บทที่ 166 ข้อจำกัดจิตเทวะ ความยากลำบากของหลินไห่ถัง
สวี่หยางไม่คาดคิดว่าหอสังคีตสวรรค์จะเป็นกลุ่มสอดแนมของแดนเซียนตงไห่!
“ข้าเติบโตมาโดยไม่มีพ่อแม่ก่อนจะถูกเลือกให้เข้ามาอยู่ในหอสังคีตสวรรค์แห่งนี้เพื่อเรียนรู้เกี่ยวกับดนตรีและการร่ายรำ จากนั้นข้าก็ถูกส่งมาที่นี่และได้รับตัวตนใหม่ เมื่อข้าผ่านการทดสอบ ข้าก็เข้าร่วมสำนักชิงหยาง”
“เป้าหมายของข้าคือการสืบข้อมูลในสำนักชิงหยาง”
“จากนั้นก็ส่งข้อมูลผ่านหอสังคีตสวรรค์”
สวี่หยางพยักหน้า “ดูเหมือนว่าหอสังคีตสวรรค์กำลังคิดการใหญ่บางอย่างอยู่”
“ข้าเป็นเพียงสมาชิกผู้น้อย จึงไม่ทราบรายละเอียดที่แน่ชัด ภายหลัง ข้าบังเอิญได้สัมผัสเส้นทางการปรุงยา เจ้ารู้หรือไม่ว่าเหตุใดข้าถึงรีบเร่งในการสร้างรากฐาน?”
“ทำไมหรือ?” สวี่หยางถาม
“คณิกาชั้นสูงเช่นข้าทุกคนที่ยังไม่ได้สร้างรากฐานก่อนจะถึงอายุสี่สิบจะต้องประมูลคืนแรกให้กับหอสังคีตสวรรค์”
“หลังจากนั้น พวกข้าจะต้องรับลูกค้าเป็นครั้งคราว”
“เมื่อมีความแข็งแกร่งระดับหนึ่ง หอสังคีตก็จะให้ความสำคัญ ไม่อย่างนั้น…”
หลินไห่ถังเผยรอยยิ้มขมขื่น หยาดน้ำเอ้อคลอในดวงตา
สวี่หยางรู้สึกเห็นใจสตรีผู้นี้
หากนางไม่สร้างรากฐาน ภายภาคหน้าก็มีแต่ต้องรับแขกอย่างเลี่ยงไม่ได้
“ข้าอายุสามสิบเก้าแล้ว เพราะงั้นเลยต้องสร้างรากฐานให้เร็วที่สุด”
“ตอนนี้สหายเต๋าหลินกลายเป็นผู้บำเพ็ญขอบเขตสร้างรากฐานแล้ว เจ้าไม่ต้องห่วงว่าจะเกิดเรื่องแบบนั้นกับเจ้าอีก แต่มีสิ่งหนึ่งที่ข้าไม่เข้าใจ ถ้าเกิดทำไม่ได้ขึ้นมา เจ้าก็สามารถหนีได้ไม่ใช่หรือ”
สวี่หยางเอ่ยคำอย่างจริงจัง
“มันไม่ง่ายขนาดนั้นหรอก พวกข้าทุกคนต่างมีข้อจำกัดจิตเทวะอยู่ในสมอง มีเพียงยอดฝีมือขอบเขตจินตานที่คลายข้อจำกัดนี้ได้ ไม่อย่างนั้น…”
หลินไห่ถังถอนหายใจ “หากไม่ระวัง อย่างดีก็กลายเป็นคนโง่ อย่างมากก็ตาย”
จากนั้น หลินไห่ถังก็วกกลับมาที่เรื่องกู่จิตอีกครั้ง
“ส่วนเรื่องนี้ กลุ่มของพวกข้าได้สืบพบว่ามีคนระดับสูงในสำนักฮ่าวชี่ชุนหยางกับตระกูลถังที่ถูกควบคุมไปแล้ว เป้าหมายของผู้อยู่เบื้องหลังอาจจะเป็นการควบคุมสามกองกำลังสูงสุดแห่งแดนเซียนตอนเหนือ”
สวี่หยางประหลาดใจ “แม้แต่สำนักชิงหยางก็ถูกควบคุมหรือ?”
