เหล่าขุนนางในราชสำนักแอบซุบซิบกัน
“ข้าไม่ได้ฟังผิดไปใช่หรือไม่? แคว้นหนานฉีชนะแล้วจริง ๆ ไม่ใช่รัฐเหลียง?”
“กองทัพชาวเหลียงหนึ่งแสนสองหมื่นนาย ถึงกับแพ้แล้ว?”
“ไม่ใช่ข่าวลวงหรอกหรือ? ตรวจสอบดีรึยัง? เมิ่งสิงโจวมีกำลังพลเพียงแค่หมื่นนายจริงหรือ?”
เหล่าฝูงชนต่างเชื่อไม่ลง
เซียวอวี้บนบัลลังก์มังกรมีสีหน้าเย็นชาเป็นอย่างยิ่ง ดูราวกับไม่รู้สึกยินดีจากข่าวศึกเนินเขาหานซานเลยแม้แต่น้อย
จากนั้นเขาก็สั่งการลงไปทันที
“ศึกนี้ให้แต่งตั้งเมิ่งสิงโจวเป็นหัวหน้าแม่ทัพเป็นพิเศษ บอกเขาว่าหากครั้งนี้สามารถตีรัฐเหลียงได้สำเร็จ จะแต่งตั้งบรรดาศักดิ์และพระราชทานบรรดาศักดิ์โหวและศักดินาหนึ่งหมื่นครัวเรือน!”
เหล่าขุนนางทั้งอิจฉาและริษยา
ทันใดนั้นก็มีคนกระโดดออกมากล่าวทัดทาน
“ฝ่าบาท! ไม่ได้นะพ่ะย่ะค่ะ! เมิ่งสิงโจวผู้นี้เดิมก็ลำพองตนอยู่แล้ว หากยังทรงพระราชทานบรรดาศักดิ์โหวและศักดินาหนึ่งหมื่นครัวเรือนให้อีก เกรงว่าจะยิ่งควบคุมเขาไม่อยู่นะพ่ะย่ะค่ะ!”
จากนั้นก็มีคนมาสนับสนุนเขาอีก
“ฝ่าบาท หากให้เมิ่งสิงโจวเป็นหัวหน้าแม่ทัพก็จะไม่มีใครคุมเขาได้ เขาจะยิ่งกำเริบเสิบสานนะพ่ะย่ะค่ะ แม้คนผู้นี้จะทำศึกอย่างองอาจกล้าหาญ ทว่าด้วยภาพรวมแล้วยังมีแม่ทัพที่พึ่งพาได้อีกหลายท่าน ขอฝ่าบาททรงไตร่ตรองอีกครั้งด้วยพ่ะย่ะค่ะ! ”
“ฝ่าบาท กระหม่อมเพียงเกรงว่าเมิ่งสิงโจวจะมีผลงานยิ่งใหญ่จนสั่นคลอนบังลังก์...”
เซียวอวี้มองพวกเขาด้วยหางตาอย่างเย็นชา ไม่เห็นใครอยู่ในสายตาแม้แต่น้อย
“หากยังมีคนปากมากอีก เอาผิดโทษฐานเดียวกับการทำลายขวัญทหาร!”
