เข้าสู่ระบบผ่าน

ย่างก้าวสู่วิถีเซียน นิยาย บท 165

บทที่ 165 ฟ้าดินมิเคยเรียบง่าย

เทพธิดาเซียวเหยาไม่คาดคิดว่าจะได้พบคนรู้จักที่นี่

ทว่านางค่อนข้างอายเกินกว่าจะปรากฏตัวในสถานที่เช่นนี้

แม้นางจะขายศิลป์หาใช่ร่างกาย แต่สุดท้ายก็ยังโคจรอยู่ในสถานที่แห่งการล่อลวง เมื่อคิดได้ดังนี้ ตนเองจึงไม่ตั้งใจที่จะกล่าวทักทายสวี่หยาง แต่เลือกที่จะเตรียมการแสดงอย่างเร่งรีบ

ทว่าสิ่งที่ทำให้ประหลาดใจก็คือสวี่หยางเป็นฝ่ายติดต่อหานางก่อน

“สหายเต๋าหลิน คาดไม่ถึงว่าจะได้มาพบเจ้าที่นี่”

หลินไห่ถังตกตะลึงชั่วขณะ สีหน้าของนางเผยความประหลาดใจ “เจ้าหาข้าเจอได้อย่างไร?”

นางมีสมบัติแปลกประหลาดบนร่างกายที่สามารถปกปิดปราณได้เป็นอย่างดี

นางคิดว่ามันสมบูรณ์แบบแล้ว แต่สวี่หยางก็ยังมองออกได้ในทันที

สวี่หยางหัวเราะแผ่วเบา “เจ้าเดาสิ”

“เฮ้อ ในเมื่อเจ้ารู้แล้วก็รู้ไป ข้าว่าจะชวนไปดื่มหลังจากนี้อยู่พอดี ว่าอย่างไร?”

“เยี่ยมเลย ข้าอยากชื่นชมการแสดงของสหายเต๋าหลินอยู่พอดี”

สวี่หยางไม่คาดฝันว่าหลินไห่ถังแห่งสำนักชิงหยางจะมีอาชีพเสริมเช่นนี้

มันช่างเป็นเรื่องที่อุกอาจนัก

แต่พอมาคิดอย่างถ้วนถี่ในตอนนี้ มันก็มีสิ่งแปลกประหลาดมากมายเกี่ยวกับหลินไห่ถังจริง ๆ

ยกตัวอย่างเช่น นางมีพื้นเพธรรมดา ถึงกระนั้นก็ยังเป็นนักปรุงยา

ต้องทราบก่อนว่าแม้นักปรุงยาจะดูมีอนาคต แต่หากต้องการเริ่มตั้งตัวก็ต้องมีทรัพยากรสนับสนุนจำนวนมาก

หาไม่แล้ว แค่เตากลั่นยาเพียงอย่างเดียว ตระกูลธรรมดาส่วนใหญ่ก็ไม่สามารถซื้อได้

จากนั้นในช่วงแรก เมื่อนักปรุงยาเรียนรู้การกลั่นยา อัตราความล้มเหลวจะค่อนข้างสูง หากไม่ระวัง วัตถุดิบสมุนไพรชั้นดีจำนวนหนึ่งอาจจะถูกผลาญโดยสูญเปล่า

ดังนั้นในโลกเซียนจึงมีสุภาษิตเกี่ยวกับนักปรุงยา

เบื้องหลังนักปรุงยาที่ประสบความสำเร็จทุกคน ย่อมมีโอสถที่ถูกทิ้งกองเป็นภูเขา

จากสุภาษิตนี้ ไม่ว่าใครก็มองออกว่านักปรุงยาเติบโตยากเพียงใด

เขาจำได้ว่าหวงเสี่ยวเหมยเคยบอกว่าหลินไห่ถังมีภูมิหลังธรรมดาและไม่มีพ่อแม่

ในตอนนั้น เขาสงสัยว่าหลินไห่ถังพึ่งพาอะไรในการสนับสนุนเส้นทางการเป็นนักปรุงยาของตัวเอง

“จุ๊จุ๊ คณิกาชั้นสูง!”

