เข้าสู่ระบบผ่าน

แม่ทัพหญิงปราบพยศฮ่องเต้ร้าย นิยาย บท 194

เหล่าขุนนางในราชสำนักแอบซุบซิบกัน

“ข้าไม่ได้ฟังผิดไปใช่หรือไม่? แคว้นหนานฉีชนะแล้วจริง ๆ ไม่ใช่รัฐเหลียง?”

“กองทัพชาวเหลียงหนึ่งแสนสองหมื่นนาย ถึงกับแพ้แล้ว?”

“ไม่ใช่ข่าวลวงหรอกหรือ? ตรวจสอบดีรึยัง? เมิ่งสิงโจวมีกำลังพลเพียงแค่หมื่นนายจริงหรือ?”

เหล่าฝูงชนต่างเชื่อไม่ลง

เซียวอวี้บนบัลลังก์มังกรมีสีหน้าเย็นชาเป็นอย่างยิ่ง ดูราวกับไม่รู้สึกยินดีจากข่าวศึกเนินเขาหานซานเลยแม้แต่น้อย

จากนั้นเขาก็สั่งการลงไปทันที

“ศึกนี้ให้แต่งตั้งเมิ่งสิงโจวเป็นหัวหน้าแม่ทัพเป็นพิเศษ บอกเขาว่าหากครั้งนี้สามารถตีรัฐเหลียงได้สำเร็จ จะแต่งตั้งบรรดาศักดิ์และพระราชทานบรรดาศักดิ์โหวและศักดินาหนึ่งหมื่นครัวเรือน!”

เหล่าขุนนางทั้งอิจฉาและริษยา

ทันใดนั้นก็มีคนกระโดดออกมากล่าวทัดทาน

“ฝ่าบาท! ไม่ได้นะพ่ะย่ะค่ะ! เมิ่งสิงโจวผู้นี้เดิมก็ลำพองตนอยู่แล้ว หากยังทรงพระราชทานบรรดาศักดิ์โหวและศักดินาหนึ่งหมื่นครัวเรือนให้อีก เกรงว่าจะยิ่งควบคุมเขาไม่อยู่นะพ่ะย่ะค่ะ!”

จากนั้นก็มีคนมาสนับสนุนเขาอีก

“ฝ่าบาท หากให้เมิ่งสิงโจวเป็นหัวหน้าแม่ทัพก็จะไม่มีใครคุมเขาได้ เขาจะยิ่งกำเริบเสิบสานนะพ่ะย่ะค่ะ แม้คนผู้นี้จะทำศึกอย่างองอาจกล้าหาญ ทว่าด้วยภาพรวมแล้วยังมีแม่ทัพที่พึ่งพาได้อีกหลายท่าน ขอฝ่าบาททรงไตร่ตรองอีกครั้งด้วยพ่ะย่ะค่ะ! ”

“ฝ่าบาท กระหม่อมเพียงเกรงว่าเมิ่งสิงโจวจะมีผลงานยิ่งใหญ่จนสั่นคลอนบังลังก์...”

เซียวอวี้มองพวกเขาด้วยหางตาอย่างเย็นชา ไม่เห็นใครอยู่ในสายตาแม้แต่น้อย

“หากยังมีคนปากมากอีก เอาผิดโทษฐานเดียวกับการทำลายขวัญทหาร!”

วังหลัง

ณ ตำหนักวั่นโซ่วของไทฮองไทเฮา

ด้านในห้องโถงข้าง มู่หรงฉานยังคงพักอยู่ที่นี่เพื่อความสะดวกในการปรนนิบัติ

สาวใช้ชิวหงเอาแต่หงุดหงิด

“กุ้ยเหรินเพคะ ยามนี้เมิ่งสิงโจวดึงความสนใจไปทั้งหมดเลยเพคะ

“ถึงแม้เขาจะกล้าหาญ แต่ถึงอย่างไรก็เทียบกับท่านแม่ทัพมู่หรงไม่ได้หรอกเพคะ น่าเสียดายที่ท่านแม่ทัพอยู่ชายแดนใต้...ไม่เช่นนั้นบรรดาศักดิ์โหวและศักดินาหมื่นครัวเรือนนี้คงไม่มีทางเป็นของเมิ่งสิงโจวไปได้”

