บทที่ 163 ตอนนี้ภรรยาข้ามีวาสนาแล้ว
“ฮิฮิฮิ สามี อวิ๋นเอ๋อร์ก็แค่พูดไปเรื่อย เหตุใดเจ้าต้องโมโหด้วยเล่า?”
หลินอวี้เอ่ยอย่างมีความสุข
“ใช่แล้ว ในความเห็นของข้า ต่อให้เจ้ามีใจแต่ก็หามีความกล้าไม่”
หลินหวั่นชิงเอ่ยประชด
โดยพื้นฐานแล้ว หลินอวี้ไม่สนใจว่าสวี่หยางจะแต่งงานใหม่หรือไม่
แต่หลินหวั่นชิงไม่อยากให้มันเกิดขึ้นเท่าไหร่
ส่วนท่าทีของเสิ่นม่านอวิ๋นยังไม่แน่ชัด
ทว่าเป็นเสิ่นม่านอวิ๋นที่มักหยิบยกเรื่องของหวงเสี่ยวเหมยขึ้นมา ซึ่งสวี่หยางคาดเดาว่านางตั้งใจจะทดสอบบางอย่าง
ดังคาด เสิ่นม่านอวิ๋นเอ่ย “สหายเต๋าสวี่ เจ้ากลัวว่าพวกข้าจะโกรธงั้นหรือ?”
“เอ่อ… ไม่ใช่สักหน่อย เรื่องของหวงเสี่ยวเหมยกับข้ามันผ่านไปแล้ว ในตอนนั้นพวกข้ายังอายุน้อย แต่ตอนนี้… นางอยู่ที่นั่น ส่วนข้าอยู่ที่นี่ ไม่มีทางมาบรรจบกันได้ ไว้ค่อยคุยทีหลังก็แล้วกัน”
สวี่หยางไม่ทราบว่าท่าทีของหวงเสี่ยวเหมยคืออะไร
อีกอย่าง ทั้งเสิ่นม่านอวิ๋นกับหลินหวั่นชิงไม่อยากให้เขาแต่งงานใหม่
ด้วยเหตุนี้ เขาจึงตัดสินใจพูดเช่นนั้น
หลินหวั่นชิงพยักหน้า “เอาเถอะ ครั้งนี้เจ้าไปหาความสนุกที่สำนักชิงหยางได้ แต่ถ้าอยากพากลับมาก็ต้องได้รับความยินยอมจากพวกข้าทั้งสามคนก่อน”
ถึงอย่างไรหลินหวั่นชิงก็เป็นลูกสาวคนโตของตระกูลหลิน ภูมิหลังค่อนข้างยิ่งใหญ่ ดังนั้นนางจึงมีคุณสมบัติที่จะพูดเช่นนี้
สวี่หยางถอนหายใจ หลินหวั่นชิงอยู่ขอบเขตสร้างรากฐานแล้ว ท่าทีของนางจึงแข็งกร้าวยิ่งขึ้น
“เดี๋ยวก่อน เจ้าหมายความว่าอย่างไร เจ้าไม่ได้วางแผนจะไปสำนักชิงหยางด้วยหรือ?” สวี่หยางถาม
หลินหวั่นชิงอธิบาย “หลังจากลุงใหญ่ทราบเรื่องกู่แล้ว เขาก็คิดว่าการให้ข้าอยู่ที่บ้านเพื่อหลีกเลี่ยงการตกเป็นเป้าย่อมเป็นหนทางที่ปลอดภัยกว่า”
สวี่หยางเข้าใจหลินซวี่จือ
หลินหวั่นชิงมีพรสวรรค์สูงส่ง ทำให้นางตกเป็นเป้าได้ง่าย
หลินหวั่นชิงหันไปเอ่ยกับหลินอวี้และเสิ่นม่านอวิ๋น “อวี้เอ๋อร์ ม่านอวิ๋น เจ้าควรอยู่ที่จวนเช่นกัน!”
“อื้ม ได้สิ”
หลินอวี้พยักหน้า
เสิ่นม่านอวิ๋นเหลือบมองสวี่หยาง “สหายเต๋าสวี่ เจ้าคงไม่จุดถ่านไฟเก่ากับหวานใจสมัยเด็กหรอกใช่หรือไม่??”