สวี่หยางถอนหายใจ

จากนั้นเขามองกลุ่มบุรุษที่ตื่นเต้นรอบข้างก่อนจะหัวเราะออกมา

เพราะคนกลุ่มนี้ยอมจ่ายไปมากเพียงเพื่อจะได้สนทนากับหลินไห่ถัง ส่วนเขาไม่ต้องเสียสักแดง

“ถ้าคนพวกนี้รู้เข้า เกรงว่าพวกเขาคงโกรธแค้นข้ามากกระมัง??”

ในตอนนี้

หลินไห่ถังกำลังถือผีผาก่อนจะเริ่มทำการบรรเลง

ร่างกายร่ายรำพลิ้วไหว เสียงเพลงอันไพเราะลอยล่องไปทั่ว

สวี่หยางก็ค้นพบความงดงามของบทเพลงนี้เช่นกัน เขารู้สึกเหมือนกับอยู่ในป่าเขียวขจีที่มีแสงอาทิตย์อบอุ่นสาดส่องลงมาสู่ผืนดิน ทำให้ผู้คนรู้สึกผ่อนคลายและยินดี

เบื้องหน้าคือเทพธิดาสวมผ้าคลุมหน้าผู้กำลังเล่นสนุกกับตนอยู่กลางพงไพร

มันช่างงดงามและน่าดูชมจนให้ความรู้สึกเหมือนกับสายลมวสันต์

ความเหนื่อยล้าก่อนหน้านี้ถูกขจัดออกไปสิ้น

“เดี๋ยวก่อน นี่คือ…”

สวี่หยางพบว่าดนตรีนี้เต็มไปด้วยพลังแปลกประหลาด

มันไม่ใช่จิตเทวะหรือพลังวิญญาณ

เขารู้สึกเหมือนกับว่าจิตวิญญาณทั้งหมดกำลังล่องลอยไป!!

“จิตวิญญาณ นี่คือพลังจิต”

สวี่หยางรู้สึกประหลาดใจ

ผู้บำเพ็ญมนุษย์ทุกคนต่างครอบครองพลังจิต

ทว่าต่อให้ครอบครองก็ไม่ได้หมายความว่าจะสามารถใช้มันได้

เหมือนกับที่ทุกคนมีจิตเทวะ แต่ไม่รู้วิธีใช้งาน

ในทำนองเดียวกัน แม้เขาจะครอบครองพลังจิต แต่ก็ไม่รู้วิธีควบคุมมัน

ยามนี้ห้องโถงที่เดิมมีเสียงดังเซ็งแซ่พลันตกอยู่ในความเงียบงัน ทุกคนซึมซับความงดงามของมัน

อย่าว่าแต่บุรุษเลย แม้กระทั่งสตรีในห้องโถงก็ไม่ต่างกัน

ไม่นาน บทเพลงก็สิ้นสุดลง

หลินไห่ถังคำนับเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยอย่างอ่อนโยน “ขอบคุณทุกท่านที่ให้การสนับสนุน”

“แปะ แปะ แปะ…”

ฝูงชนพากันปรบมือ

จากนั้น หลินไห่ถังก็ทำการแสดงต่อไป

หลังจากได้ฟังหนึ่งครั้ง สวี่หยางก็รู้สึกว่ามันช่างคุ้มค่าเหลือเกิน

ท่วงท่าการร่ายรำกับดนตรีอันงดงามคือสิ่งที่หาชมได้ยากในโลก

ในที่สุด มันก็ถึงเวลาที่ต้องเชิญใครสักคนขึ้นไปสนทนาเกี่ยวกับประสบการณ์การบำเพ็ญกับหลินไห่ถังแล้ว

สิ่งที่ทำให้สวี่หยางประหลาดใจก็คือยังไม่ทันเริ่มประมูล เถ้าแก่เนี้ยก็มาหาสวี่หยางแล้วเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “ผู้อาวุโส เทพธิดาเซียวเหยาให้มาเชิญท่าน”

ทุกคนมองสวี่หยางด้วยความไม่อยากเชื่อ

“เถ้าแก่เนี้ย เหตุใดเทพธิดาเซียวเหยาถึงเชิญเขาหรือ?”