“ใช่ แน่นอนว่าสามกองกำลังสูงสุดนี้ไม่ได้โง่ พวกเขาจึงจัดงานชุมนุมผู้ปราบมารขึ้นมา อีกอย่าง แม้เทียนสิงผู้เป็นประมุขสำนักฮ่าวชี่ชุนหยางจะหายตัวไป แต่เขายังไม่ตาย เขาอาจจะซ่อนตัวอยู่ที่ไหนสักแห่ง เพื่อลงมือกับผู้อยู่เบื้องหลังก็เป็นได้ และยังมีถังซานหลงอีก”
“ส่วนสำนักชิงหยางก็มีการเคลื่อนไหวบางอย่างเหมือนกัน…”
“แต่ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น เกรงว่าพวกเราจะไม่สามารถก้าวก่ายเรื่องนี้ได้ มันเป็นเรื่องของขอบเขตวิญญาณแรกกำเนิด สหายเต๋าสวี่ต้องระวังนะ หากเป็นไปได้ก็ให้รีบหนีโดยไว”
“พูดตามตรง หากไม่ใช่เพราะข้อจำกัดจิตเทวะในสมองแล้ว ข้าคงอยากมุ่งหน้าสู่แดนเซียนตงไห่แล้ว”
สวี่หยางตกตะลึงชั่วขณะ “เหตุใดเจ้าถึงอยากไปแดนเซียนตงไห่หรือ?”
“สหายเต๋าสวี่ ลองคิดดูสิ ผลลัพธ์จะเป็นอย่างไรหากกองกำลังขอบเขตวิญญาณแรกกำเนิดทั้งสามถูกควบคุม? ทั่วแดนเซียนตอนเหนือยังจะมีใครสามารถขัดขืนได้อีก? สถานการณ์มันต่างจากแดนเซียนตงไห่ ที่นี่มีขอบเขตวิญญาณแรกกำเนิดตั้งเจ็ดคน ซ้ำยังอยู่ใกล้เมืองหลวงโบราณของราชวงศ์หนาน ไม่ว่าผู้บงการกู่จิตจะอาจหาญเพียงใด มันก็ย่อมไม่กล้าทำอะไรในแดนเซียนตงไห่หรอก!”
“อีกอย่าง ตอนนี้ข้าอยู่ขอบเขตสร้างรากฐานแล้ว ข้ามีความสามารถที่จะปกป้องตัวเองในแดนเซียนตงไห่…”
บทสนทนาครั้งนี้ ทั้งสองใช้เวลานานกว่าครึ่งชั่วยาม
ในที่สุด หลินไห่ถังก็หยิบผีผาออกมาแล้วบรรเลงบทเพลงให้สวี่หยางฟัง
หลังจากผ่านไปหนึ่งก้านธูป
บทเพลงสิ้นสุดลง
สวี่หยางถอนหายใจ “สหายเต๋าหลิน เจ้าสอนบทเพลงนี้ให้ข้าได้หรือไม่?”
“เจ้าอยากเรียนรู้หรือ? สหายเต๋าสวี่เป็นผู้ชายร่างใหญ่ เจ้าจะได้อะไรจากการเรียนรู้สิ่งนี้?”
“ไม่ใช่แบบนั้น เหตุผลหลักก็เพราะภรรยาของข้าสนใจต่างหาก” สวี่หยางอธิบาย
“ข้าเดาว่าเจ้าอยากดูภรรยาแสดงสินะ”
สวี่หยาง “…”
ยอดเยี่ยมมาก สิ่งที่ข้าอยากทำมันชัดขนาดนั้นเชียวหรือ?
