่หยาง “เพราะอย่างนั้น แค่มอบยาสร้างรากฐานให้เขาก็พอ ไม่มีอะไรที่เจ้าสามารถทำได้ในช่วงวิกฤตินี้หรอก”

เมื่อหลินหวั่นชิงเอ่ยจบ สวี่หยางก็รั้งตัวนางไว้ “จะรีบร้อนไปไย ข้ายังมีของขวัญจะให้เจ้าอีก”

“หา? ยังมีของขวัญให้ข้าอีกหรือ?”

หลินหวั่นชิงไม่เชื่อหูตัวเอง รีบดึงมือของสวี่หยาง “ของขวัญแบบไหนหรือ?”

สวี่หยางยกยิ้ม “ลองเดาสิ”

“เอ่อ… อะไรดี คงไม่ใช่ยาสร้างรากฐานหรอกใช่หรือไม่?”

เมื่อเห็นสวี่หยางดูมีลับลมคมใน หลินหวั่นชิงจึงเอ่ยอย่างไม่ใส่ใจ

“สุดยอด เจ้าเป็นพยาธิในท้องข้าหรือ เหตุใดจึงเดาแม่นเช่นนี้”

หลินหวั่นชิงตกตะลึง “เป็นยาสร้างรากฐานจริงหรือ?”

สวี่หยางนำยาสร้างรากฐานออกมา “ลองเปิดดูสิ”

หลินหวั่นชิงแทบอดใจไม่ไหว

กลิ่นยาเข้มข้นกระทบจมูกทันที

สวี่หยางรีบกางค่ายกลป้องกันเพื่อไม่ให้กลิ่นยาเล็ดลอดออกไป

“ยาสร้างรากฐานสามเส้นวิถี!”

ประวัติการอ่าน

No history.

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ย่างก้าวสู่วิถีเซียน