“นั่นสิ ยังไม่เริ่มการประมูลเลยไม่ใช่หรือ?”

“แม้เขาจะรูปหล่อกว่าข้า แต่เพราะหล่อกว่าก็เลยได้ขึ้นไปหรือ? มันไม่ยุติธรรมเลย”

เสียงตะโกนดังระงม

“สหายเต๋า ข้า หลี่เฟิง เดินทางมาที่นี่น้อยครั้ง ข้าหวังว่าจะได้มีโอกาสสนทนากับเทพธิดาเซียวเหยาเกี่ยวกับประสบการณ์การบำเพ็ญ ข้าหวังว่าท่านจะทำให้เรื่องมันง่ายและยอมไว้หน้าข้า อย่าได้มาแก่งแย่งอะไรกันอีก”

น้ำเสียงโกรธเคืองดังก้องไปทุกแห่งหน

สวี่หยางเหลือบมอง เขาฟังจากน้ำเสียงทุ้มต่ำก็ทราบในทันทีว่าคนผู้นี้เป็นทายาทสายตรงของตระกูลหลี่

‘ไม่แปลกใจเลยที่พวกเขาจะมั่นใจเพียงนี้ ตระกูลหลี่ทรงพลังมากในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา พวกเขาได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในกองกำลังสูงสุดขอบเขตจินตาน’

สวี่หยางคิดอยู่ในใจ

เขาไม่คาดคิดว่าในเวลาอันสั้นก็ต้องถูกผลักไปแถวหน้าเสียแล้ว!

“ข้าสร้างรากฐานแล้ว นางไม่สามารถควบคุมข้าได้” หลินไห่ถังยิ้มหวาน “ดื่มสุราก่อน มันคือสุราจากแดนเซียนตงไห่ มันถูกบ่มโดยตระกูลผู้บ่มสุราที่มีอายุมากว่าพันปี”

นางชักชวน

“อย่างนี้นี่เอง เถ้าแก่เนี้ยเองก็ทำงานที่นี่เพื่อคนอื่นสินะ” สวี่หยางครุ่นคิด

“มีตระกูลนับพันในแดนเซียนตงไห่กับแดนเซียนตอนเหนือที่ให้การหนุนหลังหอสังคีตสวรรค์”

“ตระกูลนับพัน…” สวี่หยางถึงกับพูดไม่ออก

แต่ต่อให้มองจากวงนอกก็เข้าใจได้ว่าอำนาจของหอสังคีตสวรรค์หาได้ธรรมดาไม่

เขานึกถึงคนที่เพิ่งสร้างปัญหาที่ชั้นล่าง

ไม่น่าแปลกที่เสียงในห้องโถงนั้นหนักแน่นมาก และไม่ไว้หน้าทายาทของตระกูลขอบเขตจินตานเลยสักนิด

เพราะมีอำนาจที่ยิ่งใหญ่อยู่เบื้องหลังหอสังคีตสวรรค์!