มู่หรงฉานตัดก้านดอกไม้แล้วหัวเราะเบา ๆ

“ผลงานยิ่งใหญ่ไม่เพียงสั่นคลอนบังลังก์เท่านั้น ยังทำให้ขุนนางด้วยกันเกิดความริษยา บางคนอาจพยายามขัดแข้งขัดขา ต่อให้แคว้นหนานฉีพ่ายแพ้ พวกเขาก็ไม่ยอมให้เมิ่งสิงโจวผู้นั้นได้เป็นหัวหน้าแม่ทัพ”

ชิวหงฟังแล้วรู้สึกมีเหตุผล

“กุ้ยเหรินคิดได้รอบคอบยิ่งนัก”

มู่หรงฉานนำดอกไม้ที่ตัดแต่งแล้วปักลงไป

จากนั้นนางก็ประคองพวกมันไปโถงหลักด้วยตัวเอง

ฝ่าบาทบังเอิญประทับอยู่ที่นี่พอดี

มู่หรงฉานไม่ได้เข้าไปรบกวน เพียงนำดอกไม้ที่ไม่สดออกไปอย่างเงียบ ๆ แล้วเปลี่ยนเป็นช่อดอกไม้ที่ตนนำมา

ไทฮองไทเฮาเหลือบเห็นจึงกล่าว “ฝ่าบาท จิ้งกุ้ยเหรินมีใจกตัญญู พระองค์ทรงมีพระดำริหรือไม่ว่าจะพระราชทานรางวัลให้นางอย่างไร? หลายวันมานี้หากไม่ใช่เพราะนางมาคอยอยู่เป็นเพื่อนข้า คอยจัดการดูแลด้วยตัวเองในทุก ๆ เรื่อง ข้าคงไม่ดีขึ้นเร็วถึงเพียงนี้”

หากเพียงเซียวอวี้หันกลับมา ย่อมได้เห็นสตรีที่งดงามดุจบุปผา อยู่ในช่วงวัยอันดีงาม ทว่าเขาไม่ได้หันไป เพียงมองไทฮองไทเฮาแล้วกล่าวตอบ

“จิ้งกุ้ยเหรินได้รับความชมชอบจากเสด็จย่านับเป็นบุญของนาง ส่วนจะพระราชทานรางวัลอย่างไร เสด็จย่าทรงตัดสินพระทัยได้เลย”

ไทฮองไทเฮาเกลียดที่เขาเหมือนท่อนไม้ยิ่งนัก

ยามนั้นเองมู่หรงฉานได้ลุกเดินขึ้นมาเบื้องหน้า

“ฝ่าบาท ไทฮองไทเฮา หม่อมฉันหาได้ต้องการรางวัลใดไม่ ขอเพียงไทฮองไทเฮาทรงมีพระวรกายแข็งแรง มีพระชนมายุยืนยาวก็พอเพคะ”

แววตาของไทฮองไทเฮาเจือด้วยความรักความเอ็นดู

“ดูเด็กนี่สิ ช่างถูกอกถูกใจข้าเสียจริง”

เซียวอวี้ยังคงนิ่งเฉยไร้ปฏิกิริยาเช่นเดิม

ไทฮองไทเฮาทรงมีสิ่งที่อยากพูดแต่ก็พูดไม่ออก จึงรับสั่งให้เหล่าข้าหลวงออกไปให้หมด รวมทั้งมู่หรงฉานด้วย

พอในห้องโถงเหลือเพียงพวกนางย่าหลานสองคน นางจึงเอ่ยปากถามสืบความ

“ฝ่าบาท พระวรกายของพระองค์...ดีขึ้นหรือยัง?”