สวี่หยาง “…”
เอาเถอะ ดูท่าว่าอธิบายไปก็เท่านั้น
…
สามวันต่อมา
สวี่หยางมาถึงบริเวณชานเมืองของที่พักตระกูลหลิน
กลุ่มคนมากกว่าห้าสิบคนพร้อมออกเดินทางแล้ว
คราวนี้ ผู้นำตระกูลหลินอีหลุนเป็นผู้นำด้วยตัวเอง
ผู้อาวุโสใหญ่หลินเวย ผู้อาวุโสรองกับผู้อาวุโสสามตามหลัง
หลินเวยในตอนนี้สูญสิ้นอำนาจในอดีตไปแล้ว
นับตั้งแต่สวี่หยางกับหลินหวั่นชิงแข็งแกร่งขึ้น ตำแหน่งของผู้อาวุโสหลินเวยก็ไร้ความหมาย แล้วสิทธิ์ของเขาก็ถูกหลินอีหลุนลิดรอนจนสิ้น
ส่วนเกาะซวงจื้อ เพราะหลินเวยปกป้องไว้ไม่ได้ แม้สุดท้ายมันจะกลับมาอยู่ในมือของตระกูลหลินเพราะการถอยร่นของตระกูลลู่ แต่ผู้นำตระกูลก็ไม่คืนเกาะดังกล่าวให้กับอีกฝ่าย
ด้วยเหตุนั้น ทำให้สถานะของหลินเวยถูกริบคืนกลับสู่มือของตระกูล
ส่วนคนของหลินเวย พวกเขาต่างแยกย้ายกันไป
หลินเวยในตอนนี้ไม่มีทั้งศักดิ์ศรีหรืออำนาจ หากเขายังไม่มีพละกำลังก็อาจจะไม่สามารถรักษาตำแหน่งในฐานะผู้อาวุโสใหญ่เอาไว้ได้
หลังจากสวี่หยางออกมา เขาก็ดึงดูดวามสนใจจากผู้คนจำนวนมาก
หลินเวยก็มองมาด้วยสายตาไม่ยินดีเช่นกัน ปากของเขาเบะคว่ำ ‘มันวิเศษวิโสมาจากไหนกัน’
แม้จะสบถอยู่ในใจ แต่เขาก็ทราบดีว่าตอนนี้ตนเองไม่มีคุณสมบัติจะไปท้าทายสวี่หยางอีกแล้ว
จากการสังหารขอบเขตสร้างรากฐานสามคนของสวี่หยางในวันนั้น เห็นได้ชัดว่าพละกำลังของเขาเหนือกว่าระดับของตนในตอนนี้มากนัก
หมายความว่า สวี่หยางมีคุณสมบัติที่จะต่อสู้ข้ามขอบเขต
นี่ยังไม่รวมถึงความจริงที่เขาทำหลายสิ่งเพื่อตระกูลหลิน รวมถึงสนับสนุนหลินหวั่นชิง
ผู้บำเพ็ญมนุษย์ที่ได้รับยาสร้างรากฐานสามเส้นวิถีย่อมมีความสามารถที่จะบรรลุขอบเขตจินตานมากกว่าใคร!
ซึ่งหลินหวั่นชิงได้รับโอกาสนั้น
ถึงอย่างไร ผู้นำตระกูลหลินอีหลุนก็ได้เตือนเขาถึงเรื่องนี้เช่นกัน
หากตอนนี้เขาทำอะไรสวี่หยาง หลินหวั่นชิงหรือแม้กระทั่งครอบครัวของทั้งสองขึ้นมา ตระกูลหลินจะไม่นิ่งเฉยอย่างแน่นอน
…
“สามี ตอนออกไปข้างนอกก็ระวังตัวด้วย”
“ครั้งนี้แตกต่างจากปกติ งานชุมนุมผู้ปราบมารย่อมดึงดูดความสนใจจากผู้บำเพ็ญมารอย่างแน่นอน เจ้าต้องระวังให้มาก”
“แล้วก็อย่าไปติดต่อกับคนแปลกหน้า ระวังกู่พวกนั้นด้วย”
ภรรยาทั้งสามห้อมล้อมสวี่หยางขณะเอ่ยเตือนและยัดของหลายอย่างใส่มืออีกฝ่าย
“พวกเจ้าไม่ต้องห่วง”
สวี่หยางยิ้ม “ถึงพวกเจ้าจะอยู่ที่บ้านก็ระวังตัวไว้ด้วยล่ะ”
หลังจากต่างฝ่ายต่างฝากฝังกันไปมา หลินอีหลุนก็ประกาศว่าจะออกเดินทาง
…
หลายสิบวันต่อมา
ในตอนเช้า สรรพสิ่งเงียบสงัด สายลมยามสารทพัดผ่าน
เค้าโครงเมืองเซียนของสำนักชิงหยางก็ปรากฏแก่สายตา
ทันทีที่สวี่หยางรับประทานอาหารเช้าเสร็จ เขาก็เปิดหน้าต่างระบบด้วยความตื่นเต้น
เป็นเพราะอดออมมาหลายวัน ในที่สุดคะแนนพิเศษก็มาถึง 16000 แต้ม
[เคล็ดวิชา: เคล็ดมารทมิฬอเวจีขั้นสมบูรณ์: 0/16000]
ใช่แล้ว เขาอยากทำให้เคล็ดมารทมิฬอเวจีถึงขั้นสูงสุด!!