แต่ในเมื่อตอนนี้โดนมองออกแล้ว สวี่หยางจึงไม่ปิดบัง “เพราะหลังจากได้ฟังแล้ว มันช่วยในการฝึกฝนได้มาก”
“อื้ม ข้าสามารถมอบเนื้อเพลงให้เจ้าได้ แต่สิ่งสำคัญที่สุดเกี่ยวกับวิถีดนตรีคือการฝึกฝนเคล็ดจิต เคล็ดจิตนี้คือความลับที่ไม่มีสอนในหอสังคีตสวรรค์ มันเชื่อมโยงกับข้อจำกัดจิตเทวะในสมองของข้า! หากนำไปสอนผู้อื่นตามอำเภอใจก็จะเป็นการกระตุ้นข้อจำกัด”
สวี่หยางเข้าใจว่านางน่าจะไม่สามารถทำการชี้แนะได้
แต่เมื่อพูดถึงข้อจำกัดจิตเทวะ เขาอาจจะสามารถจัดการได้
หลินไห่ถังเพิ่งบอกว่าข้อจำกัดจิตเทวะนี้จำเป็นต้องใช้พลังของขอบเขตจินตานในการคลายมันออก
และด้วยจิตเทวะในตอนนี้ เขาก็ไปถึงขอบเขตจินตานนานแล้ว
แต่เขาไม่ได้พูดออกไป
เหตุผลมีสามข้อ
ข้อแรก หลังจากทราบเกี่ยวกับภูมิหลังที่แท้จริงของหลินไห่ถัง สวี่หยางก็เกิดความระแวดระวังต่อสตรีผู้นี้ มันไม่ใช่เรื่องฉลาดนักที่จะเปิดเผยไพ่ตายให้อีกฝ่ายรู้
เรื่องไม้จันทน์วิญญาณม่วงก่อนหน้านี้ เขาก็รู้สึกว่าตัวเองเดินหมากพลาดไปแล้ว
ข้อที่สอง หากสัมผัสข้อจำกัดนี้อย่างบุ่มบ่ามแล้วเกิดล้มเหลวขึ้นมาจะเป็นอย่างไร?
ข้อที่สาม หากช่วยหลินไห่ถังแล้วกองกำลังที่หนุนหลังนางทราบขึ้นมา เขาควรจะทำอย่างไร?
ด้วยเหตุนี้ สวี่หยางจึงตัดสินใจปกปิดเอาไว้
หลังจากสนทนาสักพัก สวี่หยางก็รับเนื้อเพลงมาก่อนจะกล่าวลา
“อีกสองสามวัน ข้าจะกลั่นยาสร้างรากฐานให้เจ้า”
ก่อนจะจากไป หลินไห่ถังก็เอ่ยขึ้น
“ขอบคุณ”
“อีกอย่าง ก่อนจะเริ่มงานชุมนุมผู้ปราบมาร สำนักชิงหยางจะมีการจัดงานประมูล สถานที่คือที่นี่ เจ้าจะเข้าร่วมหรือไม่?”
“มีอะไรบ้าง?”
“อื้ม ข้าว่าจะไปซื้อยาบำรุงจิตสองชนิดเพื่อช่วยให้พลังจิตของข้าเติบโต แต่ราคามันไม่น้อยเลย ข้าจึงมาแสดงเพื่อหาหินวิญญาณก่อน”
ดวงตาของหลินไห่ถังทอประกาย “หากถึงเวลา เจ้าสามารถมาเข้าร่วมกับพวกข้าได้ เดี๋ยวข้าจะแนะนำสองสามคนให้รู้จักก็แล้วกัน คนเหล่านั้นล้วนเป็นสมาชิกระดับสูงของหอสังคีตสวรรค์”
“ตกลง”
สวี่หยางไม่มีเหตุผลที่จะปฏิเสธ
การทำความรู้จักกับผู้มีอำนาจเบื้องหลังมากขึ้นย่อมเป็นผลดีสำหรับเขา มันทำให้สามารถหลีกเลี่ยงเรื่องไม่คาดฝันได้ในอนาคต ทั้งยังซื้อของมีค่าในเวลาเดียวกันได้
…
สองวันต่อมา
การประมูลถูกจัดขึ้นอย่างเป็นทางการ
ผู้นำตระกูลหลินอีหลุนกับผู้อาวุโสจำนวนมากก็เข้าร่วมเช่นกัน
เนื่องจากครั้งนี้มีผู้คนจำนวนมาก พื้นที่ประมูลจึงถูกขยายเป็นสามเท่าชั่วคราว
…