นางถามถึงเรื่องอะไรนั้น เซียวอวี้รู้ดี

ล้วนเป็นเพราะฮองเฮาปากพล่อย

ดวงตาของเขาล้ำลึก และตอบอย่างมั่นใจว่า

เมื่อนางเงยหน้าเหลือบตาขึ้น หยาดน้ำตาก็ร่วงหล่นลงมาแล้ว

นางเปิดริมฝีปากราวกับต้องการที่จะอธิบายอะไรบางอย่าง แต่กลับกลืนลงไปด้วยความคับข้องใจ

เวลานี้เองสาวใช้ชิวหงก็คุกเข่าลงและแก้ต่างแทน

“ขอฝ่าบาทได้โปรดให้อภัยกุ้ยเหรินด้วยเถิดเพคะ กุ้ยเหรินถูกบังคับอย่างไม่อาจขัดขืนได้...”

“อย่าพูดไร้สาระ” มู่หรงฉานเอ่ยห้ามด้วยน้ำเสียงรีบร้อน

ทว่าชิวหงกลับพูดทั้งหมดออกมาในอึดใจเดียว

“นายท่านและฮูหยินเป็นคนบังคับกุ้ยเหรินเพคะ ไม่ว่าเรื่องใดก็ต้องทำตามพระสนมหรงเฟย กุ้ยเหรินเองก็ลำบากใจ ทว่าไม่กล้าไม่ทำตาม ฝ่าบาท ขอพระองค์ได้โปรดอย่าโทษกุ้ยเหรินเลยนะเพคะ...”

เซียวอวี้มองไปยังเบื้องหน้า สายตาเหม่อมองไปไกลจนดูราวกับไม่อาจมองใครได้อีก

“ที่นี่คือวังหลวงไม่ใช่จวนสกุลมู่หรง เจ้าเป็นตัวเองก็พอ”

ดวงตาของมู่หรงฉานเต็มไปด้วยหยาดน้ำตาหลั่งริน

“ขอบพระทัยที่ฝ่าบาททรงเมตตาเพคะ”

เซียวอวี้เพิ่งจะออกจากตำหนักวั่นโซ่ว นามสนมเจียก็ปรากฏตัวขึ้น

เขานึกว่านางเหมือนกับมู่หรงฉานที่มารอเขา ทว่าสิ่งที่นางสนมเจียพูดกลับเป็น

“ฝ่าบาท ได้โปรดทรงอนุญาตให้หม่อมฉันไปสวดมนต์เป็นเพื่อนฮองเฮาที่วัดต้าเจาด้วยเถิดเพคะ!”

เซียวอวี้มีท่าทางราวกับเพิ่งจะนึกขึ้นได้ว่าตนยังมีฮองเฮาอยู่คนนึง

นามสนมเจียพูดอย่างจริงใจ

“ฝ่าบาท ได้โปรดเถิดเพคะ! ฮองเฮาทรงอยู่เพียงคนเดียว ช่างโดดเดี่ยวเดียวดายเกินไปแล้ว!”

สาวใช้แอบเช็ดเหงื่อให้ตัวเอง

คนที่เหงา เห็นได้ชัดว่าเป็นนายหญิงของนางนี่แหละ

เซียวอวี้ปฏิเสธคำขอร้องของนางสนมเจียอย่างไร้น้ำใจ

เมื่อหันกลับมาเขาก็สั่งหลิวซื่อเหลียง

“เจ้าไปที่วัดต้าเจาแทนข้าซักรอบ ดูเสียว่าทางฮองเฮามีขาดเหลืออะไรหรือไม่...”

ประวัติการอ่าน

No history.

ความคิดเห็น

ความคิดเห็นของผู้อ่านเกี่ยวกับนิยาย: แม่ทัพหญิงปราบพยศฮ่องเต้ร้าย