ในการต่อสู้ครั้งก่อน เคล็ดวิชานี้ทำให้เขาสามารถสังหารขอบเขตสร้างรากฐานสามคนได้ในพริบตา ซึ่งพลังอันมหาศาลยังคงอยู่ในความทรงจำของสวี่หยางอย่างแจ่มชัด!
ดังนั้น นับแต่นั้นมา เขาก็สะสมคะแนนพิเศษมาโดยตลอด เมื่อรวมกับที่ได้มาก่อนหน้า ในที่สุดเขาก็รวบรวมได้เพียงพอแล้ว
“เพิ่มคะแนน!!”
ไม่ช้า หน้าต่างระบบก็เปลี่ยนไป
[ชื่อ: สวี่หยาง]
[คะแนนพิเศษ: 0 แต้ม]
[ขอบเขตพลัง: ขอบเขตสร้างรากฐานขั้นต้น]
[วิชายุทธ์: เคล็ดวิชาหล่อเลี้ยงปราณพฤกษาวารีขั้นปรมาจารย์ (กระตุ้นคุณลักษณะ: ลมหายใจหล่อเลี้ยงปราณ ศาสตร์ลับแห่งการรักษา)]
[วิชายุทธ์: ดัชนีฝังเข็มขั้นปรมาจารย์ (กระตุ้นคุณลักษณะ: เคล็ดดัชนีวิถี)]
[วิชายุทธ์: เคล็ดอำพรางกลิ่นอายขั้นปรมาจารย์ (กระตุ้นคุณลักษณะ: ติดตามกลิ่นอาย)]
[เคล็ดวิชา: เคล็ดวิชามังกรขับขานขั้นปรมาจารย์ (กระตุ้นคุณลักษณะ: คลื่นกระแทกจิตเทวะ)]
[วิชายุทธ์ขัดเกลากายา: ตำราหล่อเลี้ยงกายาขั้นปรมาจารย์ (กระตุ้นคุณลักษณะ: ทนทานเท่าตัว)]
[เคล็ดวิชา: เคล็ดปลูกถ่ายพินิศวิญญาณขั้นปรมาจารย์ (กระตุ้นคุณลักษณะ: ภวังค์จิต)]
หวงเสี่ยวเหมยยังเหมือนเมื่อก่อน นางเป็นผู้บำเพ็ญหญิงขอบเขตกลั่นลมปราณระดับเก้า บัดนี้ปราณมีความมั่นคงมากขึ้น ตนเองเพียงได้รับยาสร้างรากฐานก็พร้อมที่จะก้าวหน้าทุกเวลา
ส่วนหลินไห่ถัง
นางสร้างรากฐานได้สำเร็จ หลังจากไปถึงขอบเขตสร้างรากฐานแล้ว กลิ่นอายก็ไม่ต่างจากเซียน หน้าตาสละสลวย ท่วงท่าสงบเสงี่ยม รูปลักษณ์เย็นชา ปราศจากกลิ่นอายร้อนแรงเหมือนในอดีต
งดงาม!!