นอกจากคนเหล่านี้แล้ว ไม่ช้าสวี่หยางก็เห็นคนรู้จักเก่าแก่จำนวนมาก
ผู้บำเพ็ญเซียนแห่งตระกูลหวงที่นำโดยบุตรชายคนโตหวงเฉียง
เขานับว่าเป็นคนรู้จักกัน เพราะเมื่อไม่นานมานี้ ทั้งสองเคยร่วมมือกันสังหารหวงเหวินหลิน
ส่วนตระกูลสวี สวีจื่อรั่วเดินตามบิดาของนางมา
หลังจากไม่ได้เจอหน้ากันมานาน ปราณของสวีจื่อรั่วแข็งแกร่งขึ้น
จักรพรรดิสัตว์ร้ายตระกูลโจว ผู้บำเพ็ญเซียนแห่งตระกูลอู๋…
และกลุ่มผู้บำเพ็ญจากสำนักชิงหยาง…
…
หนึ่งก้านธูปผ่านไป
ที่นั่งตรงกลางของงานประมูลเต็มเกือบหมดแล้ว
ตำแหน่งตรงกลางแย่ที่สุด มันไม่มีทั้งโต๊ะและเก้าอี้ มีเพียงเบาะนั่งเท่านั้น
บริเวณอัฒจันทร์ด้านหน้า ชายชราร่างกำยำสวมเสื้อคลุมสีเขียวเรียบง่ายโค้งคำนับพร้อมรอยยิ้มบนใบหน้า
“ยินดีต้อนรับสหายเต๋าทุกท่านที่ให้การสนับสนุนเมืองเซียนแห่งสำนักชิงหยาง ข้า โจวฉางอัน จะรับหน้าที่ดูแลการประมูลในครั้งนี้เหมือนทุกครั้ง”
ครั้งล่าสุดที่สวี่หยางมาที่นี่กับผู้บำเพ็ญมนุษย์ตระกูลสวี เขาก็ได้เข้าร่วมการประมูลเช่นกัน ซึ่งโจวฉางอันเป็นผู้รับผิดชอบ
เช่นเดียวกับครั้งที่แล้ว โจวฉางอันอธิบายกฎก่อนจะนำของประมูลชิ้นแรกออกมา
มูลค่าของสินค้าในการประมูลครั้งนี้ค่อนข้างสูงขึ้นเล็กน้อย
เมื่อประมูลรายการที่ห้า มันคือโอสถที่มีชื่อว่ายามาตุกูนนิภา ซึ่งมีผลในการซ่อมแซมพลังจิต
ราคาเริ่มต้นอยู่ที่หนึ่งพันแปดร้อยหินวิญญาณ
หลินไห่ถังยกมือขึ้นทันที
“หนึ่งพันเก้าร้อย”
“สองพัน”
“สองพันสองร้อย…”
หลินไห่ถังให้ความสำคัญกับโอสถนี้เป็นอย่างมาก แล้วในที่สุดนางก็ประมูลมันในราคาสองพันสี่ร้อยห้าสิบหินวิญญาณ
“นี่คือโอสถขั้นสูงระดับหนึ่ง หากมีโอสถนี้ เจ้าน่าจะสามารถกลั่นมันได้เช่นกันใช่หรือไม่?”
สวี่หยางถาม
“นั่นเป็นเรื่องธรรมดา แต่น่าเสียดาย ยาที่ซ่อมแซมพลังจิตจำเป็นต้องใช้สมุนไพรที่มีพลังจิต ซึ่งมันหายากมาก”
ขณะสนทนา โจวฉางอันก็เอ่ยด้วยรอยยิ้ม “ต่อไป ศัสตราศักดิ์สิทธิ์ขั้นกลางระดับสอง กระบี่คู่ยวนยาง มันคือศัสตราศักดิ์สิทธิ์ที่คู่บำเพ็ญใช้ร่วมกัน ราคาเริ่มต้นอยู่ที่สามหมื่นหกพันเก้าร้อยหินวิญญาณ”
หัวใจของสวี่หยางสั่นสะท้าน
อาวุธชุดนี้นับว่าไม่เลว
หากใช้ร่วมกับคู่บำเพ็ญ มันจะสามารถดึงพลังออกมาได้เต็มที่!!
หากวิชายุทธ์ยิ่งทรงพลัง มันอาจเผยพลังของศัสตราศักดิ์สิทธิ์ระดับสามได้
ศัสตราศักดิ์สิทธิ์ระดับสาม คุ้มค่าที่จะแย่งชิง

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: ย่างก้าวสู่วิถีเซียน