ในห้องทรงพระอักษร หลังจบจากว่าราชกิจเช้า เซียวอวี้ให้เสนาบดีคนสำคัญบางคนอยู่ร่วมกันหารือ
การต่อสู้ที่เนินเขาหานซานถูกยั่วยุปลุกปั่นจากกองทัพเหลียง จากนั้นหนานฉีก็ตั้งตัวเป็นฝ่ายรับ
คราวนี้รัฐเหลียงใช้วิธีการเดิม ต้องการเจรจาสงบศึกอีก เหล่าขุนนางส่วนใหญ่ของหนานฉีเชื่อว่า พฤติกรรมของคนโฉดนั้นไม่น่าเชื่อถือ
แต่ขุนนางบางคนไม่คิดเช่นนั้น
“ฝ่าบาท ก่อนหน้านี้กองทัพเหลียงผิดคำพูด เป็นเพราะแม่ทัพน้อยเมิ่งได้รับบาดเจ็บสาหัส พวกเขาจึงคิดว่าพอจะสู้รบและยึดเมืองที่ถูกโจมตีคืนมาได้
“ทว่าตอนนี้ กระหม่อมได้ยินว่าแม่ทัพน้อยเมิ่งหายเป็นปกติแล้ว รัฐเหลียงจึงไม่กล้าก่อเรื่องอีก มิสู้หยุดแค่นี้ พักฟื้นและฟื้นฟูสำคัญกว่า!”
สีหน้าของเซียวอวี้ดูเรียบเฉย ฟังการสนทนาของพวกเขาโดยไม่เอ่ยสิ่งใด
จนกระทั่งหลิวซื่อเหลียงเดินเข้ามาและกระซิบที่ข้างหูของเขา
“ฝ่าบาท ฮองเฮาขอเข้าเฝ้าพ่ะย่ะค่ะ”
เซียวอวี้เห็นว่าเวลาพอสมควรแล้ว จึงให้เหล่าขุนนางกลับไปก่อน
จากนั้นเฟิ่งจิ่วเหยียนก็เข้ามาในห้องทรงพระอักษร
เซียวอวี้วางสาส์นกราบทูลไว้ข้างมือ และเงยหน้าขึ้นมองนาง
“วังหลังเกิดอะไรขึ้น?”
เขารู้จักนางดี ถ้าไม่ใช่เรื่องสำคัญคงไม่มาขอพบเขา
เฟิ่งจิ่วเหยียนโค้งคำนับ
“หม่อมฉันทราบดีว่า วังหลังไม่ควรยุ่งเกี่ยวกับการปกครอง
“ทว่าจักรพรรดิเกาจู่ทรงเคยตรัสว่า ‘การรุ่งเรืองและการล่มสลายของแคว้นล้วนเป็นความรับผิดชอบของเราทุกคน ไม่คำนึงถึงเพศ อายุ สถานะ’”
“ดังนั้น ต่อให้วันนี้ฝ่าบาทจะลงโทษ หม่อมฉันก็ต้องพูดออกมาให้ได้”
เมื่อเซียวอวี้ได้ยินคำพูดของนาง เขาก็รู้ว่านางต้องการจะพูดสิ่งใด
เขากับเหล่าเสนาบดีถกเถียงกันอยู่นาน ยังไม่ได้ข้อสรุป แล้วนางในฐานะสตรีจะมาเพิ่มปัญหาใดอีก?
ทว่าเมื่อเห็นความเด็ดเดี่ยวแน่วแน่ของนาง หากไม่ให้นางพูด ไม่แน่ว่านางอาจจะก่อเรื่องอีกก็เป็นได้
“พูดมา” เซียวอวี้พลิกดูสาส์นกราบทูล โดยไม่คาดหวังว่านางจะมีข้อเสนอดี ๆ
มันไม่มีอะไรนอกเหนือจากทำศึกกับสงบศึก ทั้งสองอย่างต่างมีข้อดีและข้อเสีย
เฟิ่งจิ่วเหยียนถามว่า
“ฝ่าบาท ท่านต้องการหยุดสู้รบและเจรจาสงบศึกใช่หรือไม่”
เซียวอวี้ชะงักขณะพลิกดูสาส์นกราบทูล
ไยนางดูออกว่าเขาจะตัดสินอย่างไร?