วังหลัง
ณ ตำหนักวั่นโซ่วของไทฮองไทเฮา
ด้านในห้องโถงข้าง มู่หรงฉานยังคงพักอยู่ที่นี่เพื่อความสะดวกในการปรนนิบัติ
สาวใช้ชิวหงเอาแต่หงุดหงิด
“กุ้ยเหรินเพคะ ยามนี้เมิ่งสิงโจวดึงความสนใจไปทั้งหมดเลยเพคะ
“ถึงแม้เขาจะกล้าหาญ แต่ถึงอย่างไรก็เทียบกับท่านแม่ทัพมู่หรงไม่ได้หรอกเพคะ น่าเสียดายที่ท่านแม่ทัพอยู่ชายแดนใต้...ไม่เช่นนั้นบรรดาศักดิ์โหวและศักดินาหมื่นครัวเรือนนี้คงไม่มีทางเป็นของเมิ่งสิงโจวไปได้”
มู่หรงฉานตัดก้านดอกไม้แล้วหัวเราะเบา ๆ
“ผลงานยิ่งใหญ่ไม่เพียงสั่นคลอนบังลังก์เท่านั้น ยังทำให้ขุนนางด้วยกันเกิดความริษยา บางคนอาจพยายามขัดแข้งขัดขา ต่อให้แคว้นหนานฉีพ่ายแพ้ พวกเขาก็ไม่ยอมให้เมิ่งสิงโจวผู้นั้นได้เป็นหัวหน้าแม่ทัพ”
ชิวหงฟังแล้วรู้สึกมีเหตุผล
“กุ้ยเหรินคิดได้รอบคอบยิ่งนัก”
มู่หรงฉานนำดอกไม้ที่ตัดแต่งแล้วปักลงไป
จากนั้นนางก็ประคองพวกมันไปโถงหลักด้วยตัวเอง
ฝ่าบาทบังเอิญประทับอยู่ที่นี่พอดี
มู่หรงฉานไม่ได้เข้าไปรบกวน เพียงนำดอกไม้ที่ไม่สดออกไปอย่างเงียบ ๆ แล้วเปลี่ยนเป็นช่อดอกไม้ที่ตนนำมา
ไทฮองไทเฮาเหลือบเห็นจึงกล่าว “ฝ่าบาท จิ้งกุ้ยเหรินมีใจกตัญญู พระองค์ทรงมีพระดำริหรือไม่ว่าจะพระราชทานรางวัลให้นางอย่างไร? หลายวันมานี้หากไม่ใช่เพราะนางมาคอยอยู่เป็นเพื่อนข้า คอยจัดการดูแลด้วยตัวเองในทุก ๆ เรื่อง ข้าคงไม่ดีขึ้นเร็วถึงเพียงนี้”
หากเพียงเซียวอวี้หันกลับมา ย่อมได้เห็นสตรีที่งดงามดุจบุปผา อยู่ในช่วงวัยอันดีงาม ทว่าเขาไม่ได้หันไป เพียงมองไทฮองไทเฮาแล้วกล่าวตอบ
“จิ้งกุ้ยเหรินได้รับความชมชอบจากเสด็จย่านับเป็นบุญของนาง ส่วนจะพระราชทานรางวัลอย่างไร เสด็จย่าทรงตัดสินพระทัยได้เลย”
ไทฮองไทเฮาเกลียดที่เขาเหมือนท่อนไม้ยิ่งนัก
ยามนั้นเองมู่หรงฉานได้ลุกเดินขึ้นมาเบื้องหน้า
“ฝ่าบาท ไทฮองไทเฮา หม่อมฉันหาได้ต้องการรางวัลใดไม่ ขอเพียงไทฮองไทเฮาทรงมีพระวรกายแข็งแรง มีพระชนมายุยืนยาวก็พอเพคะ”
แววตาของไทฮองไทเฮาเจือด้วยความรักความเอ็นดู
“ดูเด็กนี่สิ ช่างถูกอกถูกใจข้าเสียจริง”
เซียวอวี้ยังคงนิ่งเฉยไร้ปฏิกิริยาเช่นเดิม
ไทฮองไทเฮาทรงมีสิ่งที่อยากพูดแต่ก็พูดไม่ออก จึงรับสั่งให้เหล่าข้าหลวงออกไปให้หมด รวมทั้งมู่หรงฉานด้วย
พอในห้องโถงเหลือเพียงพวกนางย่าหลานสองคน นางจึงเอ่ยปากถามสืบความ
“ฝ่าบาท พระวรกายของพระองค์...ดีขึ้นหรือยัง?”
นางถามถึงเรื่องอะไรนั้น เซียวอวี้รู้ดี
ล้วนเป็นเพราะฮองเฮาปากพล่อย
ดวงตาของเขาล้ำลึก และตอบอย่างมั่นใจว่า
เมื่อนางเงยหน้าเหลือบตาขึ้น หยาดน้ำตาก็ร่วงหล่นลงมาแล้ว
นางเปิดริมฝีปากราวกับต้องการที่จะอธิบายอะไรบางอย่าง แต่กลับกลืนลงไปด้วยความคับข้องใจ
เวลานี้เองสาวใช้ชิวหงก็คุกเข่าลงและแก้ต่างแทน
“ขอฝ่าบาทได้โปรดให้อภัยกุ้ยเหรินด้วยเถิดเพคะ กุ้ยเหรินถูกบังคับอย่างไม่อาจขัดขืนได้...”