สวี่หยางลอบคิดในใจ
“สวี่หยาง เดิมทีพวกข้ากำลังคุยเรื่องการมาเยือนของตระกูลหลินอยู่เลย แต่คาดไม่ถึงว่าจะมีการจัดงานชุมนุมผู้ปราบมารด้วย” หวงเสี่ยวเหมยพยักหน้า
หลินไห่ถังรินชาให้สวี่หยางพลางเอ่ยถามเกี่ยวกับสถานการณ์สงครามระหว่างตระกูลลู่กับตระกูลหลินในตอนนั้น
สำนักชิงหยางอยู่ห่างไกลจากที่นั่น
กว่าจะทราบว่าเกิดการต่อสู้ระหว่างสองตระกูล เวลาก็ล่วงเลยไปหลายวันแล้ว
สวี่หยางอธิบายโดยสังเขปก่อนจะถอนหายใจออกมาในท้ายที่สุด “ไม่คิดเลยว่าตอนท้ายจะถูกผู้บำเพ็ญมารช่วยเอาไว้”
หลังจากสนทนาสักพัก สวี่หยางบอกกับหวงเสี่ยวเหมยเรื่องการระดมทุนสำหรับยาสร้างรากฐาน
หลินไห่ถังเอ่ยทันทีว่านางสามารถช่วยกลั่นให้ได้
หลังจากนั้น หวงเสี่ยวเหมยกับสวี่หยางก็ตรวจสอบสมุนไพรสำหรับยาสร้างรากฐานตามลำดับ
มันมากพอที่จะทำการกลั่นยาคนละหนึ่งเม็ด
ใบหน้าของหวงเสี่ยวเหมยแดงก่ำด้วยความตื่นเต้น “ขอบคุณมาก สวี่หยาง”
“ทุกคนต่างได้ในสิ่งที่ต้องการ ข้าก็ต้องเตรียมให้เสิ่นม่านอวิ๋นเหมือนกัน”
สวี่หยางเอ่ยพลางแย้มยิ้ม
ในที่สุดก็มีการพูดคุยกันว่าหลินไห่ถังจะขอเวลาเตรียมตัวสองสามวันก่อนเริ่มทำการกลั่นยาโดยใช้เวลาสามถึงห้าวัน
บทสนทนากินเวลาไม่เกินครึ่งชั่วยาม
ไม่นานสวี่หยางก็จากไป
หลังเดินออกจากถ้ำของหวงเสี่ยวเหมย สวี่หยางก็ลอบแผ่จิตเทวะเพื่อสังเกตสถานการณ์รอบข้าง
เขาสัมผัสได้เลือนรางว่ามีคนกำลังจ้องมองอยู่
แต่ว่า ศิษย์สำนักชิงหยางจำนวนมากเดินขวักไขว่กันไปหมด
สวี่หยางไม่อาจทราบได้จริง ๆ ว่าเป็นใคร
…
ระหว่างทางกลับ สวี่หยางใช้เคล็ดมารทมิฬอเวจีขณะทั่วร่างกลายเป็นควันแล้วรีบจากไปเท่าที่จะทำได้
เขามุ่งหน้าสู่เมืองเซียน
สวี่หยางรู้สึกเศร้าโศกเล็กน้อยเมื่อย่างเท้าเข้าสู่ถนนสายหลักอีกครั้ง
ภายใต้กายาหมอก เขารวดเร็วถึงขนาดชนเข้ากับมวลบุปผากับพฤกษาแล้วไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ทันทีที่มาถึงประตูทางเข้าภัตตาคารที่ตนเองอยู่อาศัย เฉินหู่ก็ส่งกระแสจิตมาหาสวี่หยาง
“น้องสวี่หยาง มีข่าวสำคัญจะแจ้งให้ทราบ รีบเข้ามา”
ตอนนี้เฉินหู่อยู่ในห้องส่วนตัวของภัตตาคาร
สวี่หยางเดินเข้าไปก่อนจะพบว่ามีผู้บำเพ็ญตาบอดหนึ่งข้างอยู่ข้างใน เขาค่อนข้างมีอายุและแผ่ปราณขอบเขตสร้างรากฐานอยู่ทั่วร่าง
ผู้บำเพ็ญหันมามองสวี่หยางด้วยดวงตาข้างที่เหลือ ก่อนจะพยักหน้าเล็กน้อยเป็นการทักทาย
“พี่เฉินหู่ ข่าวใหญ่ที่ว่าคืออะไรหรือ?”
เฉินหู่ท่องไปทั่วหล้าตั้งแต่อายุยังน้อย ทำให้เขาพบเจอผู้บำเพ็ญมากมายภายในโลกหล้า
เห็นได้ชัดว่าผู้บำเพ็ญมนุษย์หนึ่งตาตรงหน้าคือสหายเก่าของเขา
“สหายของข้าคนนี้เพิ่งหลบหนีจากสำนักฮ่าวชี่ชุนหยางเมื่อวานนี้”

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ย่างก้าวสู่วิถีเซียน