จากนั้น ทั้งสองก็สนทนากันอย่างผ่อนคลาย

คราวนี้ พวกเขาสนทนากันอย่างเปิดเผยมากขึ้น

ถึงอย่างไรเขาก็ทราบความลับของหลินไห่ถังแล้ว นางทำงานที่นี่ในฐานะคณิกาชั้นสูง แม้กระทั่งหวงเสี่ยวเหมยก็ไม่ทราบเรื่องนี้

ตามคำบอกเล่าของหลินไห่ถัง นางทำงานที่นี่เพื่อหาหินวิญญาณมาเติมเต็มทรัพยากรที่หมดไปกับการปรุงยา

แต่สวี่หยางรู้สึกว่าเรื่องมันไม่ง่ายขนาดนั้น

เพราะหลินไห่ถังได้เล่าสถานการณ์เมื่อไม่นานมานี้ให้ฟัง

ภายในสำนักฮ่าวชี่ชุนหยางกับตระกูลถังมีปัญหา พวกเขาต่างสงสัยว่าสาเหตุน่าจะมาจากผู้บำเพ็ญมารคนเดียวกัน

“กองกำลังระดับสูงทั้งสองต่างสงสัยว่ามีคนถูกควบคุมอยู่”

หลินไห่ถังเอ่ย

สวี่หยางเหลือบมองหลินไห่ถัง “ที่เจ้าบอกว่าควบคุม หมายถึงหนอนกู่ใช่หรือไม่”

“ถูกต้อง มันถูกเรียกว่ากู่จิต”

สวี่หยางยิ้ม “สหายเต๋าหลิน ดูท่าว่าเจ้าจะรู้ถึงตัวตนของสิ่งนี้ก่อนข้าจะเล่าให้ฟังแล้ว เจ้าช่วยอธิบายอย่างละเอียดได้หรือไม่?”

หลินไห่ถังมองสวี่หยางอย่างมีนัยก่อนจะส่ายหน้า “สหายเต๋าสวี่ ข้าไม่บอกเรื่องนี้ก็เพราะหวังดีกับเจ้า”

“ข้าจำได้ว่าเจ้ายังติดคำขออยู่ ดังนั้นถึงเวลาใช้คืนแล้ว เจ้าเป็นใคร? เหตุใดถึงรู้เรื่องมากขนาดนี้! อีกอย่าง เจ้าทราบวิธีป้องกันกู่จิตหรือไม่??”

ดวงตาของสวี่หยางร้อนผ่าว เขาถึงกับเดิมพันว่าหลินไห่ถังจะต้องรู้ข้อมูลวงใน

ถึงอย่างไร แม้กระทั่งตระกูลหลินก็ยังไม่รู้เรื่องกู่จิต แต่หลินไห่ถังซึ่งเป็นศิษย์ของสำนักชิงหยางกลับรู้

นี่ไม่ใช่เรื่องบังเอิญอย่างแน่นอน

ดังคาด

หลินไห่ถังขมวดคิ้วด้วยความลำบากใจ

เมื่อเห็นเช่นนี้ สวี่หยางลุกขึ้นทันที “ดูท่าว่าสหายเต๋าหลินจะไม่อยากตอบแทนสินะ ถ้างั้นก็ช่างเถอะ”

“เดี๋ยวก่อน”

หลินไห่ถังหยุดสวี่หยางเอาไว้ “สหายเต๋าสวี่ ข้านับว่าเจ้าเป็นสหายแท้จริงอยู่นะ”

“ข้าก็เหมือนกัน แม้หวงเสี่ยวเหมยกับข้าจะรู้จักกันมาตั้งแต่เด็ก แต่หลังจากรู้จักเจ้าแล้ว ทั้งเจ้ากับนางต่างมีสถานะเดียวกันในใจข้า หาไม่แล้วในตอนนั้น ตอนที่เจ้าขอให้เตรียมสมุนไพรเพื่อจะได้ทำการกลั่นยาสร้างรากฐาน ข้าคงไม่ตอบตกลงหรอก เรื่องที่จะยกสมบัติอย่างไม้จันทน์วิญญาณม่วงให้ก็ยิ่งไม่ต้องพูดถึง”

คำพูดของสวี่หยางทำให้หลินไห่ถังรู้สึกผิดเล็กน้อย “ก็ได้ เช่นนั้นข้าจะบอกเจ้าเอง”

ประวัติการอ่าน

No history.

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ย่างก้าวสู่วิถีเซียน