เฟิ่งจิ่วเหยียนเอ่ยอย่างตรงไปตรงมา
“สำหรับท่านในฐานะฮ่องเต้ จะสู้รบหรือไม่สู้รบ นั่นเป็นเพียงวิธีการ การชนะหรือแพ้ก็ไม่ใช่ผลลัพธ์ที่ต้องการ
“สิ่งที่ท่านต้องการคือ อาศัยเรื่องสงครามทำให้รัฐเหลียงถวายทรัพย์สิน ดินแดน และสาวงาม...”
“บังอาจ!”
เซียวอวี้โมโห นั่นเพราะสาวงามที่นางพูดถึงถือเป็นการดูหมิ่น และเพราะสิ่งที่นางพูดมา ยกเว้นเรื่องสาวงามล้วนเป็นสิ่งที่เขาคิดอยู่ในใจ
แต่เขาไม่รู้สึกละอายใจ
เขาก็เกียจคร้านจะอธิบาย
“หากสู้รบกันต่อไป สิ่งที่จะสูญเสียคือทรัพย์สินในคลังและชีวิตของทหาร
“การหยุดสงครามในเวลาที่เหมาะสม และเก็บเกี่ยวผลประโยชน์สูงสุดนั้นก็ถือว่าสมเหตุสมผล
“เนื่องจากเราไม่สามารถทำลายรัฐเหลียงได้ในคราวเดียว เพราะสงครามไม่มีวันสิ้นสุด ความกล้าหาญของคนที่ไร้สติปัญญานับว่าเป็นการเสียสละที่ไร้ความหมาย!”
เฟิ่งจิ่วเหยียนกล่าวด้วยเสียงดัง
“จงมุ่งหน้าไปที่เมืองหลวง ชิงตัวฮ่องเต้เหลียง และจับตัวประกัน ทำให้รัฐเหลียงตกเป็นแคว้นอาณานิคมของหนานฉี ขุนนางราษฎรต้องเทิดทูนฮ่องเต้ ยอมอยู่ใต้อำนาจ พร้อมถวายเครื่องบรรณาการให้ทุกปี และต่อเนื่องไปตลอด”
เซียวอวี้จ้องมองคนตรงหน้าเขาโดยไม่กะพริบตา
คำพูดของนางกระชับ แต่ทุกคำดุจค้อนที่กระแทกหัวใจของเขาอย่างแรง ราวกับว่ามีบางอย่างถูกจุดไฟและเผาไหม้จนควบคุมไม่ได้...

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: แม่ทัพหญิงปราบพยศฮ่องเต้ร้าย
ในกระเป๋ายังมีเหรียญเหลิออยู่ 220 เหรียญแต่ทำไมปลดล็อกไม่ได้คะ แก้ไขให้หน่อยค่ะ...
ในกระเป๋ายังมีเหรียญเหลืออยู่ 220 เหรียญแต่ปลดล็อกไม่ได้ แก้ไขให้หน่อยค่ะ...
เติมเหรียญไปแล้ว แต่ปลดล็อกไม่ได้ มีข้อความว่าเกิดข้อผิดพลาด กรุณาลองใหม่อีกครั้ง...
เติมเหรีญญไป 500 เหรียญ เริ่มกดซื่อตอน จาก 223 มาถึงตอน 227 = 5 ตอน 40 เหรัยญ แต่ตอนนี้มีเหรียญคงเหลือ 444 เหรียญ และเปิดอ่านย้อนหลังไม่ได้ ช่วยแก้ไขด้วยค่ะ...
สนุกดี แต่ใช้บัตร์เติมเงินเอไอเอสไม่ได้ ขอบคุที่ให้อ่าน...