“อย่าพูดไร้สาระ” มู่หรงฉานเอ่ยห้ามด้วยน้ำเสียงรีบร้อน
ทว่าชิวหงกลับพูดทั้งหมดออกมาในอึดใจเดียว
“นายท่านและฮูหยินเป็นคนบังคับกุ้ยเหรินเพคะ ไม่ว่าเรื่องใดก็ต้องทำตามพระสนมหรงเฟย กุ้ยเหรินเองก็ลำบากใจ ทว่าไม่กล้าไม่ทำตาม ฝ่าบาท ขอพระองค์ได้โปรดอย่าโทษกุ้ยเหรินเลยนะเพคะ...”
เซียวอวี้มองไปยังเบื้องหน้า สายตาเหม่อมองไปไกลจนดูราวกับไม่อาจมองใครได้อีก
“ที่นี่คือวังหลวงไม่ใช่จวนสกุลมู่หรง เจ้าเป็นตัวเองก็พอ”
ดวงตาของมู่หรงฉานเต็มไปด้วยหยาดน้ำตาหลั่งริน
“ขอบพระทัยที่ฝ่าบาททรงเมตตาเพคะ”
เซียวอวี้เพิ่งจะออกจากตำหนักวั่นโซ่ว นามสนมเจียก็ปรากฏตัวขึ้น
เขานึกว่านางเหมือนกับมู่หรงฉานที่มารอเขา ทว่าสิ่งที่นางสนมเจียพูดกลับเป็น
“ฝ่าบาท ได้โปรดทรงอนุญาตให้หม่อมฉันไปสวดมนต์เป็นเพื่อนฮองเฮาที่วัดต้าเจาด้วยเถิดเพคะ!”
เซียวอวี้มีท่าทางราวกับเพิ่งจะนึกขึ้นได้ว่าตนยังมีฮองเฮาอยู่คนนึง
นามสนมเจียพูดอย่างจริงใจ
“ฝ่าบาท ได้โปรดเถิดเพคะ! ฮองเฮาทรงอยู่เพียงคนเดียว ช่างโดดเดี่ยวเดียวดายเกินไปแล้ว!”
สาวใช้แอบเช็ดเหงื่อให้ตัวเอง
คนที่เหงา เห็นได้ชัดว่าเป็นนายหญิงของนางนี่แหละ
เซียวอวี้ปฏิเสธคำขอร้องของนางสนมเจียอย่างไร้น้ำใจ
เมื่อหันกลับมาเขาก็สั่งหลิวซื่อเหลียง
“เจ้าไปที่วัดต้าเจาแทนข้าซักรอบ ดูเสียว่าทางฮองเฮามีขาดเหลืออะไรหรือไม่...”

ความคิดเห็น
ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: แม่ทัพหญิงปราบพยศฮ่องเต้ร้าย
ในกระเป๋ายังมีเหรียญเหลิออยู่ 220 เหรียญแต่ทำไมปลดล็อกไม่ได้คะ แก้ไขให้หน่อยค่ะ...
ในกระเป๋ายังมีเหรียญเหลืออยู่ 220 เหรียญแต่ปลดล็อกไม่ได้ แก้ไขให้หน่อยค่ะ...
เติมเหรียญไปแล้ว แต่ปลดล็อกไม่ได้ มีข้อความว่าเกิดข้อผิดพลาด กรุณาลองใหม่อีกครั้ง...
เติมเหรีญญไป 500 เหรียญ เริ่มกดซื่อตอน จาก 223 มาถึงตอน 227 = 5 ตอน 40 เหรัยญ แต่ตอนนี้มีเหรียญคงเหลือ 444 เหรียญ และเปิดอ่านย้อนหลังไม่ได้ ช่วยแก้ไขด้วยค่ะ...
สนุกดี แต่ใช้บัตร์เติมเงินเอไอเอสไม่ได้ ขอบคุที่ให้อ่าน...